ดูเหมือนสิ่งที่ผมเขียนไว้ในคำนำของหนังสือเศรษฐศาสตร์ฉบับกระป๋องจะทำให้ผู้อ่านหลายท่านแอบสงสัยว่าเศรษฐศาสตร์มหภาคมีค่ายแบบการเมืองด้วยหรือ แล้วมันมีค่ายอะไรบ้าง แล้วผมอยู่ค่ายไหน ผมก็เลยขอถือโอกาสนี้พูดถึงเรื่องขั้วความคิดทางเศรษฐศาสตร์สักหน่อย จะได้หายสงสัยกัน
ก่อนอื่นต้องขอท้าวความถึงขั้วการเมืองก่อน สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส เราแบ่งความคิดทางการเมืองออกเป็นสองขั้วคือ ฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ที่จริงสังคมมนุษย์คงแบ่งขั้วกันมาก่อนหน้านั้นแล้วเพราะเป็นสันดานพื้นฐานของมนุษย์ แต่เพิ่งมาตั้งชื่ออย่างเป็นทางการกันตอนปฏิวัติฝรั่งเศส
ฝ่ายขวา โดยทั่วไปจะหมายถึง คนที่มีหัวคิดแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) กล่าวคือ ยึดมั่นในจารีต วรรณะ ชาตินิยม หรือเคร่งศาสนา ส่วนฝ่ายซ้ายก็มักจะหมายถึง คนที่มีหัวคิดแบบเสรีนิยม (liberalism) กล่าวคือ หัวก้าวหน้า รักอิสระ ไม่แบ่งแยก ชอบการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น
ฝ่ายขวามักจะเป็นชนชั้นสูงในสังคม เนื่องจากตัวเองเป็นฝ่ายที่อยู่ในฐานะที่สูงกว่าจึงอยากให้รักษากติกาแบบเดิมไว้ เมื่อฝ่ายขวาเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวย เป็นเจ้าของธุรกิจ ในทางเศรษฐกิจ ฝ่ายขวาจึงมักมีหัวคิดแบบ pro-business ด้วย ฝ่ายขวาจึงมักสนับสนุนแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์อะไรก็ตามที่นักธุรกิจได้ประโยชน์ เช่น เก็บภาษีน้อยๆ กีดกันการนำเข้า ตลาดแรงงานเสรี เงินเฟ้อต่ำ เป็นต้น พวกนี้เลยนิยม Classical Economics รวมทั้ง Supply-side Economics ด้วย Ronald Reagan และ Margaret Thatcher เป็นบุคคลตัวอย่างในด้านที่ดีคนของกลุ่มนี้
ฝ่ายซ้ายมักเป็นคนชั้นล่างของสังคม จึงอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ในทางเศรษฐกิจ ฝ่ายซ้ายจึงมีหัวคิดแบบเน้นความเท่าเทียมกันของสังคม เป็นหลัก การเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ทีหลัง ฝ่ายซ้ายจึงสนับสนุนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ ที่เน้นการกระจายรายได้ เช่น เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า มีสหภาพแรงงาน มีสวัสดิการสังคมเยอะๆ มีค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น ที่จริงฝ่ายซ้ายถูกใจ Communism แต่ล้มเหลวไปแล้ว ก็เลยหันมาถูกใจ Walfare State และรวมทั้ง Keynesian Economics ด้วย (ที่จริงตัว John Maynard Keynes เองไม่ได้ชอบสหภาพแรงงาน แต่บังเอิญแนวคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลใหญ่ขึ้น จึงถูกใจพวกเสรีนิยม)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 1990 โลกของเราเกิดแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ที่ซ้ายก็ไม่ใช่ ขวาก็ไม่เชิง กล่าวคือ ในทางเศรษฐกิจดูเหมือนขวา แต่ในทางสังคมดูเหมือนซ้าย หัวใจหลักของแนวคิดนี้คือ Free Market, Free Enterprise หรือที่บ้านเรานิยมเรียกว่า ทุนนิยมเสรี นั่นเอง
ทุนนิยมเสรี มีรากมาจาก Anglo-Saxon Neo-Classical Economics โดยกลุ่มของ Milton Friedman (Chicago School of Thoughts) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ pro-business กล่าวคือสนับสนุนตลาดเสรีอย่างเต็มที่ การค้าเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ได้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมในด้านสังคมและการเมืองของพวกฝ่ายขวาแฝงอยู่ เพียงแต่เชื่อว่าการค้าเสรีนี่แหละที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ดีกว่าการกระจายรายได้ อาจเรียกแนวนี้ว่าเป็น Neo-liberalism ก็ได้
ความคิดของผมเองก็ได้รับอิทธิพลจากทุนนิยมเสรีนี้แหละค่อนข้างมาก
แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนี้ได้ผูกขาดแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์อย่างมากในช่วงปี 90 เป็นต้นมา นำโดย USA & UK (พรรคเดโมแครตตั้งแต่สมัยคลินตันเป็นต้นมามีคนแซวว่าอย่างกับพรรครีพับพรีกัน 2 ยังไงอย่างงั้น) และแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก ก็เลยนิยมเรียกว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ด้วยอีกชื่อหนึ่ง แต่ช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาวิจารณ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจนทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงด้วยเหมือนกัน เช่น Paul Krugman ซึ่งมองว่าทุนนิยมจะอาศัยตลาดอย่างเดียวเลยไม่ได้ ต้องมีรัฐฯ คอยแทรกแซงด้วย อาจเรียกว่าเป็นแนวคิดแบบ Neo-Keynesian ก็ได้
ผมเคยถามคำถามนี้กับตัวเองเหมือนกันว่า ซ้าย-ขวานี่ จะแบ่งแยกยังไง
ค้นๆ ดูเลยได้คำจำกัดความที่คล้ายกับที่คุณสุมาอี้บอก ในด้านเศรษฐกิจ แต่คำว่าซ้ายขวานี้ ยังคลุมไปถึงประเด็นทางการเมืองและสังคม ลองดูที่นี่ดูนะครับ น่าสนใจ
http://en.wikipedia.org/wiki/Left_right_politics
แล้วก็ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณเป็นฝั่งไหนให้ลองทำ quiz นี้ดู
http://www.theadvocates.org/quizp/index.html
คนที่บอกว่าเป็นซ้ายจัดๆ ลองทำดูสนุกๆนะครับแล้วอาจรู้สึกว่าคุณเอียงขวากว่าที่คิดก็ได้
ในความคิดผม ผมว่าโดยพื้นฐานแล้ว คนไทยส่วนมากจะเอียงขวาครับถ้าไม่นับทางด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองแล้ว ทางสังคมเราถูกปลูกฝังมาให้อนุรักษ์นิยมเหลือเกิน
สังคมไทยขวาสุดโต่งเลยครับ
เก็บภาษีน้อยมาก
กีดกันการนำเข้า
ตลาดแรงงานเสรี
เงินเฟ้อต่ำ
ครบหมดเลยครับ
น่าจะเหลือไม่กี่ประเทศในโลก แต่เราน่าจะเป็นขวาที่ GDP ต่อหัวสูงสุดในโลกแต่GDPต่ำมากเมื่อเทียบกับโลก
เมืองไทยมีเเต่ขวาครับ ไม่มีซ้าย
ทั้ง มาค เเละ เเม้ว
เเม้วขวาเเต่ นี้วเท้าอาจจะเเหย่ๆซ้ายหน่อย
อาจารย์ลองวิจารณ์ Model จีน หน่อย
ผมว่ามันเเปลกๆ ไม่รู้ซ้ายหรือขวาเเน่
จริงๆจะแบบไหนถ้าพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าก็ได้ แต่ประเทศไทยชอบทะเลาะกันเองก็เลยไม่ไปไหน จนโดนประเทศเพื่อนบ้านค่อยๆแซงไปเรื่อย น่าเซ็งมากกว่า
จีน ในทางการเมืองยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ทางการเมืองเป็นซ้ายครับ
ในทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นส่วนย่อยๆ จีนเป็นทุนนิยมเสรีไปหมดแล้ว แต่เรื่องใหญ่ๆ ยังมีการกำหนดนโยบายจากรัฐบาลอยู่มากเลยทีเดียว อาจจะเรียกว่า เศรษฐกิจจีนเป็น planned capitalism ก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูเหมือนแนวนี้จะได้ผลดี อาจจะดีกว่าตะวันตกเสียด้วยซ้ำ
ผมมองว่าจีนก็ขวานะครับ
เก็บภาษีน้อย
กีดกันการนำเข้า ผ่านการกดค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริง
เสรีแรงงาน (คนต่างชาติก็มาทำงานได้ง่าย)
พยายามคุมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูงตลอดเวลา
จีนน่าจะเป็น Authoritative Capitalism
ทุนนิยมที่มีอำนาจสั่งการจากรัฐ
ท่านแม่ทัพอ่านงานเขียนของ Krugman บ้างหรือไม่
สนุกมากๆ โดยเฉพาะการเขียนกระทบเสียดสีทุนนิยมที่ตะกรามแบบ
อำนาจรัฐฯ บ้านเราผูกขาดโดยฝ่ายขวามาโดยตลอด ทุกยุคทุกสมัยครับ
แต่คนไทยส่วนใหญ่จริงๆ แล้วขวาหรือซ้ายมากกว่ากันเป็นอะไรที่สรุปได้ยาก เพราะเราไม่เคยสำรวจความคิดเห็นของพลังเงียบอย่างจริงๆ ว่าส่วนใหญ่คิดอย่างไรแน่
Krugman ผมได้อ่านอยู่หลายเล่มเหมือนกัน แกเขียนอธิบายดี แต่แก keynesianism มากไปหน่อย เลยไม่ค่อยปิ๊งครับ เหอๆ
พี่สุมาอี้มีหนังสือใหม่เหรอครับ (50 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย) ไม่เห็นโปรโมตเลย… =_=”
ว่างแผงยังครับเนี่ย… อยากอ่านๆ
มันคือการนำ Blog ใน SETTRADE ของผมมารวมเป็นเล่มนะครับ
เพิ่งส่งไปได้แค่ 10 สาขา ยังส่งไม่เสร็จก็เลยยังไม่ได้นำมาโปรโมต
อีกสัก 2 สัปดาห์น่าจะมีขายที่บีทูเอสทุกสาขาแล้วครับ หรือถ้าจะสั่งทางไปรษณีย์ก็สามารถสั่งได้เลย
izac44 ตาไวมาก เพิ่งจะโพสต์เมื่อวานเอง
ซื้อแล้วครับพี่… ที่ B2S เซ้นทรัลลาดพร้าว…
ไปโบสถ์กับแม่พอดีเลยซื้อมาเลย
* มี comment ผมติดมาด้วย อันนึ่ง… ดีใจจัง ^_^
คุณนรินทร์ ไม่ได้แวะมานาน
นี่ก็เพิ้งอ่าน “ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน” เล่ม 7 (เล่มสุดท้ายแล้ว)
คุณปราบดา เขียนเรื่อง conservative / Liberal
เขาแสดงตัวว่า ไม่เชื่อเรื่องเป็นกลาง
ประกาศ – ความจริงเขาเขียน – ว่า เขาเป็น Liberal
เป็น Liberal ที่ยังพอมีอารมณ์คุยกับ Conservative (บ้าง)
และเป็น Liberal ที่เบื่อ Liberal ขี้บ่น
นี่ถือเป็นพลังเงียบในทัศนะคุณนรินทร์หรือเปล่าครับ?
: )
สวัสดีครับพี่ขุนอรรถ
ผมก็ไม่เชื่อในความเป็นกลางเหมือนกัน เพราะ เป็นกลาง หมายความว่า เราคิดว่าฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด เราก็วางเฉยอย่างเดียว ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ใดๆ ทางที่ดีกว่าคือ ทุกคนควรมีมุมมองของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แล้วเอาเหตุผลของตนเองมาถกเถียงหักล้างกัน สุดท้ายแล้ว การถกเถียงบนพื้นฐานของเหตุและผล จะกระตุ้นให้เกิดการตกผลึกทางความคิดใหม่ของสังคม และนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมได้
ส่วนพลังเงียบคือคนที่นั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านตอนที่เกิดความวุ่นวาย พวกเขาอาจมีมุมมองของตัวเอง เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมา ทำให้ไม่มีใครรู้ว่า คนที่นั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร
แต่ผมมองว่าพลังเงียบในเมืองไทยรวมทั้งผม ไม่มีทางเลือกให้เลือกนะครับ เพราะที่สู้กันอยู่ขวาทั้งคู่