0109: MLM

มกราคม 25, 2008 at 9:43 am | In Entrepreneurship | 24 Comments

มีคนบอกให้เขียนเรื่องธุรกิจขายตรงหลายคนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้าเขียนสักที เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างอ่อนไหว กลัวเขียนไปแล้วจะมีคนออกมาด่าทออย่างรุนแรง แต่ผมมาคิดดูแล้ว บล๊อกของผมใช้ระบบเผด็จการอยู่แล้วนี่หว่า ไม่เห็นต้องกลัวเลย งานนี้เป็นไงเป็นกัน

ถ้าห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค สมัยก่อน ผู้ผลิตมีอำนาจสูงสุดเพราะผู้บริโภคติดแบรนด์ แต่หลายปีที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจแบบ Hypermart เริ่มทำให้พ่อค้าคนกลางมีอำนาจมากขึ้น ผู้ผลิตเริ่มถูกห้างค้าปลีกบีบคั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคก็มีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลงเพราะ ถูกห้างค้าปลีก spoil ให้ชอบซื้อของลดราคา ซึ่งห้างค้าปลีกก็ไม่ได้เป็นคนลดราคาให้เองแต่ไปบีบผู้ผลิตให้ลดราคาให้ สินค้าของผู้ผลิตทุกรายถูกวางอยู่บนหิ้งเทียบกัน ถ้าใครไม่ลดราคาก็ขายไม่ได้ มาร์จิ้นของผู้ผลิตจึงสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องดิ้นรนหาสารพัดวิธีที่จะหลุดจากอำนาจของห้างค้าปลีก แต่ก็เป็นเรื่องยาก วิธีส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ

MLM ไม่ใช่โมเดลธุรกิจแบบใหม่ แต่เป็นนวัตกรรมทางด้านช่องทางจัดจำหน่ายของผู้ผลิต มันคือหนทางดิ้นรนแบบใหม่ของผู้ผลิตที่จะกลับมาขายสินค้ามาร์จิ้นสูงๆ ให้ได้เหมือนเช่นเดิมและเป็นเพียงไม่กี่วิธีเท่านั้นในตอนนี้ที่ใช้ได้ผล MLM ทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องพึ่งห้างค้าปลีกอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคจะทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางเบ็ดเสร็จในตัวคนเดียว จึงตัดห้างค้าปลีกออกจากห่วงโซ่ได้เลย

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการหาสมาชิกของบริษัทขายตรงไม่ใช่หวังให้สมาชิกช่วยขายสินค้าให้ แต่เป็นการหวังให้สมาชิกเองนั้นแหละเป็นผู้ซื้อสินค้าไปใช้ วิธีนี้ช่วยจะทำให้ผู้ผลิต (ซึ่งก็คือบริษัทขายตรง) สามารถขายสินค้าที่มาร์จิ้นสูงๆ ได้ เพราะไม่ต้องวางสินค้าบนหิ้งแข่งกับยี่ห้ออื่นอีกต่อไป ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกก็เต็มใจซื้อสินค้าไปใช้แบบไม่เกี่ยงราคาเพราะรู้สึกว่าเป็นการทำยอดให้ตัวเองไปด้วย แถมยังมีความภักดีต่อแบรนด์สูงสุด เพราะถึงกับช่วยเถียงแทนบริษัทจนเส้นเลือดคอบูด (การทุ่มโฆษณาทางทีวียังสร้างความภักดีไม่ได้มากขนาดนี้) เมื่อใดก็ตามที่บริษัทขายตรงสามารถสร้างสังคมกลุ่มหนึ่งที่ปวารณาตนว่าจะใช้แต่สินค้าของบริษัทเท่านั้น แม้ว่าสมาชิกเองจะขายสินค้าให้คนอื่นไม่ได้เลยแต่เครือข่ายสมาชิกที่มีขนาดใหญ่พอและสมาชิกทุกคนใช้สินค้าของบริษัทเป็นประจำ บริษัทก็สามารถขายสินค้าได้เป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ต้องง้อห้างค้าปลีกเลย

บริษัทขายตรงจะไม่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงอันนี้ให้สมาชิกทราบเป็นอันขาด แต่จะบอกว่า การเข้ามาเป็นสมาชิกเป็นการสร้างรายได้พิเศษให้กับตัวสมาชิกเอง เพราะถ้าสมาชิกรู้ว่าบริษัทหวังให้สมาชิกเองมาเป็นคนซื้อสินค้าของบริษัท คงไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นสมาชิกแน่นอน

เขียนถึงแต่ในแง่ร้ายก็ดูจะโหดร้ายกับเขามากไปหน่อย MLM ก็มีแง่ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดอาชีพ “งานขาย” ผมคิดว่างานขายเป็นอาชีพที่คนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมากที่สุด งานขายเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงๆ หรือนามสกุลดังๆ แต่อยู่ที่ความสามารถส่วนตัวเป็นหลัก มันจึงหนึ่งในไม่กี่อาชีพเท่านั้นที่ให้โอกาสคนที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่นในสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จจาก MLM จริงๆ แล้วมีอยู่น้อยมากๆ แต่ก็เหมือนกับการประสบความสำเร็จรูปแบบอื่นๆ ที่ต้องมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่น้อยมากเสมอ ถ้าหากคุณรู้สึกรำคาญคนที่พยายามขายสินค้าให้คุณ ก็แค่หัดปฏิเสธให้เป็นก็พอไม่ต้องไปคิดแทนเขาว่า เดี๋ยวเขาจะเสียใจหรือเปล่า คนที่กลัวการปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ

24 ความเห็น »

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

  1. อืม ผมเคยคิดว่าบริษัทหวังอยากให้สมาชิกช่วยขายให้เยอะๆ นะครับ แต่อ่านแล้วมาคิดก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลทีเดียว ที่ลูกค้าที่แท้จริงของบริษัทก็คือสมาชิกนั่นเอง ไม่ใช่ลูกค้าของสมาชิกอีกที เพราะสมาชิกซื้อของไปแล้วเหลือก็คืนไม่ได้

    MLM ที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีนี่ก็เพราะความโลภของมนุษย์โดยแท้ บังคับคนรู้จักให้ซื้อของ ชักชวนแกมบังคับให้สมัครสมาชิก ให้ไปฟังบรรยาย … คนไม่รู้เรื่องรู้ราวบางคนก็เสียรู้ โดนความฝันบังตา

  2. อยากบอกว่า เมื่อก่อนไม่แน่
    แต่เดี๋ยวนี้ คนทำงานขายตรง รู้ล่ะครับ
    ว่า เขาอยู่ตรงไหนของ supply chain

    ซึ่งบางที ก็เป็น producer
    และ บางที ก็เป็น consumer
    … รวมเรียก prosumer นั่นแหละ

    บริษัท หลอก คนขาย … ยากครับ
    นอกจากจะคนที่อยู่ “ห่างไกล” จริงๆ
    ยังไงก็รู้ตัวดีว่า ในสายงานนี้
    … ต้องซื้อ และ ต้องขาย (2 in 1)

    ที่เห็นดูเหมือน “หลอกตัวเอง” … คิดว่าจำเป็นนะครับ
    งานขายให้มี attitude ไปในทาง producer > consumer
    หรือ ทำหน้าที่ “ขาย” มากกว่า “ซื้อ” … อันนี้ เข้าใจได้ครับ
    … motivation นี่ใช่กับงานขายทั่วไปอยู่แล้ว
    ไม่จำเป็นต้องเฉพาะกับการขายตรง

    แต่ที่โดนหลอกให้ขาว หลอกให้ผอม หลอกให้หน้าเด้ง
    หรือ หลอกให้ทำยอด ทั้งๆ ที่ไม่ต้อง (เพราะเราไม่ใช่ลูกจ้างนี่สิ)
    หรือ หนักกว่านั้น คือ หลอกให้บริโภคแต่ “มายา” ของสินค้านี่สิ ที่ยังไม่ตื่นกัน

    สรุปว่า ถ้าเป็น MLM จริงๆ ไม่ใช่ลูกโซ่
    ผมไม่ negative ครับ … รู้(เท่า)ทัน

    khun_aut

  3. ส่วนตัวไม่ nagative กับ MLM นะครับ
    ความจริง ชอบ concept เสียด้วยซ้ำ
    อย่างที่ คุณนรินทร์ ว่ามา นั่นแหละ

    งั้นเดี๋ยวจะผนวกกับ “บริโภคนิยม” ของ อ.นิธิ
    แล้วเขียนให้อ่านกันนะครับ

    : )

  4. MLM เป็นของดี..แต่คนที่เอามาใช้บางคนทำไม่ถูกทาง ไม่ถูกวิธี..ทำให้อีกหลายคนเลย ยี้ MLM

  5. “คนที่กลัวการปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ”

    อ่านครั้งแรกไม่ทันเก็ท เลยขอเพิ่มเติมว่า

    1. คนที่กลัวถูกปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ
    2. คนที่กลัวการปฏิเสธคนอื่น เป็นเพื่อนนักขายไม่ได้หรอกครับ

    :)

    “เพราะถ้าสมาชิกรู้ว่าบริษัทหวังให้สมาชิกเองมาเป็นคนซื้อสินค้าของบริษัท คงไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นสมาชิกแน่นอน”

    ผมว่าคงไม่ขนาดนั้นครับ ลองเปลี่ยนประโยคเป็น “ถ้าสมาชิกรู้ว่านักเขียนชื่อดังคนหนึ่ง: (ฉายา ท่านแม่ทัพ ฮ่าฮ่า) หวังให้สมาชิกมาเป็นคนซื้อหนังสือ คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกแน่นอน”

    ผู้บริโภคจะมีใจให้สินค้าไม่ได้เชียวหรือครับ (หนังสือเค้าก็ดีนะ ฮิฮิ) สินค้าดีๆก็มีอยู่มากมาย แม้การขายตรงและนักขายตรงจะน่ารังเกียจเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีของหลายชิ้นดีจริงนะเออ

  6. ผู้บริโภคมีใจให้สินค้าได้ครับ เพราะการซื้อของเป็นเรื่องของตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ด้วย ไม่ได้เป็นเรื่อง functional หรือ price/value อย่างเดียว ผมเองก็ซื้อ iPod เพราะชื่นชอบแบรนด์

    อาจารย์ด้านการตลาดของผม บอกว่า Do charge the most loyal customers the highest price. เพราะนั้นคือเหตุผลว่าทำไมบริษัทต้องมีฝ่ายการตลาดด้วย

  7. เสียเพื่อนไปหลายคนก็เพราะ MLM นี่แหล่ะครับ :-(

  8. แล้วจะมี MLM ในอุดมคติมั้ยครับ

  9. ถ้าเลือกได้ ผมขอเป็นเจ้าของบริษัทที่มีโมเดลแบบ MLM ดีกว่าเป็น upline สูงสุดในโมเดลแบบ MLM ครับ

  10. MLM ไม่เลวร้ายอะไรมากหรอกครับ

    เป็นเพียงอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ครับ
    ส่วนเรื่องสินค้า และผลตอบแทนที่มอบให้กับสมาชิก
    เป็นเรื่องของบริษัทที่ใช้ระบบขายตรง ว่าจะนำสินค้าที่มีคุณภาพ
    และผลตอบแทนที่ยุติธรรมให้กับสมาชิกหรือไม่
    สมาชิกต้องเลือกพิจารณาเอง ครับ

    แต่ MLM มีสิ่งหนึ่งที่เด่นกว่าในระบบช่องทางการกระจายสินค้าแบบเดิม ๆ
    ก็คือ MLM มอบโอกาสให้สมาชิกได้นำสินค้าของบริษัทไปสร้างรายได้
    ให้กับตนเอง

    ส่วนวิธีการจะเป็นไปด้วยความน่ารัก หรือน่าเกลียด เป็นเรื่องแต่ละบุคคล

    การเขียนหนังสือสื่อความ เพื่อให้ความบันเทิง ให้ความรู้ เป็นสิ่งที่ดีครับ
    ใครก็ยอมรับ และคนเขียนหนังสือน่ารักก็เยอะครับ
    แต่คนเขียนหนังสือน่าเกลียดก็มีบ้าง

    มันก็เป็นเช่นเฉกเดียวกันครับ

  11. “Do charge the most loyal customers the highest price.”

    สมเป็นคำพูดของระดับอาจารย์ สั้นๆได้ใจความมากๆ

    ถ้าเลือกได้ ก็คงเป็นแบบพี่ไท้ เหมือนกันครับ

  12. ผมสง กะ สัยมานานเเล้วว่า
    ของ MLM มันดีกว่า Consumer product ตามท้องตลาดจริงเหรอ
    หรือ ทำของให้ดีกว่า ขาย เเพง กว่า ได้ margin มากกว่า

  13. อยากเห็นหน้าตาปิระมิด MLM จะดูว่าผู้ใช้จริงๆที่อยู่ตรงฐานจะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ สงสัยจะน้อยมากๆ

  14. เป็นแค่หนึ่งความเห็นของคนหนึ่งคนนะครับ ไม่อยากให้ไปซีเรียสกับมันมากเกินไป :)

  15. เรื่องอย่างนี้ ถ้าคุยกันอย่างวิชาการ และมองด้วยสายตาของผู้สังเกตุการณ์ แยกความจริงออกจากความเห็น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

  16. อยากให้ท่านแม่ทัพเขียนเรื่องธุรกิจประกันชีวิตบ้างครับ

    ท่านแม่ทัีพทำประกันชีวิตรึเปล่าครับ
    อยากทราบความเห็น

  17. ลอง post ครับ post ไม่เข้ามาหลายครั้งแล้วครับ

  18. โห……
    loyalty สูง ๆ จริง อย่างที่ท่านแม่ทัพว่า
    เหมือนไปแตะสิ่งที่เป็นความหวังในชีวิตเขา
    ผมเคยไปแตะหวยใต้ดินเหมือนกัน
    แม่ค้าขายกล้วยทอดด่าผมจะเละเลย
    ตอนนี้เลิกซื้อปป้าเขาแล้ว
    ชอบแวะมาที่นี่เพราะอ่านของท่านแม่ทัพ แล้วมันต่อเติมได้ตลอดเลยครับ
    ขอเพิ่มเป็นสิ่งที่ไม่ควรแตะ

    1.การเมือง
    2. ศาสนา
    3. MLM
    4. น้องเมีย

  19. ผมไม่ทำประกันชีวิตเลยครับ

    ประกันทุกชนิดเป็น negative NPV ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรทำครับ

    คนที่ควรทำคือคนที่เป็นกำลังหลักของครอบครัวและไม่สามารถออมเงินด้วยตัวเองได้เท่านั้น

  20. ถึงประกันจะเป็น negative NPV
    แล้วคุณนรินทร์ไม่กลัวเกิดอุบัติเหตุกับตัวเองบ้างเหรอครับ??

    ถ้าไม่กังวลเรื่องอุบัติเหตุหรือว่าเรื่องสุขภาพ ผมก็ไม่อยากทำเหมือนกัน

  21. ผมกลัวอุบัติเหตุครับ แต่ผมมานั่งนึกดูดีๆ ประกันภัยชอบโฆษณาว่า “คุ้มครอง” เรา แต่จริงๆ แล้วประกันภัยไม่ได้คุ้มครองเราจากอุบัติเหตุนะครับ ถ้าเราซวย เราก็ต้องโดนอยู่ดี ประกันภัยเพียงแค่ทำให้เรามีเงินจ่ายค่ารักษาตัวหลังจากเกิดอุบัติเหตุเท่านั้นเอง

    ดังนั้นถ้าคุณมีเงินออม ประกันภัยก็ไม่จำเป็นครับ

    ผมเคยอ่านโบร์ชัวร์ประกันชีวิตอันหนึ่ง เขาบอกว่าห้ามประกันเกิน 3 ล้านบาทต่อหนึ่งคน อย่างนี้ก็กับว่า ถ้าคุณมีเงินออม 3 ล้านบาท คุณไม่จำเป็นต้องทำประกันเลยครับ เพราะถ้าค่ารักษาพยาบาลเกิน 3 ล้านบาท ประกันภัยไว้ก็ไม่มีจ่ายอยู่ดี

    ผมว่าถ้าอยากมีค่ารักษาพยาบาล ออมเองดีกว่า เราได้เงินนั้นเป็นของเราเองด้วย ไม่เสียค่าเบี้ย ในช่วงที่เงินออมยังน้อยอยู่ เกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ก็ยืมญาติเอาก็ได้ครับ

  22. อ้อ เข้าใจแนวคิดคุณนรินทร์แล้วครับ ขอบคุณมากครับ ^^

  23. [...] แล้วได้รู้จักกับค่า NPV จากความเห็นนี้ อ่านดูจาก wikipedia และlemontree blog [...]


ใส่ความเห็น

XHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.