ปรากฏการณ์ที่ถือว่าช่วยเพิ่มความกินดีอยู่ดีให้กับมนุษยชาติมากที่สุดในรอบห้าร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิน การปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) มันทำให้มนุษย์รู้จักใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นครั้งแรก และทำให้ความกินดีอยู่ดีขึ้นมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อังกฤษเป็นประเทศที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก และนั่นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อังกฤษการเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งได้ในเวลาต่อมา
แต่ว่าอะไรล่ะที่ทำให้อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ก่อนประเทศอื่น? เพราะคนอังกฤษเก่งกว่าคนยุโรปชาติอื่นอย่างนั้นหรือ?
หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย Robert Allen นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ชื่อ The British Industrial Revolution in Global Perspective (New Approaches to Economic and Social History) ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว
อังกฤษไม่ใช่เป็นประเทศแรกที่ค้นคว้าเกี่ยวกับ กลจักรไอน้ำ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอุตสาหกรรม แต่อิตาลีและเยอรมันต่างหากที่ค้นคว้าเรื่องนี้มาก่อน คนอังกฤษไม่ได้เก่งเรื่องเครื่องกลมากกว่าคนเยอรมัน
ความเป็นทุนนิยมของอังกฤษในเวลานั้นก็สู้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้นำเรื่อง property right ในเวลานั้นไม่ได้ ฮอลันดาในเวลานั้นก็มีความเป็นสังคมเมืองที่ทันสมัยกว่าอังกฤษ อังกฤษจึงไม่ได้เปรียบประเทศอื่นในยุโรปในด้านเหล่านี้อย่างโดดเด่นเลยแม้แต่ด้านเดียว
ในเวลานั้นสิ่งที่อังกฤษมีไม่เหมือนประเทศอื่นและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่อังกฤษได้ก่อนก็คือ อังกฤษมีข้อเสียเปรียบประเทศอื่นในยุโรปมากในเรื่องค่าแรงที่แพงเกินไป ในขณะที่ค่าพลังงานถูกมาก (เพราะเกาะอังกฤษเต็มไปด้วยถ่านหิน)
ประเทศที่ค่าแรงแพงเกินไป ได้ทำให้ การนำเครื่องจักรมาใช้ทำงานแทนคนในอังกฤษจะสร้างมูลค่าเพิ่ม (ผลกำไร) ได้ชัดเจนกว่าประเทศอื่น อีกทั้งค่าพลังงานที่ถูกยังทำให้การเดินเครื่องจักรไอน้ำที่อังกฤษมีต้นทุนต่ำที่สุดในยุโรป
สภาวะแวดล้อมที่อาจเป็นข้อเสียเปรียบหรือได้เปรียบก็ได้ แต่บังเอิญเหมาะเจาะกับเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นพอดีมากกว่าประเทศอื่น ทำให้อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สำเร็จก่อนประเทศใดในยุโรป
หากสืบค้นต่อไปอีกว่า แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ค่าแรงที่อังกฤษแพง ก็พบว่าเป็นเพราะ ช่วงก่อนหน้านั้น อังกฤษเกิดภาวะโรคระบาดทำให้มีคนตายมาก ทำให้ค่าแรงแพงขึ้น อีกทั้งยังทำให้อังกฤษจำเป็นต้องค้าขายกับประเทศอื่นให้มากขึ้นด้วย การค้าต่างประเทศที่มากขึ้นดึงกำลังคนส่วนหนึ่งออกจากกำลังการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ค่าแรงในอังกฤษยืนอยู่ในระดับสูง
ได้อ่านเรื่องนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อขึ้นอีกแล้วกว่าการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยากปรับตัวมากกว่าชาติอื่น มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในอดีตรุ่งเรืองขึ้นมาได้ (บ่อยครั้งสภาพแวดล้อมเหล่านั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ) คนเราทำอะไรไปตามแรงจูงใจครับ
การเตรียมพร้อม + โอกาสที่บังเอิญผ่านมา –> เราเรียกมันว่า “โชคชะตาดีๆ”
ประเทศเรามีโอกาสผ่านมาอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยเตรียมพร้อมทันเวลา
เลยปล่อยให้ “โชคนำพา” (ตามมีตามเกิด)
ตามทฤษฎีนั้นคนเราทำอะไรตามแรงจูงใจ
แต่คนไทยจิตใจอ่อนไหว เลยทำอะไรตามที่เขาจูงไป
… “บังเอิญ” แรงจูงใจหลอกๆ ดูเหมือนจริงม๊ากกกกก
มันเป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบคุณ(อีกครั้ง)สำหรับบทความน่าอ่านนะครับพี่โจ๊กครับ
เพราะมี เซอร์ไอแซค นิวตันครับ
ถ้าคนไทยไปอยู่ในประเทศอังกฤษ และคนอังกฤษมาอยู่ที่ประเทศไทย มันจะเป็นยังไงอะ การปฎิวัติอุตสหกรรมอังกฤษแบบไทยๆ หรือว่า นายไอแซค นิวตัน จะคิดทฤษฎี กฎแรงโน้มถ่วง ออกตอนที่ หมามุ้ยตกใส่หัว ขณะกำลังพักเที่ยงระหว่างการดำนา โลกคงจะมีรอยยิ้มมากว่าทุกวันนี้นะครับ กราบขอประทานอภัยทุกท่านที่มาอ่านด้วย พอดีวันนี้ มันคิดอะไรไม่ออกจริงๆๆ หลังๆกระทู้ชักเครียด เหมือนบรรยากาศการเมืองพาไป ผมรู้สึกงั้นนะครับ
แล้วประเทศไหนล่ะครับที่จะได้ประโยชน์จากคนรวยสูงอายุที่มากขึ้น มากขึ้น
ประเทศไทยหรือเปล่า ประเทศที่มีแพทย์และพยาบาลคุ้มกับค่าจ้างมากที่สุดในโลก
แต่ประเทศดันไม่ปลอดภัยเสียแล้ว
ยังเครียดอยู่เหรอ พยายามไม่พาดพิงการเมืองแล้วนะ
ณ ตอนนี้ ก็น่าจะยังเป็นประเทศไทยอยู่นะครับ ถ้าต่อไปสถานการณ์แย่กว่านี้ค่อยว่ากันใหม่
คุณสุมาอี้มีความคิดเห็นยังไงครับ ถ้าประเทศไทยจะหันกลับไปมุ่งเน้นด้านการเกษตร แล้วลดบทบาทด้านอุตสาหกรรมลง เคยดูสารคดีที่เขาพูดถึงว่าผลผลิตการเกษตรในโลกลดลงเรื่อยๆ และมีราคาแพงขี้น เนื่องจากหลายประเทศมีผลิตผลเกษตรเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น หรือเปลี่ยนแนวทางไปทำอุตสาหกรรมมากขึ้น ดูเหมือนอุตสาหกรรมการผลิตจะถูกจีนและเวียตนามกลืนส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเรื่อยๆด้วย ดีมั๊ยครับถ้าเมืองไทยจะทำตัวเป็นชาวสวน
สวัสดีครับคุณนรินทร์ ผมเพิ่งมาเจอบล็อกของคุณเมื่อวานนี้เองครับ และเริ่มต้นอ่านตั้งแต่บล็อกแรกจนมาถึงบล็อกสุดท้าย บอกได้คำเดียวครับว่าผมชอบบทความรวมถึงวิธีการเขียนของคุณมากๆเลยครับ ความจริงผมเคยเห็นหังสือของคุณในร้าน B2S หลายครั้งแล้ว และคิดว่าจะซื้อ(แต่ต้องขออภัยที่ยังไม่ได้ซื้อเลยสักเล่ม ^_^!)
แต่หลังจากที่ได้อ่านบล็อกเกือบทุกบล็อกที่คุณเขียน อย่างน้อย 1 เล่มที่ผมต้องซื้อแน่ๆแล้วคือ “วิถีของธุรกิจขนาดเล็ก” ครับ เพราะผมตั้งใจที่จะเปิดสำนักพิมพ์เล็กขึ้น จึงคาดว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถให้ความรู้กับผมได้ไม่มากก็น้อยครับ
มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากจะถามคุณก็คือ หนังสือของคุณวางขายใน B2S อย่างเดียวรึเปล่าครับ ถ้าใช่มันคือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตั้งใจรึเปล่า?
ขอบคุณครับ
ราคาสินค้าเกษตรทุกวันนี้ยังมีปัญหาราคาตกต่ำอยู่เนืองๆ ทำให้ภาคส่วนอื่นๆ ต้องเข้าไปอุ้มภาคเกษตรผ่านทางภาษีที่รัฐฯ นำไปประกันราคาสินค้าเกษตร
ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ย่อมสะท้อนถึงสภาวะ oversupply ในภาคเกษตรอย่างรุนแรง
ถ้าหากเรายังเรียกร้องให้คนกลับเข้าสู่ภาคเกษตรให้มากขึ้นไปอีก ภาวะ oversupply จะยิ่งรุนแรงขึ้น
ทุกวันนี้ ภาคเกษตรใช้แรงงาน 25% ของประเทศ แต่สร้างผลผลิตได้แค่ 10% ของจีดีพี
ภาคอื่นๆ รวมกันใช้แรงงาน 75% แต่สร้างผลผลิตได้ 90% ของจีดีพี
เห็นได้ชัดว่า เกษตรเป็นภาคที่ใช้แรงงานสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำมากๆ
ดังนั้นวิธีช่วยภาคเกษตรจึงต้องดึงคนออกจากภาคเกษตรให้มากขึ้นอีก เพราะจะช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น และยังช่วยทำให้แรงงานเข้าสู่ภาคส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าอีกด้วย ยิ่งนกทีเดียวได้สองตัว
วิธีช่วยเกษตรกรที่ดีที่สุดคือการเพิ่มทางเลือกอื่นในการประกอบอาชีพอื่นให้เขา เพื่อให้เกษตรกรส่วนหนึ่งสามารถออกไปจากภาคเกษตรได้ เกษตรกรที่เหลืออยู่ก็จะขายสินค้าได้ราคาดีขึ้น
การประกันราคาที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องการเมือง เป็นการทำร้ายประเทศ เพราะเป็นการทำให้ภาวะ oversupply หนักขึ้น และทำให้เรายิ่งจะต้องอุ้มภาคเกษตรมากขึ้นอีก ในอนาคต
การรณรงค์ให้คนกลับสู่ภาคเกษตรเป็นเหตุผลเรื่องอุดมการณ์ความรู้สึก (อยากรู้สึกภูมิใจกับคำว่า ประเทศเราเคยเป็นประเทศเกษตรกรรม) ไม่ได้มีเหตุผลหรือการศึกษาใดๆ มารองรับ
ที่จริงแล้ว ถ้าอยากพัฒนา ประเทศเราน่าจะหันเข้าสู่ภาคบริการให้มากขึ้น เพราะมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเราทำได้ดี
เฉพาะเล่มแรกๆ ที่มีขายหลายที่ แต่เล่มหลังๆ มีขายที่บีทูเอสที่เดียว เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจของผม อย่างที่คุณ Ogre king เข้าใจนั่นแหละครับ
ยกเว้น เล่มมนุษย์เศรษฐกิจ2.0 ที่เป็นเล่มใหม่แต่มีขายทุกที่ เพราะเนชั่นบุ้คส์เป็นคนทำครับ
ปกติเฮียนรินทร์ อ่านหนังสือแนวไหนบ้างอ่ะคับถึงได้รอบรู้กว้างขวางมากมาย(อย่างพวกเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างการวางบิล เป็นต้น)อยากให้ช่วยชี้แนะด้วยคับ ^^’