
Session นี้ฟังเพลินจนต้องเอากลับมา Blog ที่บ้าน เหอๆ

วันนี้พี่จิกขอออกตัวก่อนว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายนะครับ อึม ขนาดไม่สบายนะเนี่ย สะกดคนฟังซะ พี่จิกมี Anecdotes มาเล่าให้พวกเราฟังเพียบเลย ผมจดมาไม่หมด เลยขอหยิบมาเล่าแค่บางส่วนให้พอได้บรรยากาศ ผมเห็นแววตาของผู้ชมหลายๆ คนแล้วบอกได้เลยว่า พี่จิกคือฮีโร่ของพวกเขาจริงๆ
หัวข้อที่ทีมงานบอกพี่จิกไปก็คืออยากให้พี่จิกพูดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ พี่จิกเปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า คนเราทุกคนคิดตลอดเวลา ความคิดของคนเราแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด
- คิดแบบเป๊ะๆ เช่น การบวกเลข (พี่จิกขอย้ำว่า “คิดแบบเป๊ะๆ” นี่เป็นคำศัพท์ทางวิชาการเชียวนะครับ อิอิ)
- คิดแบบกะๆ เช่น เวลาตักข้าวเราจะตักพอประมาณ แค่กะๆ เอา ไม่ต้องตวง (“คิดแบบกะๆ” ก็ด้วย)
- คิดแบบทางเลือก เช่น เมื่อวานฝนตก วันนี้คิดว่าจะเอาร่มไป
พี่จิกเชื่อว่า ความคิดแบบที่สามนี่แหละที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์แล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง นอกจากนี้ ความคิดสองอย่างแรกนั้นเปรียบได้กับเชื้อเพลิง ส่วนความคิดอย่างที่สามเปรียบได้กับประกายไฟ ประกายไฟเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ให้เชื้อเพลิงนำไปทำต่อ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ที่เป็น original จริงๆนั้นไม่มี ทุกความคิดต้องต่อยอดมาจากความคิดเดิมทั้งสิ้น จะคิดว่าโลกกลมได้ ก็เพราะมึความคิดว่าโลกแบนอยู่ก่อนแล้ว
พี่จิกพยายามทำให้เราเข้าใจง่ายๆ ต่อไปว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาได้อย่างไรด้วยการเสนอว่า รูปแบบที่เป็นไปได้ของความคิดสร้างสรรค์นั้นมี 7 รูปแบบ เรียกว่า วิธีตีหินเจ็ดอย่าง
1.ทำลายกรอบลวงตา พี่จิกบอกว่าที่จริงความคิดของเราไม่มีกรอบอยู่แล้ว แต่เราเองที่สร้างกรอบขึ้นมา แค่หลุดออกจากกรอบลวงให้ได้ก็จะได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ตัวอย่างเช่น จุด 9 จุดนี้จะลางเส้นเชื่อมถึงกันหมดโดยไม่ยกปากกาเลยได้อย่างไร คนเราจะคิดว่าการลากเส้นจะต้องลากให้เกิดมุมเฉพาะที่จุดทั้ง 9 เท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว ไม่ได้มีกฏอย่างนั้น เราคิดไปเองว่ามี เราสามารถลากเส้นได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างมุมที่ไม่ได้อยู่บนจุดทั้ง 9 นั้น นี่ไง เราทำลายกรอบลวงตาได้แล้ว (อึม คมจริงๆ คิดได้ไงเนี่ย)

2. มองย้อนศร จากสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า พยายามมองย้อนกลับไปถึงที่มาของมันให้ได้ ก็จะได้ไอเดียใหม่ อย่างเพลงหลายๆ เพลงที่พี่จิกแต่งก็มีคอนเซปท์มาจากการมองย้อนศร
3.หนามยอกเอาหนามบ่ง ปัญหาบางอย่างใช้เป็นตัวแก้ปัญหาได้ เช่น เอสกิโมใช้น้ำแข็งสร้างเป็น igloo เพื่อป้องกันความหนาวของน้ำแข็งอีกที หรือตอนที่ 3 เอ็มคิดกาวตราช้าง กาวที่ประดิษฐ์ขึ้นมาไม่แน่นเอาซะเลย เลยเอากาวที่ประดิษฐ์ได้ไปทำกาวแบบใหม่ที่ไม่ทำให้ฝาผนังเป็นรอยแทน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
4. จับคู่ผสมพันธ์ เช่น ก๋วยเตี๋ยว + ต้มยำ กลายเป็น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
5.อะไรหว่า ข้อนี้จำไม่ได้แล้ว
6.สมมตินะสมมติ เช่น สมมติเล่นๆว่า ถ้าเทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์บ้างจะเป็นอย่างไร ทำให้เกิดพล็อตเรื่อง เทวดาตกสวรรค์ หนังหลายๆ เรื่อง เช่น Wall E ก็เกิดมาจากการนั่งคิดว่า “ถ้า”อย่างโน้น “ถ้า”อย่างนี้ ทั้งนั้น
7. ขีดๆ เขียนๆ ไปก่อน เดี๋ยวได้เอง เช่น เพลงเจ้าภาพจงเจริญตอนแรกพี่จิกแต่งว่า เจ้าหนี้จงเจริญ นั่งเขียนไปเขียนมาฟังดูไม่ได้ ก็เลยแก้เป็นเจ้าภาพจงเจริญ ถ้าคิดอะไรไม่ออก ขีดๆ เขียนๆ ไปก่อน เดี๋ยวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ได้เอง
มีเกร็ดน่ารู้อยู่อันหนึ่ง วันหนึ่งพี่จิกนั่งฟังคอบอลสองคนคุยกันว่าเขารู้ว่าฤดูกาลที่แล้วนักฟุตบอลของลิเวอร์พูลใช้เท้าซ้ายยิงประตูไปทั้งหมดกี่ครั้ง พี่จิกได้ยินแล้วก็ปิ๊งไอเดียว่า ถ้าใครได้ยินสองคนนี้คุยกันจะรู้สึกว่า “ไอ้นี่มันจะรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมว่ะ” ไอเดียนี้ทำให้เกิดรายการแฟนพันธ์แท้ขึ้นมา

ช่วงถามตอบ มีคำถามนึง ถูกใจผมมาก เขาถามว่า พี่จิกคิดอย่างไรเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทย พี่จิกตอบได้ตรงใจผมมาก พี่จิกบอกว่า ปัญหาตอนนี้ของบ้านเราคือ มีคนคิดอยู่สองแบบ คือ เชย กับ เอาไว้บนหิ้ง คนที่ไม่ชอบโขนเพราะรู้สึกว่ามันเชย คนที่บอกว่าตัวเองรักษาโขน ก็บอกว่าต้องเอาโขนไว้บนหิ้งเท่านั้นห้ามดัดแปลงเด็ดขาด คิดกันอย่างนี้เลยไปไม่ได้ ตอนเริ่มทำรายการ คุณพระช่วย มีปัญหามาก เพราะคนหัวอนุรักษ์จะบอกว่า โขนจะเอามาทำรายการแบบนี้ได้ไง โขนเล่นสั้นไม่ได้ ก็ห้ามเปลี่ยนแปลงแบบนี้แหละ เด็กๆ เขาถึงได้รู้สึกว่าโขน เชย และไม่อยากดู ที่เกาหลีมีกองทุนวัฒนธรรม คือ บริษัทไหนจะเอาวัฒนธรรมเกาหลีมาสร้างหนัง สร้างละคร สามารถมาขอเงินได้เลย เขาสนับสนุนเต็มที่
ชอบความคิด วิธีคิด วิธีการถ่ายทอด ฟัง/อ่านผลงานของพี่จิกแล้ว เข้าใจได้ง่ายๆ ดีครับ (แต่ทำอย่างแกไม่ได้ง่ายๆ เลยอะ)
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ที่นำเรื่องราวดีๆมาเล่าให้ฟัง
ชอบคุณประภาส มากเลยครับ เป็นแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน
ถ้ามีเรื่องราวเกี่ยวกับคุณประภาสอีก เอามาโพสอีกนะครับ
จะรอติดตาม
ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนี้หาใครๆ ที่คิดจะเอาวัฒธรรมไทย แบบไท้ยไทยที่อยู่บนหิ้ง
ลงมาสู่ครัวเรือนยุคใหม่ได้ยากแล้ว
ก็มีพี่จิกนี่แหละครับที่เป็นหัวหอก ที่เห็น และเป็นมาโดยตลอด
ขอบคุณมากๆ ครับ
ผมไปฟังงานนี้เหมือนกัน ผมว่าคุณประภาสพูดได้ไม่ทอปฟอร์มเลย อาศัยความเป็นคนดังมากไปนะครับ ดูไม่ค่อยเตรียมตัว ในบรรดาคนพูดวันแรก ผมชอบ Evan Roth ที่สุด ดูสดและอินกับงานตัวเองดีครับ
วันอาทิตย์มาด้วยรึเปล่าครับคุณ saraburian
ผมว่าอีกร้อยปีข้างหน้าหนังสือประวัติศาสตร์จะระบุว่า ยุคของพวกเราเป็นยุคเดียวที่ไม่มีศิลปะวัฒนธรรมประจำยุคของตัวเอง เพราะศิลปินโดนพวกนักอนุรักษ์ในยุคนี้ห้ามเปลี่ยนแปลง ก็เลยไม่สามารถต่อยอดจนเกิดศิลปะประจำยุคได้
งานดีๆอย่างนี้น่าจะจัดบ่อยๆนะครับ
ผมเองก็พลาดไม่ไปแต่ยังก็ขอบคุณนะครับที่นำมาถ่ายทอดกัน
รู้จักกับพี่จิกตอนอยู่รั้วมหาลัยเดียวกัน
เอาพี่จิกมาเล่นละครที่คณะ
พี่จิกเป็นคนอารมณ์ดี ติสท์มาก แต่ไม่ถึงกับสติแตก
เชื่อฟังการกำกับ ให้เล่นบทอะไรก็เล่นตามนั้น
พี่จิกเขียนหนังสือเก่ง ด้วยมุมมองของตัวเอง
เริ่องราวที่ถ่ายทอดมักจะเป็นเรื่องพื้นๆรอบๆตัวเรา
แต่ด้วยวิธีการดูแบบแนวดิ่งบ้าง แนวเฉียง 44 1/2 องศาบ้าง
เราเคยเรียกพี่จิกด้วย สตีเวน สปีลเบอร์กจิก
ขอบคุณครับ
[...] 1001 inspiration ideas [...]
อีกหนึ่งฮีโร่ในดวงใจผมเลย
ทั้งความคิดและปากกาของคุณประภาสนี่
ยุคนี้หาใครเทียบจริงๆ