23 Jan0041: ไทยในเวทีโลก (ในรอบ 30 ปี)

1. ยุค “แฟนฉัน” (ยุคปี 80’s) 
ในยุคแฟนฉัน ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลักโดยเฉพาะ ข้าว เพราะเราผลิตข้าวได้เกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน เรานำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศไทยไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง ทุกปีเราจะต้องส่งออกข้าวให้ได้มากกว่าความต้องการบริโภคน้ำมันภายในประเทศแต่ส่วนใหญ่แล้วเราทำไม่ได้เราจึงใช้วิธีการกู้เงินจากต่างประเทศมาโป๊ะ ดุลการค้าขาดดุล รัฐบาลสมัยนั้นจะต้องรณรงค์ให้คนไทยใช้ของไทยกันเป็นการใหญ่ (จนเป็นที่มาของเพลงเมดอินไทยแลนด์) ในบางช่วงน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูง รัฐถึงกับต้องสั่งให้งดรายการโทรทัศน์ในช่วงหัวค่ำเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าของประชาชน เรื่องนี้ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าประเทศไทยอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้นอกเสียจากเราจะหันมาใช้เกวียนเป็นพาหนะเพราะเราไม่มีน้ำมัน ในยุคแฟนฉันยังไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศการจ้างงานจึงมีน้อย รัฐบาลต้องใช้วิธีรับคนเข้ามาทำงานในภาคราชการมากๆ เพื่อแก้ปัญหาคนว่างงานจนกลายเป็นปัญหาคนล้นงานในภาคราชการมาจนถึงปัจจุบัน

2. ยุค “สาวโรงงาน”(ยุคปี 90’s จนถึงปัจจุบัน) 
ต่อมาญึ่ปุ่นจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนเพื่อลดแก้ปัญหาเงินเยนแข็งค่า เงินลงทุนทางตรงมหาศาลจึงไหลเข้าประเทศไทยเพื่อมาสร้างโรงงานทำให้เราได้ดุลบัญชีทุนมหาศาล ไม่ต้องกลัวที่จะไม่มีน้ำมันใช้เพราะเราไม่ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอีกต่อไป นอกจากนี้เมื่อโรงงานเหล่านั้นสร้างเสร็จก็เริ่มผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เราส่งออกได้มากขึ้นมาก และขึ้นมาเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลักแทนที่สินค้าเกษตรอีกด้วย การสร้างโรงงานจำนวนมากทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาลจนทำให้ประเทศไทยในยุคสาวโรงงานกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานตลอดเวลา การว่างงานไม่ใช่ปัญหาของประเทศนี้อีกต่อไป

3. ยุค “ท่องเที่ยว”(ปี 2005 เป็นต้นไป) 
เวลานี้จีนกำลังอาสาเข้ามาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของโลกด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า ความโดดเด่นของไทยในฐานะของฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจึงน้อยลง การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยในยุคต่อไปจะไม่ถึงกับลดลงเพียงแต่จะเติบโตช้ากว่าแต่ก่อน ไทยยังมีความน่าสนใจอยู่บ้างในแง่ของการใช้เป็น backup site ของโรงงานในจีนและเวียดนามได้ ต่อไปรายได้จากการท่องเที่ยวน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นรายได้หลักของไทยแทนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไปเป็นประเทศที่ส่งออกการท่องเที่ยวเป็นหลัก น่าติดตามว่าดุลการค้าของไทยในยุคต่อไปจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร การท่องเทียวจะสามารถเติบโตได้ทันการบริโภคน้ำมันภายในประเทศได้หรือไม่

เดี๋ยวนี้เวลาจะมองหาหุ้นสำหรับถือยาวมากๆ ผมเลิกมองหุ้นที่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปแล้วครับ แต่ถ้าเป็นการเล่นสั้นๆ แนวโน้มอันนี้ก็คงไม่มีผลอะไร เพราะมันเป็นสิ่งที่จะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ อย่างเช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ การย้ายฐานการผลิตจะมี swithing cost สูงมากเพราะต้องย้ายกันไปทั้งคลัสเตอร์ ดังนั้นแม้ต้นทุนในจีนจะถูกกว่าแต่ผู้ผลิตรถยนต์ในไทยก็จะไม่สามารถย้ายได้ทันที อาจต้องใช้เวลานับสิบปีเลยทีเดียว หรืออย่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น เจ้าของมักสร้างโรงงานชิ้นส่วนไว้หลายๆ แห่งแล้วส่งชิ้นส่วนไปประกอบที่โรงงานอีกแห่งหนึ่งเพื่อปัองกัน know-how รั่วไหล ดังนั้น จึงยังต้องมีโรงงานในไทยอยู่ เช่นนี้เป็นต้น เพียงแต่ว่าการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมอาจไม่มากมายเท่ากับในยุคก่อน

VN:F [1.8.4_1055]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

4 Responses to “0041: ไทยในเวทีโลก (ในรอบ 30 ปี)”

  1. บริษัทที่ผมอยากซื้อหุ้นน่ะมีครับ และเป็นไปตามแนวโน้มที่ท่านสุมาอี้บอกด้วย แต่ว่าเขาไม่ยอมเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เท่านั้นเอง T-T เศร้าจิต

    UN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  2. Khun T says:

    ตอนนี้เริ่มให้น้ำหนักกับกองทุนค่างประเทศมากขึ้น

    ปล. ท่านแม่ทัพสุมาอี้ ผมมาชวนเล่น Tag: Book Meme ด้วยครับ

    UN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  3. Woody says:

    บริษัทอะไรหรือครับพี่ไท้ เผอิญมีพี่ที่รู้จักในตลาดฯ น่าจะพอไปแนะนำให้เค้าชักชวนได้ครับ

    UN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  4. ไก่ says:

    กราบเรียนท่านผู้รู้ ไม่ทราบว่ามีท่านผู้รู้พอจะรู้เรื่องตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีโลกบ้างคะ รบกวนขอข้อมูลด่วน ทางเมลข้างต้นคะ

    UN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0 (from 0 votes)

Place your comment

Please fill your data and comment below.
Name
Email
Website
Your comment