
สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ มีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งทางความคิดของคนทางเหนือกับทางใต้ในหลายๆ เรื่องแต่เรื่องที่มีความข้อแย้งมากที่สุดจนกลายเป็นประเด็นขึ้นมาคือเรื่องทาส ทาสมีมานานแล้วในอเมริกาแต่คนทางเหนือเริ่มมีความคิดว่าควรจะเลิกทาสเสีย เพราะอเมริกาบอกว่าตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพแต่กลับปล่อยให้มีทาสอยู่ได้อย่างไรเป็นเรื่องที่น่าละอายควรเลิกเสีย แต่คนทางใต้เห็นว่าควรจะมีทาสต่อไป พวกเขาเห็นว่าไม่ใช่สิ่งผิดตามแนวคิดทางศาสนาของพวกเขา และพวกเขาอ้างว่าถึงแม้จะเป็นทาสที่ซื้อมาแต่ พวกเขาก็ให้การเลี้ยงดูทาสของเขาเป็นอย่างดี
ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อนักรณรงค์เพื่อการเลิกทาสคนหนึ่งที่ชื่อ อัมราฮัม ลินคอร์น ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและได้รับชัยชนะ เขาเดินหน้าเพื่อให้มีการเลิกทาสทันที ทำให้กระทบต่อการทำมาหากินของคนขาวทางใต้อย่างมาก ความไม่พอใจทวีความรุนแรงขึ้นจนในที่สุดก็ถึงขั้นที่รัฐทางใต้ 11 รัฐฯ ไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมเป็นประเทศเดียวกันกับรัฐบาลกลางอีกต่อไปและได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรประกาศไม่ขอขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง สงครามกลางเมืองปะทุขึ้นเมื่อกองกำลังร่วมของฝ่ายใต้โจมตีกองทัพของรัฐบาลกลางที่ประจำอยู่ในรัฐเซาท์แคโลราน่าและนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบที่ดำเนินต่อไปอีก 4 ปีเต็ม ในที่สุดฝ่ายเหนือก็ได้รับชัยชนะทำให้รัฐบาลกลางกลับมามีอำนาจเหนือรัฐต่างๆ อีกครั้ง ประเทศกลับเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่ และลินคอร์นก็ประกาศเลิกทาสได้ในที่สุด สงครามกลางเมืองครั้งนั้นคนอเมริกันฆ่ากันเองไปประมาณหนึ่งล้านคน แต่ถึงแม้ฝ่ายใต้จะพ่ายแพ้ คนทางใต้ก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิดไปเท่าไร หลังสงครามยังมีพวกที่แอบรวมตัวกันก่อตั้งเป็นขบวนการก่อการร้าย (KKK) เพื่อต่อต้านการเลิกทาส ซึ่งขบวนการนี้ยังคงเหลืออยู่มาถึงปัจจุบัน
มนุษย์เราชอบต่อสู้เพื่อความถูกต้องแต่เป็นความถูกต้องในความคิดของตัวเองทั้งนั้นแถมมนุษย์ยังชอบให้คนอื่นคิดเหมือนกับตัวเองอีกด้วย ถ้าบังคับด้วยวาจาไม่ได้ ก็ต้องลงไม้ลงมือ ในอดีตมนุษย์ต้องตายไปนับไม่ถ้วนเพราะความคิดและความเชื่อที่แตกต่างกันมากที่สุด ในสังคมที่มีความหลากหลายเช่น สหรัฐฯ พวกเขาเคยมีบทเรียนที่เจ็บปวดจากสงครามกลางเมืองมาแล้ว พวกเขาจึงต้องมีค่านิยมเรื่องการยอมรับความแตกต่าง มิฉะนั้นถ้าใครคิดว่าตัวเองคิดถูกซะอย่าง จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ สังคมจะอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้คนอเมริกันเชื่อด้วยซ้ำว่าความหลากหลายคือสิ่งที่ทำให้อเมริกันเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ สังคมใดก็ตามที่เริ่มเป็นสังคมเปิดมากขึ้น ความหลากหลายทางความคิดก็จะมีมากขึ้นไปด้วยเป็นธรรมดา ถ้าหากสังคมเหล่านั้นไม่รีบสร้างค่านิยมในการยอมรับความแตกต่างของคนในชาติขึ้นมา สังคมนั้นก็จะมีแต่การจ้องล้างผลาญฝ่ายตรงข้ามกันอย่างไม่มีวันจบสิ้นเอาดื้อๆ
ขอบคุณครับ
ตอนแรกผมเข้าใจว่า เราล้าหลังอเมริกา30-40ปี 55555
A very timely and good post.
The Thai version of Abrahm Lincoln is ungodly but at least, he’s also elected by majority of the people.
ความรู้อีกแล้วคับ อิอิ
ข่าวเทคโนโลยี
ขอบคุณครับ
หลักล้านเชียว..
ยังไม่มีหรอกนะครับ ลินคอร์น เวอร์ชั่นไทย เขาคือคนที่คนส่วนใหญ่เลือกเท่านั้น ซึ่งคนส่วนน้อยก็ต้องยอมรับในผลการเลือกตั้ง ไม่งั้นเรื่องมันก็ไม่จบ อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ความตั้งใจของลินคอน เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
ถึงวันนั้นความคิดของเขาจะทำให้คนในประเทศ
ต้องแตกแยกและเข่นฆ่า แต่วันนี้เห็นผลแล้ว
ถ้าจริงใจจะทำเพื่อชาติจริงๆอ่ะนะผมว่า
(คือถ้าไม่ ก็กลายเป็นอีกเรื่องไง)
@saraburian,
You are completely misunderstood to compare Thaksin to Lincoln.
Lincoln was the greatest president who fought from freedom right of humanity.
In contrast to Thaksin who has been fighting for his own benefit. He was just a theft. He killed and violated Thai people.
เข้ามาบอก คุณนรินทร์ ว่า … ได้ “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” มาแล้ว อ่านสนุก เข้ากับบรรยากาศเย็นเยือกของบ้านเราเสียจริง
The Civil War ที่ว่า ตอกย้ำให้เราเห็นความสำคัญของการเรียนประวัติศาสตร์ไม่น้อย ขอบคุณสำหรับข้อมูลจ้อย(แต่แจ๋วจริง)
: )
คุณนรินทร์ นอนทับแว่นตาบ่อยๆ ไหม? อิอิ
หวัดดีครับพี่ขุนอรรค อันที่จริงผมก็ไม่ใช่นักอ่านเรื่องสั้นอะไรหรอก นานๆ อ่านที
นอนทับแว่นบ่อยครั้ง เคยพังไปหลายอันเหมือนกัน