7thLTG -
The Seven Thailand Long-term Growth Fund (7thLTG)
เนื่องด้วยผมมีความตั้งใจจะอุทิศทรัพยากรของผมส่วนหนึ่งให้กับการค้นหาวิธีลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร และต้องง่ายพอที่ average person จะสามารถปฏิบัติได้เอง ผมจึงสร้างพอร์ตลงทุนอันหนึ่งขึ้นมาให้ชื่อว่า The Seven Thailand Long-term Growth Fund หรือ 7thLTG เพื่อการนี้ครับ
เป้าหมายของผมคือการค้นหาวิธีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่
-
ให้ตอบแทนเฉลี่ยสะสมเกิน 10% ต่อปี และเอาชนะดัชนี SET50 ได้ (อาจจะไม่สูงมากแต่คุ้มค่ากับความเสี่ยงและ effort ที่ลงไป)
-
average person ต้องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก
-
ไม่ต้องติดตามข่าวหรือตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด (เพื่อให้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ให้เราทำงานให้เงิน)
วิธีนี้ไม่ได้เน้นการ maximize ผลตอบแทน แต่เน้นการทำให้ผลตอบแทนให้ดีพอสมควรโดยไม่ต้องใช้ effort มาก
นโยบายการลงทุน
คัดเลือกหุ้นไทยจำนวน 7 ตัว ที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้
-
เป็นกิจการที่ยังเติบโตได้อีกมากในระยะยาว (ข้อนี้ขาดไม่ได้)
-
ต้องเป็นบริษัทที่ established แล้วพอสมควร (ไม่เจ๊งไปง่ายๆ ใน 15 ปีเสียก่อน)
-
ไม่อยู่ใน sector เดียวกันเกิน 3 ตัว
กองทุนจะลงทุนในหุ้น 7 ตัวนี้เท่านั้น โดยรายชื่อสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อเห็นว่าหุ้นนั้นไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้ออีกต่อไป หรือไม่สามารถเทรดได้อีก (โดนควบรวม โดนถอน โดยแขวน ไร้สภาพคล่อง ฯลฯ)
ในการลงทุนจะซื้อหุ้นทั้ง 7 ตัว ทุกวันที่ 25 ของเดือน ตัวละ 3000 บาท (ปัดลงให้เศษหุ้นลงตัว) เป็นเงินรวม 21000 บาทต่อเดือน ซื้อไปเรื่อยๆ ทางเดียวจนกว่าจะครบ 15 ปี และจะสรุปผลเมื่อครบกำหนด 15 ปีแล้วเท่านั้น
เมื่อใดที่มีหุ้นตัวใดมีมูลค่าใหญ่เกิน 30% ของพอร์ต หุ้นตัวนั้นจะโดนหยุดซื้อชั่วคราวจนกว่าจะไม่เกิน (เอาเงินในเดือนนั้นเฉลี่ยไปซื้อตัวอื่นๆ ที่เหลือแทน) เพื่อลดการผูกพอร์ตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากไป
หลักการและเหตุผล
ทำไมเลือกหุ้นด้วยการมองการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก : เพราะผมได้ตรวจสอบมาแล้วว่าหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทยเป็นหุ้นที่ถือยาวแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงได้จริงๆ และสูงกว่าหุ้นแนวอื่น
มูลค่าตลาดของหุ้นคุณค่าเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี
|
Value Stock |
ปี 1996 | ปี 2008 |
| SSC | 9,672 | 2,047 |
| SAUCE | 3,312 | 4,392 |
| EGCO | 36,400 | 36,062 |
| SCC | 96,960 | 123,600 |
มูลค่าตลาดของหุ้นเติบโตเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี
|
Growth Stock |
ปี 1996 | ปี 2008 |
| BIGC | 7,375 | 30,656 |
| CPN | 8,900 | 31,157 |
| SEED | 570 | 1,894 |
| PTTEP | 114,700 | 353,858 |
ปี 1996 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1200 จุด ส่วนปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 400 จุด จะเห็นได้ว่าต่อให้ซื้อหุ้นในปีที่ตลาดหุ้นฟองสบู่ แต่ถ้าถือไว้เป็นระยะเวลาที่นานมากพอ แม้จะขายออกในปีที่มีวิกฤต หุ้นเติบโตก็ยังให้ผลตอบแทนที่งดงามและมากกว่าหุ้นคุณค่า เพราะฉะนั้น หุ้นที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวจึงได้แก่หุ้นเติบโต ไม่ใช่หุ้นคุณค่าหรือหุ้นปันผลอย่างที่เข้าใจกัน ถ้าหากเข้าใจตรงนี้ได้ หุ้นไทยก็สามารถถือยาวได้ครับ ต่อให้เจอวิกฤตก็ไม่น่ากลัว
ส่วนหนึ่ง ที่ผมสร้างพอร์ตนี้ขึ้นมาก็เพื่อต่อสู้กับความเชื่อที่ว่า “หุ้นไทยถือยาวไม่ได้” และ “หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวคือหุ้นปันผล” ซึ่งผมมองว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ผมเชื่อว่า หุ้นไทยถือยาวได้แต่ต้องถือหุ้นเติบโตเท่านั้น ครับ
ทำไมไม่เลือกหุ้นด้วยพีอีเรโช : ผมไม่เชื่อว่าวิธีอะไรก็ตามที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำแทนได้หมด 100% จะเป็นวิธีที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ ผมเชื่อว่าการลงทุนเป็นศิลปะ ดังนั้นยังไงก็ต้องมีบางส่วนที่เป็น Qualitative อยู่ด้วย และส่วนนี้แหละที่จะทำให้เราเอาชนะตลาดได้ แม้ว่าบางทีเราจะไม่ชอบก็ตาม
ที่จริงผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าการเลือกหุ้นโดยดูจากพีอีต่ำเป็นวิธีที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพราะถ้าราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าเมื่อไร แต่กำไรไม่เพิ่มต่อไปอีก ถือต่อไปก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ต่างกับหุ้นของกิจการที่กำไรเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถือไว้นานๆ ย่อมมีประโยชน์
ทำไมต้องเป็น established company ด้วย : เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น หุ้นทุกตัวลงแรงเหมือนกันหมด แต่หลังจากนั้น บริษัทที่ไม่มีฐานธุรกิจที่มั่นคงมากพอจะหายไปเลย ในขณะที่พวก established company ส่วนใหญ่มักจะกลับมาได้ในที่สุด ดังนั้น ในการลงทุนระยะยาว ต้องเลือก established company เพราะ ถึงแม้จะลงหนักเมื่อมีวิกฤตเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ จะกลับมาเป็นปกติเอง
ทำไมต้อง 7 ตัว : มีการวิจัยพบว่าการกระจายหุ้นเกิน 15 ตัวขึ้นไป ผลของการลดความเสี่ยงโดยหุ้นตัวที่ 16 เป็นต้นไปแทบจะไม่มีนัยสำคัญเลย ดังนั้นจึงไม่ควรกระจายหุ้นเกิน 15 ตัว ในทางตรงกันข้าม การซื้อหุ้นแค่ 2-3 ตัว จะทำให้มีโอกาสเอาชนะตลาดแบบมากๆ ได้ แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้วิธีการลงทุนนี้จะต้องพึ่งพาฝีมือของผู้ลงทุนอย่างมากทันที ซึ่งไม่ใช่เป้าหมาย ดังนั้น จำนวนหุ้นกลางๆ น่าจะเหมาะ แต่ไม่มีกฏตายตัวว่าต้องเท่าไรแน่ บังเอิญ 7 อยู่ตรงกลางพอดี และผมชอบเลข 7 เหอๆ การบังคับให้ต้องลงทุนถึง 7 ตัว จะทำให้ average person กับ expert ทำผลงานได้ไม่ต่างกันมากนักโดยอัตโนมัติ ทำให้วิธีนี้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ลงทุนมากจนเกินไป
ดังนั้นในการเลือกหุ้นตามวิธีนี้จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกหุ้นไม่เก่งด้วย เพราะสุดท้ายแล้วผลตอบแทนจะไม่ต่างจากของ expert มากนักอยู่ดี เนื่องจากถูกบังคับให้ลงทุนถึง 7 ตัว แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกโดยพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ข้อที่กล่าวไปแล้ว ห้ามเลือกเพราะเหตุผลอย่างอื่น เช่น ปันผลสูง พีอีต่ำ โดยเด็ดขาด
ทำไมต้องทยอยซื้อ ทำไมไม่ลงตูมเดียวไปเลย : Feedback ที่ผมได้รับจากนักลงทุนสมัครเล่นส่วนใหญ่ก็คือเขาบอกว่าการหาว่ามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นเป็นเท่าไรนั้นเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการลงทุน และยากเกินไปสำหรับ average person ดังนั้นผมจึงออกแบบวิธีนี้ให้ลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาว จะได้ไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวัดมูลค่าหุ้น การลงตูมเดียวไปเลยอาจได้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ต้องพึ่งพาความสามารถในการวัดมูลค่าหุ้นเป็นอย่างมาก จึงไม่เหมาะกับ average person ครับ
ทำไมต้อง 15 ปี : ถ้าเป็นยุคบัฟเฟตยังหนุ่ม ผมว่าแค่ 7 ปีก็พอ แต่ผมมองว่าตลาดหุ้นยุคนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะเต็มไปด้วยฟองสบู่ ที่เกิดจากความพยายามบิดเบือนปัจจัยมหภาคของธนาคารกลางต่างๆ เช่น การตึงค่าเงิน การลดดอกเบี้ยมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งธนาคารกลางมีความสามารถในการบิดเบือนพื้นฐานได้นาน 7-8 ปี เลยทีเดียว ดังนั้นการลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนไม่นานพอจะเสี่ยงต่อวิกฤต การลงทุนติดต่อกันนานถึง 15 ปี จะช่วยทำให้มีการเฉลี่ยต้นทุนครบวัฏจักรอย่างน้อยหนึ่งรอบ จึงเป็นวิธีการลงทุนที่ผลตอบแทนรวมไม่ขึ้นกับวิกฤต (crisis-proof) ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างของวิธีการนี้จึงได้แก่ การที่สามารถเริ่มต้นเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องพะวงว่าจะเกิดวิกฤตเมื่อไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำนายได้ยากมากอีกเรื่องหนึ่ง
ทำไมต้อง 21000 บาทต่อเดือน : เพื่อประหยัดค่าคอมฯขั้นต่ำเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็น วิธีนี้จะใช้เงินน้อยกว่านี้ก็ได้ เช่น เดือนละ 7000 บาท (ตัวละพัน) ก็พอแล้ว เป็นต้น การเสียค่าคอมขั้นต่ำทุกเดือนเดือนละ 53.5 บาท ในเวลา 15 ปี คุณเสียค่าคอมไปทั้งสิ้นแค่ 9630 บาทเท่านั้น ดังนั้น ถ้าลงทุนไม่ถึง 24000 บาทต่อเดือน จริงๆ แล้วคุณก็ไม่ได้เสียค่าคอมแพงเกินไปเท่าไรนักหรอก
จะสังเกตได้ว่า ผมออกแบบวิธีการนี้ให้พึ่งพาทักษะเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือ ทักษะในการเลือกหุ้น ไม่ต้องใช้ทักษะในการกระจายหุ้น วัดมูลค่าหุ้น หรือ market timing เลย จึงเป็นวิธีที่ง่ายมาก นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการจะได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดต้องอาศัย market timing เป็นสำคัญ (ซื้อก่อนลง ขายก่อนขึ้น) แต่ถ้าสังเกตดูกองทุนรวมในบ้านเราทุกวันนี้ มี managed fund ที่ไม่จ่ายปันผลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีกองทุนไหนมี NAV สูงเท่ากับ TMBSET50 ได้เลย แสดงว่าที่จริงแล้ว market timing อาจช่วยทำให้ชนะตลาดในระยะสั้นได้บ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว มันคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแพ้กองทุนที่เลียนแบบดัชนี การที่ผู้จัดการกองทุนพยายามซื้อๆ ขายๆ จะทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ในระยะยาวและพ่ายแพ้กองทุนเลียนแบบดัชนีในที่สุด
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า การเอาชนะตลาดในระยะยาวต้องอาศัยการ Focus มากกว่า ซึ่งหมายถึง การลงทุนในหุ้นจำนวนน้อยตัวกว่าตลาด โดยคัดเลือกตัวที่คิดว่าน่าจะเติบโตดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งเป็นวิธีที่ชนะตลาดในระยะยาวได้ง่ายกว่าการพึ่ง Market Timing ครับ
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า วิธีนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ maximize return แต่เป็นการค้นหาวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด เฝ้าตลาดน้อยที่สุด แล้วยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นทุนด้วย ตามคอนเซ๊ปต์ให้เงินทำงานให้เรา มิใช่ให้เราทำงานให้เงิน ผลตอบแทนอาจไม่สูงสุด แต่มีเวลาสำหรับด้านอื่นๆ ของชีวิต
สำหรับหุ้น 7 ตัวแรกที่จะเริ่มลงทุนในวันที่ 25 กันยายน 2552 เป็นต้นไปมีดังนี้
| หุ้น | เหตุผลที่เลือก ณ ขณะนั้น |
| ADVANC | Mobile Lifestyle กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตัวนี้มีความพร้อมที่สุดในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ |
| BANPU | มีแผนการเติบโตที่เห็นได้ชัดเจน ผู้บริหารมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ |
| BGH | รองรับ aging economy ผู้บริหารมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ เช่นกัน |
| CPALL | มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เครือข่ายแข็งแกร่งมาก กำลังเป็นเรือธงลำใหม่ของเจ้าของ |
| CPN | มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เป็นห้างสามัญประจำบ้านที่จะอยู่คู่คนไทยไปอีกนาน |
| MINT | มีแผนขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ แคร์ความคาดหวังของผู้ถือหุ้น เครือข่ายใหญ่พอที่จะไม่ตายไปง่ายๆ |
| PS | มีจุดแข็งที่ชัดเจนทำให้สามารถเติบโตด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ แม้ในเวลาที่ตลาดไม่โตก็ตาม |
จะเห็นได้ว่าเป็นการมอง Big Picture เป็นหลัก ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ไม่ต้องรู้บัญชีมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมองอนาคตพลาด เพราะต้องมีพลาดบางตัวอย่างแน่นอน แต่เรามีตั้ง 7 ตัว จะไปกลัวอะไร เราต้องการภาพรวมดี ถ้าการลงทุนคือการทำธุรกิจ มีนักธุรกิจคนไหนบ้างที่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะต้องประสบความสำเร็จตอนเริ่มต้นทำธุรกิจครับ อีกอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้ว ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอใครเลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้งเลยครับ (นอกจากคนที่ชอบ claim ว่าตัวเองเลือกถูกแต่ตัวที่ผ่านไปแล้ว แต่พวกนี้พอให้เลือกไปข้างหน้า ไม่เห็นจะเลือกถูกเลย) ที่จริงแล้ว ผมว่าคนที่เก่งมักเป็นคนที่เวลาเลือกผิดแล้ว เขามักขาดทุนไม่มาก เพราะว่าไม่ดันทุรัง ส่วนเวลาเลือกถูกก็กล้า let profit run มากกว่า
คำเตือน : 7thLTG เป็นเพียงแค่การทดลองที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล (กว่าจะรู้ผลก็อีก 15ปี) ผมจึงไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ ถ้าใครทำตามแล้วเจ็งก็เป็นความผิดพลาดของผู้นั้นเองที่รู้ว่าวิธีการที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แต่นำไปใช้
426 Responses to “7thLTG”
Pages: « 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] Show All
Pages: « 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] Show All
Leave a Reply

August 26th, 2010 at 9:24 am
ขอบคุณค่ะ เพิ่งอ่านเจอ ไปเจอที่พี่พอใจแปะไว้เกี่ยวกับยุคขาดแคลนน้ำมันค่ะ
ขอบคุณคุณโจ๊กและพี่พอใจ
August 26th, 2010 at 4:08 pm
คิดไว้ว่า 24 กันยา นี้ผมจะแจ้งมาร์ไว้ให้ขาย ADVANC และ MINT-W4 ทิ้งให้หมด แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดไปซื้อ MINT แทน ยกเว้นว่าเหลือเศษวอร์แรนต์ที่ขายไม่ได้จริงๆ ก็ช่างมันไปครับ
แล้ววันที่ 24 จะถือโอกาสสรุปผลงานของพอร์ตในโอกาสครบรอบหนึ่งปีด้วย
August 27th, 2010 at 1:51 am
ปีนึงผ่านไปไวเหลือเกิิน
August 27th, 2010 at 12:04 pm
ขอถามการซื้อหุ้นเพิ่มตามหลัก 7thLTG
กรณี
มีหุ้น A และ B มูลค่าต้นทุนเท่ากัน คือ 10,000 บาท
แต่ มูลค่า ตลาด A และ B ไม่เท่ากัน คือ A = 12,000 บาท B = 20,000 บาท
ตอนนี้ จะซื้อเพิ่ม 5,000 บาท จะต้องซื้อ เพิ่มตัวไหนหรือครับ ระหว่าง A กับ B
(เลือกได้ตัวเดียว)
ขอบคุณมากครับ
August 27th, 2010 at 12:12 pm
หารซื้อเท่ากันไปเรื่อยจนกว่าใครจะโตขึ้นมาเองจนเกิน 30% ของพอร์ตจะชะลอตัวนั้นครับ
August 27th, 2010 at 1:48 pm
ทำไมขายadvancค่ะ
มูลค่าตลาดเกินหรือค่ะ
August 27th, 2010 at 1:50 pm
ผมเอาแอ็ดออกจากรายชื่อไปนานแล้วครับ แต่เพิ่งจะรอเคลียร์ของเก่าที่เคยซื้อไว้ตอนสิ้นปี
August 27th, 2010 at 3:07 pm
รับทราบค่ะ
August 27th, 2010 at 8:57 pm
โตขึ้นมาเองจนเกิน 30% ของพอร์ต คือ จำนวนหุ้น หรือว่า (ราคาตลาด*จำนวนหุ้น) ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก
August 27th, 2010 at 9:54 pm
พี่นรินทร์มองว่า SET ตอนนี้อยู่ในช่วงไหนของ Cocktail Theory ครับ
August 28th, 2010 at 3:18 pm
สมมติว่าซื้อหุ้นเจ็ดตัวด้วยเงินเท่ากัน ก็เท่ากับตัวละ 14%
เวลาผ่านไปหุ้นบางตัวขึ้นบางตัวลงทำให้สัดส่วนนี้เปลี่ยนไป
เมื่อไรที่ตัวไหนมีสัดส่วนเกิน 30% เพราะราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงกว่าตัวอื่นมากๆ 7thLTG ก็จะชะลอซื้อตัวนั้นไว้ก่อนชั่วคราว
August 28th, 2010 at 3:21 pm
ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยก็คงอยู่ในช่วงซื้อตามๆ กันอย่างบ้าระห่ำแล้ว
แต่ถ้ายังไม่มีข่าวร้ายๆ อะไรเข้ามา ก็คงขึ้นไปได้เรื่อยๆ (ข่าวร้ายแบบธรรมดาไม่มีผล เพราะช่วงนี้ตลาดไม่สนใจข่าวร้าย) ตราบใดที่เงินใหม่ๆ ที่ยังไม่เข้ามาในตลาด ยังมีเหลืออยู่ในระบบอีกมาก
ก็ต่อเมื่อมีข่าวร้ายๆ จริงๆ เข้ามากระทบตลาดเท่านั้น ที่ market correction จะบังเกิดขึ้น
August 28th, 2010 at 7:12 pm
imho ไม่น่าปรับสัดส่วนการลงทุนเพราะราคา น่าจะปล่อยให้ตลาด self corrected ไม่งั้นก็จะกลายเป็นการเริ่ม timing market หรือ เริ่มเดาราคา
ในระยะเวลานานๆๆๆ การทบต้นมีผลตามที่พวกเรารู้ และก็มีผลต่อคุณค่าและราคาของบริษัทด้วย การตั้ง cap ไว้ ทำให้ลดความสามารถในการโตของอนาคต
จริงๆแล้วถ้าเล่นแบบ aggressive มากๆ ต้องปรับพวกไม่ดีออก แล้วเอาเงินไปซื้อตัวที่ดีด้วยซ้ำ แต่นั่นคงไม่เหมาะ เพราะเสี่ยงเกินไป
ลองดูประวัติศาสตร์หุ้นไทย จาก 8 บริษัทที่เริ่มแรก เหลือเท่าไหร่ และ 50 บริษัทแรก มีราคาที่โตกว่าบริษัทที่เหลือยังไงในเวลาเท่าๆกัน
ที่เขียนมาภายใต้สมมติฐานว่า ถึงแม้เราเลือกหุ้นได้ดีมากๆแล้ว แต่เราอาจจะผิดก็ได้ อาจมีบางบริษัทแย่ลงในระยะยาว บางบรฺษัทแคระแกรน และแค่บางบริษัทที่เติบโตได้ดี และอาจดีกว่าที่เราประเมินในช่วงต้นก็ได้
just my humble opinion
August 28th, 2010 at 10:55 pm
คุณสุมาอี้ครับ ถ้าเราเชื่อว่าราคาหุ้นบางตัวได้ขึ้นเกินพื้นฐานมามากทั้งด้าน การเติบโตของยอดขาย หรือกำไร ถึงแม้ว่าเราคิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีมากก็ตาม เราก็ควรจะขายใช่มั้ยครับ หรือว่าเราควรอดทนถือต่อไป เพราะเคยอ่านที่คุณเขียนไว้ว่าถ้าหุ้นตัวใดก็ตามไม่มีการเติบโตแล้วก็ควรขายไปซะ ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องก็ขอคำแนะนำด้วยครับ
August 29th, 2010 at 2:22 pm
รับไอเดีย Khun T ไว้พิจารณาครับ เอาไว้ให้มีกรณีเกิดขึ้นแล้วจะตัดสินใจอีกที
@ole
ถ้าหุ้นเติบโตได้เกินเป้าหมายทั้งรายได้และกำไรก็ยิ่งแสดงว่ากิจการยิ่งเติบโตได้ดีกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก ก็ต้องยิ่งอยากถือต่อสิครับ
August 29th, 2010 at 3:33 pm
คุณสุมาอี้ครับ มอง BEC ว่าอย่างไรครับพอที่จะอยู่ ใน 7thltg ได้ไหมครับ?
Threat จาก satellite TV กับ online media เนี่ยน่ากังวลไหมครับ?
ขอบคุณครับ
August 29th, 2010 at 4:12 pm
ส่วนตัว มองว่า BEC ถึงจุดสูงสุดของธุรกิจแล้ว น่าจะดีกว่านี้มากๆ ได้ยากครับ ในขณะเดียวกัน ก็มีสื่ออื่นๆ ที่เข้ามาแย่งลูกค้าจากฟรีทีวีไปเพิ่มขึ้นทุกวัน
August 29th, 2010 at 9:44 pm
สมัครขึ้นเรือด้วยคนนะคะ
August 30th, 2010 at 8:27 pm
คุณสุมาอี้ครับ คือว่าผมหมายถึงราคาหุ้นที่ตลาดได้ให้ไว้สูงมากเกินการเติบโตของกำไรและรายได้ของบริษัทนั้นๆนะครับ
August 31st, 2010 at 12:24 pm
ถ้าหุ้นตัวนั้นเราคำนวนมูลค่ามาจาก growth ที่มองเห็นอยู่ เช่น โครงการขยายกำลังการผลิต หรือแผนขยายสาขาห้าปี ถ้าหากราคาวิ่งไปเกิน แล้วเราไม่เห็นว่าบริษัทจะโตต่อไปด้วยวิธีการอื่นๆ ก็อาจพิจารณาขายไปหากเห็นหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจมากกว่า
สำหรับ 7LTG ส่วนใหญ่ ผมไม่ได้คำนวณมูลค่าจาก growth project แต่เลือกมาจากลักษณะของการดำเนินธุรกิจที่สามารถเติบโตไปได้เรื่อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องขายก็ได้ บางปีอาจจะนิ่งไปพักใหญ่ แต่ถ้าหนทางขยายตัวจึงไม่ตัน อีกไม่กี่ปีก็สามารถกลับมาโตใหม่ได้ จึงยังไม่ต้องขายครับ
August 31st, 2010 at 12:49 pm
ส่วนนึงที่พี่สุมาอี้ไม่เลือก PTT แต่เลือก PTTEP เข้ามาในพอรต์แทน เป็นเพราะว่า PTT บริษัทแม่ต้องรับผลกำไร/ขาดทุน ของธุรกิจที่เป็นวัฏจักร อย่างโรงกลั่น ปิโตรเคมี รึป่าวครับ ?
ผมเอง คิดว่าถ้าเชื่อทฤษฎี Peak-oil ก็น่าเก็บ ปตท สผ. ที่เป็นแนวขุดเจาะ น้ำมัน ไว้เหมือนกัน ถือไว้ยาวๆ เลย ยิ่งตอนนี้ราคาหุ้นลงสวนทางกับตลาด เพราะข่าวร้ายเรื่องค่าปรับจากโครงการที่อินโด แล้วด้วย เป็นโอกาสที่ดีในการเก็บ
August 31st, 2010 at 6:07 pm
แวะมาทักทายครับ
August 31st, 2010 at 6:16 pm
บังเอิญในพอร์ตผมมีซ้ำกับ 7thLTG อยู่ 4 ตัวคือ bgh cpn ps mint แล้วก็เกือบๆ อีก 1 ตัวคือ cpall แต่ของผมเป็น cpf พอได้มาอ่านในก็เลยพยามปรับให้ใกล้เคียงกัน เพราะว่าชอบแนวความคิดอันนี้ครับ…จะมาอ่านในนี้บ่อยๆ รวมทั้ง facebook ด้วยครับ
August 31st, 2010 at 7:48 pm
คุณสุมาอี้ครับ ขอถามนอกประเด็นซักนิดนะครับ เคยขายหมู และเจอการติดดอยมั้ยครับ มีวิธีแก้ไขหรือบรรเทาเรื่องอย่างนี้ได้อย่างไรบ้างครับ
ส่วนผมตอนนี้ก็คิดว่าได้ขายหมูไปบ้างแล้ว ส่วนติดดอยก็ช่วง สรรพาร์ม ขอบคุณครับ
September 1st, 2010 at 8:42 am
ความจริง 7thLTG นี่เป็นวิธีป้องกัน การขาย
และติดดอยได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ส่วนวิธีแก้ไขรอฟังคุณนรินทร์ดีกว่า 
September 1st, 2010 at 12:50 pm
ตะก่อนเป็นบ่อยครับ เด๋วนี้ก็ยังเป็นบ้างเหมือนกัน แต่ว่าน้อยกว่าเดิมมาก
ถ้าอยากลดผลกระทบของการติดดอยต้องเลิกซื้อเฉลี่ยขาลง
ถ้าอยากลดผลกระทบของการขายหมูต้องเชื่อว่าเราไม่ได้ฉลาดกว่าตลาดมาก
หรือถ้าเลิก timing ไปเลยด้วยการลงทุนแบบ 7thLTG ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง