เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Life Leadership เป็นหนังสือแนว Self-improvement ทั่วไป (ที่น่าอ่าน) เล่มหนึ่ง ประเด็นที่ผมสะดุดเป็นพิเศษไม่ใช่เนื้อหาหลักของหนังสือที่พูดถึงวิธีการจัดการชีวิต แต่เป็นเหตุผลที่ผู้เขียนอธิบายว่าทำไมเราจึงจะต้องจัดการชีวิตด้วย เหตุผลที่ว่านี้เกี่ยวกับแนวโน้มใหม่ทางสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมอ่านแล้วเห็นว่าแนวโน้มนี้มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อยก็เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังบวกกับสิ่งที่ผมสังเกตเห็นในสังคมปัจจุบันครับ
โลกกำลังจะเข้าสู่ยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆ จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่าเดิม บริษัทจึงไม่สามารถให้ความมั่นคงกับพนักงานได้มากเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป บริษัทจะหันมาจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงานในรูปแบบที่เป็น profit sharing มากขึ้นเพื่อแชร์ความเสี่ยง พนักงานที่ได้เงินเดือนเป็น flat rate 100% จะมีน้อยลง พนักงานที่ได้ค่าตอบแทนเป็นค่าคอมบางส่วนอยู่แล้วจะได้เป็นค่าคอมในสัดส่วนที่มากขึ้น อาชีพด้านวิชาชีพจะเป็นพนักงานประจำน้อยลง contract employees จะมีมากขึ้น คนที่ทำงานเป็น Freelance จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน ลูกจ้างเองก็จะแสวงหาอิสระมากกว่าเดิม งานที่ต้องเข้าออกตรงเวลาจะเป็นงานที่ผู้คนในยุคต่อไปรังเกียจ บริษัทจะหันมาดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถด้วยการให้อภิสิทธิ์ต่างๆ มากขึ้นแทนที่จะอาศัยตัวเงินอย่างเดียว เช่น เป็นตำแหน่งงานที่ไม่ต้องมีเวลาเข้าออกที่แน่นอน อนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้ ให้มีวันลาพักร้อนมากกว่าเดิม เป็นต้น ผู้คนจะเริ่มมองการทำงานในองค์กรว่าไม่ใช่สิ่งที่ท้าทายอีกต่อไปแต่เป็นสิ่งที่จะต้องทน ทุกคนตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณให้เร็วที่สุดเมื่ออายุยังน้อยมากกว่าที่จะอยากขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กร สังเกตได้จากการที่ทุกวันนี้หนังสือสอนให้รวยเร็วๆ มักเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่ง อีเมล์โฆษณาชวนให้ทำงานที่บ้านโดยมีรายได้เยอะๆ ก็เกลื่อน Inbox ไปหมด ผู้คนแสวงหาเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
ดีหรือไม่ดีไม่รู้แต่ต่อไปคงจะเป็นแบบนี้กัน

ชีวิตผมเป็นแบบนี้เลยครับ
ช่วงที่เรียนได้อ่านหนังสือแนวคิดต่างๆ เยอะแยะมากมายที่เป็นวัฒนธรรมธุรกิจแบบตะวันตก พอเรียนจบออกมาผมจึงเลือกที่จะเป็นนายตัวเอง เพราะชอบชีวิตที่อยู่กับบ้านอยู่กับครอบครัวมากกว่า และชอบทำงานช่วงบ่ายๆจนถึงดึกๆ มากกว่าจะตื่นเช้าฝ่าการจราจรไปทำงาน
ถ้ามีคนที่เป็นแบบผมมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะส่งผลดีหรือไม่ดีต่อระบบเศรษฐกิจกันแน่ครับอาจารย์
คิดว่าดีครับ วัฒนธรรมแบบ entreprenuerial จะทำให้เกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น เพราะมีคนคิดจะเป็นนายจ้างมากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการจ้างงาน
ถ้าบริษัทเปลี่ยนมา outsource บุคลากรกันมากขึ้น บริษัทจะแบกรับ fixed cost น้อยลง flexibility จะมีมากขึ้น ทำให้วัฎจักรผันผวนน้อยลง ลงแล้วจะฟื้นตัวได้เร็ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือพวก Property Development Company เวลาอสังหาเป็นขาลง ไม่สามารถปลดพนักงานได้เนื่องจากกฏหมายแรงงานที่เข้มงวด ก็เลยต้องดันทุรังออกโครงการใหม่ๆ เพื่อต้องมีงานให้พนักงานทำ ออกกันมาทั้งที่ไม่มีใครซื้อบ้านแล้ว ยิ่งออกมาก็ยิ่งล้นตลาด ภาวะ oversupply จึงไม่หมดไปจากตลาดเสียที ตลาดฟื้นตัวช้า
แต่สมมติว่าถ้าตลาดอสังหาเป็นขาลงเมื่อไรแล้วบริษัทเหล่านี้ lay-off พนักงานทันที แล้วหยุดออกโครงการใหม่ supply จะลดลงได้เร็วกว่าทำให้ตลาดฟื้นได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกัน คนที่ถูก lay-off ออกไปก็สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นที่กำลังขาดแคลนแรงงานอยู่ได้ด้วย
ตั้งใจจะเขียนเรื่อง 9-to-5 worker อยู่พอดี โดนคุณนรินทร์ตัดหน้าไปเสียก่อน … แต่ไม่เป็นไร อยากเข้ามาแชร์ไอเดียแค่ว่า life style ต้องเปลี่ยนแน่ หนีไม่พ้น แถมคิดว่า น่าจะเร็วกว่าที่(เจ้านาย)หลายคนจะเตรียมตัวด้วยซ้ำ
… ส่วนที่ว่าจะดีหรือไม่นั้น ผมมองว่า ถ้าจะดีได้ ต้องหมายถึง ดีต่อสังคม ไม่ใช่ดีแต่เฉพาะบางคนหรือบางบริษัท … รัฐต้องทำโปรแกรมให้เกิดการแบ่งปันกันในสังคม … ทำให้เกิดบรรยากาศ คนรวยภูมิใจที่ได้ช่วยคนจน คนจนภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่ำรวยที่ว่า
แบบนี่จึงจะเป็น life style ที่ดี version 2.01 (ฮา)
: )
[quote]
แต่สมมติว่าถ้าตลาดอสังหาเป็นขาลงเมื่อไรแล้วบริษัทเหล่านี้ lay-off พนักงานทันที แล้วหยุดออกโครงการใหม่ supply จะลดลงได้เร็วกว่าทำให้ตลาดฟื้นได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกัน คนที่ถูก lay-off ออกไปก็สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นที่กำลังขาดแคลนแรงงานอยู่ได้ด้วย
[unquote]
ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ปัญหาเรื่องการ layoff นี่ก็ต้องมี big if ที่ว่าแรงงานมี flexibility ในการทำงานได้หลายอย่าง ซึ่งเป็นจริงค่อนข้างยากนะครับ มันค่อนข้างจะขัดกับความเป็นจริง เพราะถ้าคิดดูดีๆเข้าจริงๆแล้ว คนที่จะถูก layoff ก่อนคนอื่น คือคนที่จะหางานใหม่ได้ยากที่สุดนะครับ
[...] ไทยๆ ? Posted on November 22, 2007 by khun_aut วันก่อนอ่าน Lifestyle 2.0 ที่คุณนรินทร์เขียนเอาไว้ จำได้ว่า [...]
สมัยนี้ทุกคนต้องมานั่งคิดแล้วล่ะครับว่า เราถนัดที่จะเป็น generalist หรือ specialist มากกว่ากัน
ถ้าเป็นอย่างแรก ตกงานง่าย หางานง่าย
ถ้าเป็นอย่างหลัง ตกงานยาก หางานยาก
ทั้งสองแบบดีอย่างเสียอย่าง เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี 555+
อยากเป็น generalist แต่ตอนนี้งานที่ทำ take limit เข้าใกล้ specialist ไปทุกๆวันที่ทำ ไม่ชอบ แต่อยู่ได้ ก็มีความสุขดี เป็นผู้เชี่ยว แต่ไม่ชาญ
ส่วนเรื่องผลตอบแทนก็อยู่ได้ ไม่ดีเท่าที่ควร ควรจะดีกว่านี้ แต่ก็อยู่ได้ พอใจที่จะอยู่ ..ฮาฮา
แนวคิดนี้เหมือนกับที่ในหนังสือ The Future Of Money เขียนโดย Bernard Lietaer ว่าไว้เลยครับท่านสุมาอี้ นี่แสดงว่าโลกอนาคตมันต้องเป็นงี้จริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย อ่า เศร้าจิต T-T
ผมเองก็อยาก เกษียณไวไว นอนเล่นอยู่ที่บ้านมากกว่าครับ
แนะนำหนังสือ แนวนี้ ถอดรหัสความสุข SMILE The DNA of Leadership Happiness อ่านทีเดียวจบเล่ม
จะลองไปหามาอ่านดูครับ