11 May0194: Gini Index

GDP ต่อหัว เป็นตัววัดความมั่งคั่งของคนในประเทศที่ไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นแค่ค่าเฉลี่ย ไม่ได้คำนึงถึงการกระจายรายได้ด้วย ประเทศที่คนรวยกับคนจนมีรายได้ต่างกันมาก GDP ต่อหัวจะดูสูงกว่าความเป็นจริง

เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงให้มากขึ้น ก็เลยมีคนคิด Gini Index ขึ้นมา ซึ่งเป็นตัววัดระดับความเท่าเทียมกันของรายได้ของคนในประเทศ ยิ่งมีค่ามากเท่าไร ยิ่งแสดงว่ามีความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนรวยและคนจนในประเทศมากเท่านั้น สูงสุดเท่ากับ 100% ต่ำสุดเท่ากับ 0% ซึ่งหมายถึงทุกคนในประเทศมีรายได้เท่ากันหมด

Top World’s Gini Index Ranking

  1.  นามิเบีย 74%
  2. พม่า 73%
  3. แองโกลา 64%

อันดับต้นๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศยากจนในแถบอัฟริกา จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศยิ่งยากจนกลับจะยิ่งมีความแตกต่างกันมาก แต่ก็มีอันดับสองที่เป็นเพื่อนบ้านเรานี่เอง ส่วนในบรรดาอาเซียนที่เหลือด้วยกัน Gini Index ค่อนข้างใกล้เคียงกันครับ Philippines 44.5% , Singapore 42.5%, Thailand 42%, Malaysia 37.5%, Vietnam 34.4%, Indonesia 34.3% ดูเหมือนไทยเราจะอยู่กลางๆ พอดี

ที่น่าสนใจอีกก็มี China 40.9% , USA 40.8%

ทั่วโลกมี Gini Index เท่ากับ 32.6% ประเทศที่ได้เกินค่านี้แสดงว่ามีความไม่เท่าเทียมสูงกว่าโลกทั้งโลก ประเทศที่มี Gini Index ต่ำกว่าโลกมีอยู่น้อยกว่า น่าสนใจว่ามีประเทศในแถบสแกนดิเนเวียทุกประเทศรวมอยู่ด้วย อีกประเทศที่มี Gini Index ต่ำมากเกือบจะต่ำที่สุดในโลกก็คือประเทศญ๊ปุ่น 23.9% ครับ

เวลาจะวัดความกินดีอยู่ดีก็ควรดูทั้ง GDP ต่อหัว และ Gini Index ประกอบกัน จะได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้นครับ

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

10 Responses to “0194: Gini Index”

  1. lek says:

    Thai’s Gini is not so different from China, USA. But why we feel so much different?

    or only small percentage means big gap in between classes, doesn’t it?

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  2. noooon010 says:

    พี่โจ๊กขอบคุณนะครับ
    ผมก็พึ่งรู้จัก Gini index ก็คราวนี้แหละครับ

    ขออนุญาติเสริมพี่นิดนึงนะครับ คงไม่ว่ากันนะครับผม

    http://en.wikipedia.org/wiki/Gini_coefficient
    เป็นวิธีคำนวน และความหมายเป็นภาษาไทยครับ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  3. ^O-O^ says:

    เอา GNH มาแจมด้วย คงได้ภาพชัดกว่านี้นะครับท่านแม่ทัพ
    ผมคิดอินเดกซ์ขึ้นมา เรียกว่า Gross National Reflexivity ร่วมแจมด้วยอีกตัว โดยวัดจากระดับของช่องว่างระหว่างความเชื่อกับความจริงในสังคมนั้น ๆ โดยเฉพาะพื้นที่สื่อในสังคมไทย น่าอัศจรรย์ที่ว่า สังคมไทย มีหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ สื้อเหล่านั้นเป้นอาร์ตตัวแม่ของ reflexive gap หรือ แหล่งกำเนิดของอคติ แต่อคติทีเลวร้ายที่สุดคือ สังคมไทยมีความโน้มเอียงไปทางเรื่องผิดปกติ เมื่อเราดูข่าว สิ่งที่เราดูจริงๆ คือ เหตุการณ์ที่แปลกที่สุดและหายากที่สุดในวันนั้น เราจะไม่เคยเห้นหนังสือพิมพ์ฉบับไหนพาดหัวข่าวว่า “เด็กกินผักแล้วแข็งแรงนะ ”
    เรามีการโน้มเอียงไปทางข่าวร้าย ลองเปรียบเทียบข่าวร้าย/ข่าวดีบนหน้า นสพ. เขาคงขายได้น้อยถ้าไมได้รายงานการข่มขืน การยิงกัน การปล้นร้านทอง ข่าวร้ายมันขายได้มากกว่าข่าวดี ผลของการชอบข่าวร้ายคือ เรามีมุมมองต่อโลกที่ไม่ถุกเอามาก ๆ สังคมไทยเป็นสังคมที่สามัญสำนึกห่างจากความจริงอย่างมาก….

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  4. noooon010 says:

    GNH … น่าสนใจจริงๆครับพี่โหน่ง
    ขอบคุณนะครับผม ^o^

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  5. 1001ii says:

    Gini คงคล้ายๆ กับ Standard Deviation ที่เราเรียนกันในวิชาสถิติ การบอก Std Dev มาพร้อมกับ Mean ด้วย จะช่วยทำให้ได้ภาพที่ดีตรงขึ้น เพราะให้เห็นระดับของการกระจายด้วย

    แต่ยังไงก็ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าสมบูรณ์จริงๆ คงต้องดู distribution curve เลย ว่าหน้าตาเป็นยังไง เพราะ curve ต่างกันบางทีก็ให้ std dev เท่ากันได้

    ผมเดาว่า gini ของไทยกับสหรัฐฯ ใกล้กัน เพราะสหรัฐฯ อาจมีชนชั้นกลางอยู่เยอะกว่า แต่พวก superclass ของเขา รวยแบบสุดๆๆๆๆๆๆ ในขณะที่ไทย ชนชั้นกลางมีน้อย แต่พวก superclass ไม่ได้รวยมากขนาดสหรัฐฯ คำนวณ gini ออกมาเลยใกล้เคียงกัน ทั้งที่ดูแล้ว ไทยน่าจะมีความแตกต่างกันมากกว่าสหรัฐฯ สรุปแล้ว gini ช่วยได้บ้างแต่ก็ยังให้ภาพได้ไม่สมบูรณ์นัก

    ขอบคุณสำหรับรายละเอียดเรื่อง gini ครับ หมอนุ่น

    การเสนอข่าวของสื่อมวลชนทำให้เกิด selection bias จริงๆ ครับพี่โหน่ง สื่อมีอิทธิพลต่อความคิดของคนจริงๆ สื่อมวลชนจึงต้องมีจารยบรรณกำกับด้วย ว่ากันตามกฏหมายอย่างเดียวไม่พอ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  6. poppo says:

    แจกเงินคนมีเงินเดือนน้อยกว่าหมื่นห้าคนละสองพัน แล้วเพิ่มเพดานภาษีน้ำมันอีกลิตรละห้าบาท จะช่วยลด Gini Index ไหมน้อ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  7. 1001ii says:

    โลกนี้บ่มีอะไรฟรีจริงๆ รบ.แจกไปแจกมา ก็กลับมาไถคืน

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  8. Beam says:

    ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  9. ohmohm says:

    การลงทุนลงแรงที่แท้จริง ของแต่ละบุคคลไม่ควรถูกเก็บภาษีเพราะการที่แต่ละคนมาร่วมมือกัน แบ่งงานกันในสังคม ก่อผลผลิตและบริการ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้มนุษย์สามารถมุ่งความสนใจไปฝึก-ศึกษาให้มีความชำนาญเฉพาะอย่าง ทำให้เกิดความรู้สั่งสม ศิลปะวิทยาและอารยธรรมก้าวหน้า และเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสนองความต้องการแก่ทั้งตนเองและผู้อื่น ใครมีรายได้มากแสดงว่าเขามีประสิทธิภาพสูง จึงมีคนต้องการติดต่อซื้อขายด้วยมาก นี่เป็นการช่วยให้สำเร็จผลตามจุดประสงค์ของรัฐบาลอยู่แล้ว คือ ความอยู่ดีกินดี ของคนหมู่มากในสังคม

    หลายคนกล่าวว่าพวกรายได้สูงมักใช้การผูกขาด การมีอำนาจเหนือตลาด ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุจริต เรื่องนี้รัฐต้องรับภาระควบคุมแก้ไข แต่ไม่ควรแก้ด้วยการลงโทษเก็บภาษีคลุมไปหมดทุกคน

    ความอยู่ดีกินดี ย่อมหมายถึงการได้ซื้อสินค้าและบริการในราคาที่ไม่แพงด้วย คนเราทำงานผลิตก็เพื่อจะได้บริโภค และการใช้จ่ายเพื่อบริโภคก็เป็นการต่างคนต่างช่วยกันให้มีงานทำมีรายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรจะถูกขัดขวางเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่กลับจะต้องส่งเสริม ด้วยการ ยกเว้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีโรงเรือน อากรแสตมป์ ฯลฯ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)
  10. Khun T says:

    การที่สื่อโน้มเอียงไปทางข่าวร้าย ยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดนา พ้มว่าการที่สื่อไม่มีความรู้ ทั้งเรื่องของข้อมูล และความรู้ในเรื่องนั้นๆนี่น่ากลัวกว่าเยอะ

    UN:F [1.8.5_1061]
    Rating: 0 (from 0 votes)

Place your comment

Please fill your data and comment below.
Name
Email
Website
Your comment