ปกติแล้ว การเพิ่มเงินเดือนให้เมื่อเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงจะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะเงินมีมากขึ้นแต่ของมีเท่าเดิม ของจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก สุดท้ายแล้ว กำลังซื้อจะยังคงเท่าเดิมอยู่ แต่ได้ภาวะเงินเฟ้อพ่วงมาด้วย ถ้ามองในมุมนี้ ดูเหมือนทฤษฏีสองสูงของเจ้าสัวธนินท์จะไม่ใช่ทางออกของปัญหาข้าวยากหมากแพง
แต่ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ราคาสินค้าและค่าแรงของบ้านเราไม่ได้กำหนดด้วยกลไกตลาดแต่ถูกกดเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาตลอดเพราะเป็นนโยบาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะปล่อยให้ทั้งราคาสินค้าและรายได้ของคน “ลอยตัว” ขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่กดเอาไว้เหมือนในอดีต การขึ้นเงินเดือนตามทฤษฏีสองสูงไม่ได้หมายถึงการแจกเงิน แต่หมายถึงการปล่อยให้เงินเดือนลอยตัวขึ้นตามความเป็นจริง
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราเริ่มทำเกษตรกันน้อยลงและหันมาเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEMers) ในเวทีโลกมากขึ้น สินค้าที่ไทยส่งออกได้มากที่สุดทุกวันนี้คือ รับจ้างต่างประเทศผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เรายังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ส่งออกเป็นจำนวนมากอีกด้วย เราไม่ใช่ประเทศที่ทำเกษตรเป็นหลักเหมือนที่สอนไว้ในหนังสือสังคม สินค้าเกษตรในปัจจุบันมีสัดส่วนแค่เพียง 10% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้นเอง
การจะเป็น OEMers ในเวทีโลกได้นั้น ค่าแรงจะต้องถูก ที่ผ่านมารัฐบาลจึงมีนโยบายกดค่าแรงมาโดยตลอด เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะมาผลิตสินค้าในประเทศไทยเพราะค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ เรายังใช้วิธีกดค่าเงินของเราให้ต่ำเกินความเป็นจริงอีกด้วย เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกจากประเทศไทยมีราคาต่ำเมื่อคิดเป็นเงินดอลล่าร์ ต่างชาติจะได้อยากซื้อสินค้าที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย
นโยบายแบบนี้ที่ผ่านมาไปได้สวย เพราะแม้ว่าเงินเดือนจะน้อย แต่ของก็มีราคาถูก คนในประเทศจึงไม่เดือดร้อนอะไร ในขณะเดียวกัน การจ้างงานก็มีมากเพราะต่างชาติมาลงทุนกันมากเพื่อเอาค่าแรงถูก ดูๆ ไปก็เป็นนโยบายที่ลงตัว แต่พอนานๆ เข้า ราคาสินค้าในประเทศอื่นๆ ในโลกซึ่งเขาไม่ได้ใช้นโยบายกดราคากันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มทิ้งห่างราคาสินค้าในบ้านเราไปอย่างมีนัยสำคัญ บังเอิญว่าเราต้องซึ้อสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศเสียด้วย ทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก รวมไปถึงสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ระดับราคาสินค้าและรายได้ในประเทศที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ทำให้คนไทยต้องซื้อสินค้าเหล่านั้นในราคาที่แพงมาก ในขณะเดียวกัน เรายังขายสินค้าของเราในราคาถูกๆ ให้กับโลกเหมือนเดิม
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลิกกลยุทธ์กดราคา ขืนยังปล่อยให้ระดับรายได้และระดับราคาของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนไทยจะตายอย่างเขียดในที่สุด….
ผมเชื่อว่าถ้าเราปรับเงินเดือนให้คนในประเทศ เงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มาจากภายนอกประเทศเป็นหลัก ตลาดในประเทศเองมีแต่ตัดราคากันรุนแรงมาก เงินจึงไม่ค่อยจะเฟ้ออยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ย่อมมีข้อเสียอยู่ด้วย นั่นคือ ต่อไปนี้ ประเทศไทยก็จะมีความน่าสนใจในฐานะของ OEMers ในเวทีโลกน้อยลง เพราะคนของเรามีราคาแพงขึ้น เราคงต้องปรับตัวโดยหันไปสร้างจุดเด่นอย่างอื่นขึ้นมาทดแทน แต่ผมก็คิดว่า เราก็มีทางเลือกอื่นอยู่ไม่น้อย ราคาสินค้าเกษตรกำลังเป็นขาขึ้นพอดี แต่ไหนแต่ไรมา เราคือประเทศเกษตรกรรมอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตสาวโรงงานต้องหันกลับไปเป็นเกษตรกรกัน ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเกษตรกรรมคือ strength ที่แท้จริงของประเทศไทย
ไม่อยากให้มองว่าเจ้าสัวพูดเพื่อตัวเอง โลกธุรกิจไม่ใช่ zero sum game ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งได้ประโยชน์อีกคนจะต้องเสียประโยชน์เสมอไป แม้ว่าเจ้าสัวจะได้ประโยชน์จากการปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรลอยตัว แต่ประเทศไทยโดยรวมก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน (win-win) ไม่ต้องกลัวคนในประเทศซึ้อข้าวแพงแล้วจะลำบาก ลองดูประเทศอาหรับสิครับ เขาปล่อยให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าของประเทศเขาเองลอยตัว แล้วมันทำให้คนในประเทศของเขารวยหรือว่าจนล่ะครับ แขกเขารู้จักทำราคาสินค้าของเขาให้แพงๆ ก็เลยรวยเอา รวยเอา แต่บ้านเราพยายามทำราคาสินค้าของเราให้ถูกๆ ได้เงินมาก็เอาซื้อของที่ราคาแพงๆ ก็เลยจนเอา จนเอา อยู่อย่างนี้แหละครับ
ผมก็เชื่อมั่นใน สองสูง
ถ้ารั๙บาลขึ้นเงินเดือนข้าราชการและครู
โครงสร้างสังคมน่าจะเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น
ผมเชื่อว่า คนเราถ้ามีเงินเพียงพอต่อ”ความอยู่รอด”แล้ว แรงจูงใจที่จะทำอะไรแย่ๆ จะลดไปมาก และแรงจูงใจที่จะสร้างสรรค์อะไรที่ดีกว่า จะเพิ่มขึ้นอีกมาก
ถ้าราชการทุกคน มีเงินพอ
ตำรวจจะไม่เก็บส่วย, ครูจะไม่อุบความรู้ รอสอนพิเศษ ฯลฯ
พลังการสร้างสรรค์น่าจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะครับ
คิดว่าไงครับ
เห็นด้วยเลยครับที่เกษตรกรรมเป็น strength ของประเทศเราจริงๆ ปัจจัยต่างๆ เอื้อให้เราทำเกษตรมาก เรื่องดิน เรื่องน้ำ สภาพอากาศ ความรู้ เทคโนโลยี วิจัยและพัฒนา ฯลฯ
อย่าบอกนะว่า ไม่เหมือนกับไอเดียของทักกี้ ที่เคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน
ไม่กล้าบอกแน่นอนครับพี่ แวบแรกที่เห็นชื่อพี่เข้ามาโพสต์ ผมก็เสียวสันหลังวาบแล้ว
หายวาบหรือยัง คุณนรินทร์ (ฮา)
เฮ้อเธอ ~~~
: )
[...] http://1001ii.wordpress.com/2008/06/04/0130/ [...]
ติดตามอ่านมาตลอดนะครับผม ทั้งใน blog และ ในweb แต่บางครั้งไม่ทราบว่าจะ post อย่างไรดี
เอาเป็นว่า ขอให้พี่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งกายและใจนะครับพี่โจ๊ก
ช่วงนี้ผมค่อยๆศึกษาการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเหมาะกับผมมากที่สุดแล้วล่ะครับ ^^
ไว้คุยกันใหม่ครับพี่ครับ
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีนะครับ ผมว่าเรื่องการที่จะเน้นผลผลิตทางด้านเกษตร ก็ต้องเน้นไปทางด้านการวิจัยและการพัฒนาคน เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเกษตรให้มากขึ้นด้วย เพราะถ้าหากเรายังต้องนำเข้าเครื่องจักร และสารเคมี หรืออะไรอย่างอื่นทางการเกษตรด้วยแล้ว ก็คงจะเป็นภาระกับเกษตรกรอีก
แต่น่าวิตกเรื่องการเมืองเหมือนกัน ช่วงนี้มีแต่ข่าวการเมืองทั้งนั้นเลย แล้วไม่รู้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเราจะได้ไปต่อเมื่อไหร่
หวัดดีครับคุณ สุมาอี้ ผมเป็นแฟนหนังสือคุณมาตลอด แต่เล่มใหม่ยังไม่ได้ไปซื้อเลยครับ พอพูดถึงเจ้าสัว ผมก็นึกถึงหุ้นตัวCPALL มีปัญหาที่ผมงงมาก อยากรบกวนขอความรู้จากคุณสุมาอี้นิดนึงครับ คือผมไปดูข้อมูลคร่าวๆจาก SETTRADE กับ SET.OR.TH ตรง ROA ปี 2006 ทำไมค่ามันถึงได้ติด
-0.22% ครับ งงมาก พอดีเพิ่งหัดลงทุนนะครับ แนะนำด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
อึมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ตัวเลขพวกนี้มักจะผิดอยู่บ่อยๆ ครับ ลองอ่านจากพวกบทวิเคราะห์แทนจะถูกต้องมากกว่า ผมลองดูบทวิเคราะห์ของหลายสำนักก็เป็นบวกครับ
ถ้าปรับปล่อยให้ราคาลอยตัว ทั้งน้ำมั้น แก๊สหุงต้ม ราคาสินค้าเกษตร คนที่เจอผลกระทบก่อนคือคนชั้นกลาง ที่รับเงินเดือน
แล้วรับกันได้หรือเปล่า?
ทุกวันนี้ที่เงินเดือนก็ไม่ถือว่ามาก แต่อยู่กันได้เพราะข้าวของราคาถูก ค่าแรงถูก บริการทุกอย่างก็ถูกทั้งอาหารค่ารถ ค่าบริการแทบทุกอย่าง ถูกกว่าประเทศอื่นๆแทบทั้งนั้น ถือว่ากดหัวคนชั้นแรงงานอีกที
วันนึงถ้าคนชั้นแรงงาน ซึงโดยตลอดที่ผ่านมาถูกดูถูกว่าโง่ที่เลือกพวกนักการเมืองซื้อเสียง ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง
คนชั้นกลางยอมรับกันได้หรือเปล่า???
ผมว่ารับกันไม่ได้ (แต่มันมาแน่) ทุกวันนี้เป็นตัวอย่าง ยังไม่ยอมรับกันอีกว่าพรรคที่ตัวเองเลือกนั้นเป็นส่วนน้อยและต้องเป็นเป็นฝ่ายค้านไปอีกสี่ปีค่อยว่ากันใหม่
ขอให้โชคดี
อึม ใช่แล้วครับ การที่ราคาอาหารแพงนั้นจะช่วยลดช่องว่างทางสังคมได้ด้วย
ที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องดี แต่ทำไมสื่อมวลชนถึงชอบใช้คำว่า “วิกฤต” ราคาอาหารก็ไม่รู้ สมัยนี้พวกเราถูกสะกดจิตให้แต่แง่ลบด้านเดียว
ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัท ผมจะเอาเงินที่ไหนมาเพิ่มให้พนักงานละครับ ?
ยอดขายก็โดนกดราคา กำไร Margin ก็ต่ำลง ภาษีก็เท่าเดิม ดอกเบี้ยจ่ายก็จะขึน ต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าก็ขึ้น ค่าเงินบาทจะอ่อนลงอีก
ผมจะเอาเงินที่ไหนมาขึ้นค้าจ้างอะครับบบบบบบบ ???
ถ้าผมเป็นรัฐบาล
ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นทั้งค่าพลังงาน กำไรบริษัทลดลงเก็บภาษีได้น้อยลง
ต้องบีบโรงกลั่นให้คิดค่ากลั่นถูกๆ เเล้วยังต้องกู้มาลงทุนภาครัฐเพิ่มอีกเพื่อกระตุ้น GDP ดอกเบี้ยก็ห้ามBankชาติเพิ่ม ผมจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายข้าราชการละครับ ????
คนชั้นเเรงงานกลับไปทำเกษตร เเล้วเเน่ใจได้ยังไงว่า ราคาสินค้าเกษตรสูงเเล้วเขาจะ กำไรได้มากขึ้น??? ถ้าราคาสินค้าตก รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มอีกละเปล่า
ผมไม่ได้แนะนำให้ขึ้นเงินเดือนเพื่อมาแก้ปัญหาน้ำมันแพงในขณะนี้นะครับ น้ำมันแพงตอนนี้ ช่วยไม่ได้ครับต้องทนเอาอย่างเดียว
แต่ผมแนะนำให้เลิกกดราคาของทุกอย่างในประเทศต่ำ เพื่อหวังจะล่อให้ต่างประเทศมาลงทุน แค่เราเลิกควบคุมราคาทุกอย่างในประเทศรวมทั้งค่าแรงด้วย ที่จริงแค่เปลี่ยนนโยบายมาปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเฉยๆ ราคาทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องไปกำหนดให้ขึ้นเลย เนื่องจากที่ผ่านมานั้น เราจงใจกดราคาเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงตามกลไกตลาดมาโดยตลอด
เวลาญี่ปุ่นจะมาลงทุนเพิ่ม เขาจะมาต่อรองกับรัฐบาลไทยก่อน ให้คุม cost ต่างๆ ให้เขา เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ค่าเงินบาท ค่าขนส่ง ฯลฯ เรากลัวเขาจะไม่มาลงทุน เราก็เลยต้องรับปากเขาทุกที ทำไมที่ผ่านมาแรงงานถึงขาดแคลน ก็เพราะว่าเรากดค่าแรงเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงไงล่ะครับ มันถึงได้ขาดแคลน
แม้การกดราคาจะทำให้ การลงทุนเพิ่มขึ้น การส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ผลเสียก็คือ เรากำลังขายทรัพยากรของเราออกไปในราคาที่ขาดทุน และคนในประเทศก็ต้องซื้อของต่างๆ จากต่างประเทศ (เช่น น้ำมัน) ที่ราคาที่แพงๆ เราซื้อแพงและขายถูก ทำให้จนลงเรื่อยๆ ทั้งที่ส่งออกได้มากขึ้น
วิธีแรกที่ง่ายที่สุดคือ เลิกแทรกแซงค่าเงินบาทไปเลย เวลาที่เงินบาทแข็งขึ้น ค่าแรง in real term จะสูงขึ้น ทั้งที่ nominal term ยังเท่าเดิม เพราะเงินบาทมีอำนาจซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ยิ่งเงินบาทแข็งขึ้นเท่าไร คนไทยก็มีความเป็นอยู่ดีที่ดีขึ้นมากเท่านั้น เพราะซื้อน้ำมันได้ถูกลง รัฐบาลควรทำเช่นนี้นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ รอจนน้ำมัน $140 และเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เราก็ไม่สามารถใช้วิธีนี้แล้ว เสียดายโอกาสที่ผ่านไป
ท่านนรินทร์ มีมุมมอง 2 ด้านเสมอ ด้านมืดกับด้านสว่างแต่เราใจไม่ถึงกันเพราะสมองถูกสะกดจิตด้วยคำว่าวิกฤต แต่ไม่มีใครมองว่านี้คือโอกาส กลัว เกินเหตุ เรื่องยังไม่เกิด เราชาวสยามไม่เจริญด้านสมองกันเลยหรือย่างไร นี้คืออาหารสมองชั้นยอดนะ เหมือนคนรอบตัวเราพอใจกับโลกแคบใบเดิม เพราะเราถูกสอนมาอย่างคนที่กลับหัวกลับหางกัน คนไปเมืองนอกมาจะพูดอีกแบบ ก็ตัวครายตัวมันละครับ ทุกข์ทั้งนั้น ขอผู้นำทำให้ดูสักคนที่ดีๆ ก็ไปไล่เขาเสีย สื่อบ้านเราก็กะขายข่าวอย่างเดียวถามหาจรรยาบรรณ วิชาชีพ ก็โดนอิทธิพลคุกคาม วันนี้คนไทย กลัวอิทธิพลมืดมาก เงียบเอาตัวรอดดีกว่า รักษาตัวกันไปวันๆ ไม่มีศักดิ์ศรีกันเลยหรือย่างไร คนเก่ง ดร มีเต็มบ้านเต็มเมืองแต่หาคนเก่ง กล้า ไม่มี แต่เชื่อสิมีแน่แต่ยังไม่แสดงตัวกันทั้งนั้น คนเก่งจริงมีแน่ แต่ตอนนี้ขอสะสมปัญญารักษาตัวกันไปก่อนนะไว้ ถึงวันที่สถานการณ์จะสร้างผู้กล้าขึ้นมาเอง รอ ต่อไป เขียนอาจจะเรียบเรียงไม่เรียบร้อยกระโดดไปมา แต่ว่าได้อารณ์ดีครับ ยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ถือว่าเป็นที่ระบายความรู้สืกอันแสนอืดอัดครับ วังเวง you are naver walk alone จากเด็กผี
ดุดันไปนิด แต่ว่าถ้าไม่ให้อะไรกันแรงๆไปบ้างก็จะตายด้านกันไปหมด คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรดี 1 ยอมรับชะตาโดยทำตัวเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น 2 ประกาศให้โลกรู้ วิธีนี้อาจตายได้ถ้าไม่ดูตาม้าตาเรือ 3 สร้างปัญญาให้เกิดแล้วตัวใครตัวมัน 4 คิดไรมากพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว แหะๆ คลายเครียดนะครับ ทุกๆท่าน
ขอบคุณคำตอบ อาจารย์มากครับ ไปสอยหนังสืออาจารย์มาเเล้ว
เดี๋ยวอ่านจบจะมาถกใหม่
Bloggoo (www.bloggoo.com) เว็บบล็อกสไตล์ Wordpress ที่ให้บริการ Google Adsense แห่งแรกของไทย
เปิดให้เข้ามา ใช้บริการได้แล้ว ช่วยกันสนับสนุนเว็บของคนไทยด้วยนะค่ะ
หาก Comment นี้รบกวน หรือส่งซ้ำ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย.
“รัฐบาลควรทำเช่นนี้นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ รอจนน้ำมัน $140 และเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เราก็ไม่สามารถใช้วิธีนี้แล้ว เสียดายโอกาสที่ผ่านไป”
ทำไมถึงใช้วิธีเลิกแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ได้แล้วล่ะครับ รบกวนพี่โจ๊กช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย
อืมม ถ้าปรับค่าแรงให้เพิ่มสูงขึ้นตามความเป็นจริง คงต้องคอยระวังปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าประเทศด้วยอีกทาง