The Seven Thailand Long-term Growth Fund (7thLTG)
“In Search of Worry-free Investment Strategies”
เนื่องด้วยผมมีความตั้งใจจะอุทิศทรัพยากรของผมส่วนหนึ่งให้กับการค้นหาวิธีลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร (above average returns) และต้องง่ายพอที่ average person จะสามารถปฏิบัติได้เอง ผมจึงสร้างพอร์ตลงทุนอันหนึ่งขึ้นมาให้ชื่อว่า The Seven Thailand Long-term Growth Fund หรือ 7thLTG เพื่อการนี้ครับ
เป้าหมายของผมคือการค้นหาวิธีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่
-
ให้ตอบแทนเฉลี่ยสะสมเกิน 10% ต่อปี และ/หรือเอาชนะดัชนี SET50 ได้ในระยะยาว (อาจจะไม่สูงมากก็ได้แต่อย่างน้อยคุ้มค่ากับความเสี่ยงและ effort ที่ลงไป)
-
average person ต้องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก
-
ไม่ต้องติดตามข่าวหรือตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด (เพื่อให้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ให้เราทำงานให้เงิน)
วิธีนี้ไม่ได้เน้นการ maximize ผลตอบแทน แต่เน้นการทำให้ผลตอบแทนให้ดีพอสมควรโดยไม่ต้องใช้ effort มาก
นโยบายการลงทุน
คัดเลือกหุ้นไทยจำนวน 7 ตัว ที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้
-
เป็นกิจการที่ยังเติบโตได้อีกมากในระยะยาว (ข้อนี้ขาดไม่ได้)
-
ต้องเป็นบริษัทที่ established แล้วพอสมควร (ไม่เจ๊งไปง่ายๆ ใน 15 ปีเสียก่อน)
-
ไม่อยู่ใน sector เดียวกันเกิน 3 ตัว
กองทุนจะลงทุนในหุ้น 7 ตัวนี้เท่านั้น โดยรายชื่อสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อเห็นว่าหุ้นนั้นไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้ออีกต่อไป หรือไม่สามารถเทรดได้อีก (โดนควบรวม โดนถอน โดยแขวน ไร้สภาพคล่อง ฯลฯ)
ในการลงทุนจะซื้อหุ้นทั้ง 7 ตัว ทุกวันที่ 25 ของเดือน ตัวละ 3,000 บาท (ปัดลงให้เศษหุ้นลงตัว) เป็นเงินรวม 21,000 บาทต่อเดือน ซื้อไปเรื่อยๆ ทางเดียวจนกว่าจะครบ 15 ปี และจะสรุปผลเมื่อครบกำหนด 15 ปีแล้วเท่านั้น
เมื่อใดที่มีหุ้นตัวใดมีมูลค่าใหญ่เกิน 30% ของพอร์ต หุ้นตัวนั้นจะโดนหยุดซื้อชั่วคราวจนกว่าจะไม่เกิน (เอาเงินในเดือนนั้นเฉลี่ยไปซื้อตัวอื่นๆ ที่เหลือแทน) เพื่อลดการผูกพอร์ตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากไป
หลักการและเหตุผล
ทำไมเลือกหุ้นด้วยการมองการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก : เพราะผมได้ตรวจสอบมาแล้วว่าหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทยเป็นหุ้นที่ถือยาวแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงได้จริงๆ และสูงกว่าหุ้นแนวอื่น
มูลค่าตลาดของหุ้นคุณค่าเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี
|
Value Stock |
ปี 1996 | ปี 2008 |
| SSC | 9,672 | 2,047 |
| SAUCE | 3,312 | 4,392 |
| EGCO | 36,400 | 36,062 |
| SCC | 96,960 | 123,600 |
มูลค่าตลาดของหุ้นเติบโตเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี
|
Growth Stock |
ปี 1996 | ปี 2008 |
| BIGC | 7,375 | 30,656 |
| CPN | 8,900 | 31,157 |
| SEED | 570 | 1,894 |
| PTTEP | 114,700 | 353,858 |
ปี 1996 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1200 จุด ส่วนปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 400 จุด จะเห็นได้ว่าต่อให้ซื้อหุ้นในปีที่ตลาดหุ้นฟองสบู่ แต่ถ้าถือไว้เป็นระยะเวลาที่นานมากพอ แม้จะขายออกในปีที่มีวิกฤต หุ้นเติบโตก็ยังให้ผลตอบแทนที่งดงามและมากกว่าหุ้นคุณค่า เพราะฉะนั้น หุ้นที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวจึงได้แก่หุ้นเติบโต ไม่ใช่หุ้นคุณค่าหรือหุ้นปันผลอย่างที่เข้าใจกัน ถ้าหากเข้าใจตรงนี้ได้ หุ้นไทยก็สามารถถือยาวได้ครับ ต่อให้เจอวิกฤตก็ไม่น่ากลัว
ส่วนหนึ่ง ที่ผมสร้างพอร์ตนี้ขึ้นมาก็เพื่อต่อสู้กับความเชื่อที่ว่า “หุ้นไทยถือยาวไม่ได้” และ “หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวคือหุ้นปันผล” ซึ่งผมมองว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ผมเชื่อว่า หุ้นไทยถือยาวได้แต่ต้องถือหุ้นเติบโตเท่านั้น ครับ
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า วิธีนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ maximize return แต่เป็นการค้นหาวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด เฝ้าตลาดน้อยที่สุด แล้วยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นทุนด้วย ตามคอนเซ๊ปต์ให้เงินทำงานให้เรา มิใช่ให้เราทำงานให้เงิน ผลตอบแทนอาจไม่สูงสุด แต่มีเวลาสำหรับด้านอื่นๆ ของชีวิต
สำหรับหุ้น 7 ตัวแรกที่จะเริ่มลงทุนในวันที่ 25 กันยายน 2552 เป็นต้นไปมีดังนี้
| หุ้น | เหตุผลที่เลือก ณ ขณะนั้น |
| ADVANC | Mobile Lifestyle กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตัวนี้มีความพร้อมที่สุดในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ |
| BANPU | มีแผนการเติบโตที่เห็นได้ชัดเจน ผู้บริหารมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ |
| BGH | รองรับ aging economy ผู้บริหารมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ เช่นกัน |
| CPALL | มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เครือข่ายแข็งแกร่งมาก กำลังเป็นเรือธงลำใหม่ของเจ้าของ |
| CPN | มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เป็นห้างสามัญประจำบ้านที่จะอยู่คู่คนไทยไปอีกนาน |
| MINT | มีแผนขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ แคร์ความคาดหวังของผู้ถือหุ้น เครือข่ายใหญ่พอที่จะไม่ตายไปง่ายๆ |
| PS | มีจุดแข็งที่ชัดเจนทำให้สามารถเติบโตด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ แม้ในเวลาที่ตลาดไม่โตก็ตาม |
จะเห็นได้ว่าเป็นการมอง Big Picture เป็นหลัก ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ไม่ต้องรู้บัญชีมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมองอนาคตพลาด เพราะต้องมีพลาดบางตัวอย่างแน่นอน แต่เรามีตั้ง 7 ตัว จะไปกลัวอะไร เราต้องการภาพรวมดี ถ้าการลงทุนคือการทำธุรกิจ มีนักธุรกิจคนไหนบ้างที่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะต้องประสบความสำเร็จตอนเริ่มต้นทำธุรกิจครับ อีกอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้ว ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอใครเลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้งเลยครับ (นอกจากคนที่ชอบ claim ว่าตัวเองเลือกถูกแต่ตัวที่ผ่านไปแล้ว แต่พวกนี้พอให้เลือกไปข้างหน้า ไม่เห็นจะเลือกถูกเลย) ที่จริงแล้ว ผมว่าคนที่เก่งมักเป็นคนที่เวลาเลือกผิดแล้ว เขามักขาดทุนไม่มาก เพราะว่าไม่ดันทุรัง ส่วนเวลาเลือกถูกก็กล้า let profit run มากกว่า
จะสังเกตได้ว่า ผมออกแบบวิธีการนี้ให้พึ่งพาทักษะเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือ ทักษะในการเลือกหุ้น ไม่ต้องใช้ทักษะในการกระจายหุ้น วัดมูลค่าหุ้น หรือ market timing เลย จึงเป็นวิธีที่ง่ายมาก นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการจะได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดต้องอาศัย market timing เป็นสำคัญ (ซื้อก่อนลง ขายก่อนขึ้น) แต่ถ้าสังเกตดูกองทุนรวมในบ้านเราทุกวันนี้ มี managed fund ที่ไม่จ่ายปันผลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีกองทุนไหนมี NAV สูงเท่ากับ TMBSET50 ได้เลย แสดงว่าที่จริงแล้ว market timing อาจช่วยทำให้ชนะตลาดในระยะสั้นได้บ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว มันคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแพ้กองทุนที่เลียนแบบดัชนี การที่ผู้จัดการกองทุนพยายามซื้อๆ ขายๆ จะทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ในระยะยาวและพ่ายแพ้กองทุนเลียนแบบดัชนีในที่สุด โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า การเอาชนะตลาดในระยะยาวต้องอาศัยการ Focus มากกว่า ซึ่งหมายถึง การลงทุนในหุ้นจำนวนน้อยตัวกว่าตลาด โดยคัดเลือกตัวที่คิดว่าน่าจะเติบโตดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งเป็นวิธีที่ชนะตลาดในระยะยาวได้ง่ายกว่าการพึ่ง Market Timing ครับ
คำเตือน : 7thLTG เป็นเพียงแค่การทดลองที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล (กว่าจะรู้ผลก็อีก 15ปี) ผมจึงไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ ถ้าใครทำตามแล้วเจ็งก็เป็นความผิดพลาดของผู้นั้นเองที่รู้ว่าวิธีการที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แต่นำไปใช้
บทความที่ควรอ่านประกอบ
สถานะของพอร์ต
First Year : 24 Sep 2010 ATC
Second Year : 23 Sep 2011 ATC
ประวัดิการปรับเปลี่ยน “Buying List”
| 25/9/09 | ADVANC, BANPU, BGH, CPALL, CPN, PS, MINT | |
| 24/9/10 | PTTEP, BANPU, BGH, CPALL, CPN, PS, MINT | |
| 24/3/11 | BANPU, BANPU, BGH, HMPRO, CPN, PS, MINT | |
| 25/5/12 | BANPU, BGH, CPN, DCC, HMPRO, MINT, PS |
ประวัติการ Cash-out
| Date | Ticker | No_of_Share | Price | Cost |
| 14/09/2010 | ADVANC | 100 | 98.5 | 88.283 |
| 14/09/2010 | MINT-W4 | 200 | 2.46 | XM 30/04/10 |
| 14/09/2010 | MINT-W4 | 18 | 2.08 | XM 30/04/10 |
| 24/04/2012* | CPALL | 1,814 | 69.99 | 27.99 |
| 24/04/2012* | PTTEP | 275 | 174 | 149.72 |
* proceeds to be reinvested on 25/05/2012
ประวัติการรับเงินปันผล
ผลการดำเนินงานสะสม
* Cost คือ เงินซื้อหุ้นทั้งหมดสะสม หักด้วยต้นทุนของตัวที่เคยขายออก (ถ้ามี)
* Profit คือ ส่วนเกินทุนของมูลค่าหุ้นในพอร์ต บวกด้วยเงินปันผลสะสม บวกด้วยกำไรจากการขายหุ้น (ถ้ามี)
* TDEX ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 7thLTG
| เงินปันผลสะสม (ณ สิ้นปีที่ 2) * รวม gain of sales |
| 17,987.52 บาท |
| ข้อควรทราบ |
|



ผมตัดสินใจใช้บริการของโบรกแห่งหนึ่งในการ automate การซื้อหุ้นนะครับ เนื่องจากสะดวกและทำให้สามารถซื้อหุ้นทั้งเจ็ดตัวได้ในวันเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อให้เต็ม lot size ดังนั้นผมจึงมีการปรับปรุงนโยบายการลงทุนนิดหน่อยเพื่อให้ตรงกับข้อจำกัดบางอย่างของโบรกนะครับ
และเนื่องจากทางโบรกให้เลือกซื้อได้ในวันที่ 5/15/25 ของเดือนเท่านั้น ซึ่งวันที่ 15 นี้ เขาทำเอกสารไม่ทัน เพราะฉะนั้น วันลงทุนจะเปลี่ยนเป็นทุกวัน่ที่ 25 แทน วันแรกคือ 25 กย 2552 นี้
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ทุกตัวคงจะมีสภาพคล่องพอนะครับ เค้าอาจจะว่าลื๊อพอร์ตเล็กนี่ ถ้าพอร์ตใหญ่อย่างอั๊วะ คงทำไม่ได้
หรือ เค้าจะอ้างได้รึเปล่าครับว่า เมื่อก่อนหุ้นถูกนี่ ตอนนี้หุ้นแพงแล้ว เหมือนกับที่ดิน ที่ถ้าซื้อมานาน มันก็จะกำไรมหาศาล ปัจจุบันจะไปกำไรเหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้แล้ว
หรือ นักลงทุนเมื่อก่อน มีไม่กี่บัญชีเอง (300,000?) ปัจจุบัน(อนาคต) ตลาดทุน โตขึ้นมากแล้ว มีเิม็ดเงินใหม่เข้ามามาก
หรือ อาจจะว่าเริ่มตอนปีที่เกิดวิกฤตนี่นา แต่ตอนนี้ 700 จุดแล้วนิ 555
อืม อะไรอีกดีนะครับ ถ้าคิดออก ผมจะมาแชร์แล้วกันนะครับ
โอ้ว อยากให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ร่วมการทดลองนี้เยอะ ๆ นะครับ ยิ่งเยอะยิ่งดี
ผมจะได้ซื้อหุ้นวันที่ 14 แล้วเตรียมขายเย็น 15 ฮ่า ๆ ๆ คงกำไรซะช่องสองช่องทุกเดือน กรั่ก ๆ ๆ
เทียบกับ SET50 เดี๋ยวจะมีคนอ้างเรื่องเงินปันผล เอาไปเทียบกับ TRI ไหมครับ
http://www.set.or.th/th/market/tri.html
เวลาเปลี่ยนหุ้น จะขายตัวที่เปลี่ยนออกทั้งหมดทันที แล้วนำเงินนั้นไปซื้อตัวใหม่ทั้งหมดทันที แบบเดียวกับ index fund ครับ
แต่ผมตั้งใจว่าจะเปลี่ยนตัวหุ้นน้อยมากๆ เพราะการมองยาวคงไม่ใช่อะไรที่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ อย่างมากที่สุดเปลี่ยนปีละหนึ่งตัวก็ถือว่าบ่อยสุดๆ แล้ว
เออ ยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว พวกคุณช่วยผมคิดหน่อยว่า ถ้าสมมติอีก 15 ปีข้างหน้า พอร์ตนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นมา แล้วคนที่เชื่อว่าหุ้นไทยถือยาวไม่ได้ เขาจะอ้างว่าอะไรได้อีกบ้าง
ผมจะได้นำมาปรับนโยบายลงทุนตั้งแต่แรกเพื่อดักคอเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ลงทุนไปแล้ว 15 ปี เจอข้ออ้าง ตอนนั้นผมคงกลับมาปรับนโยบายใหม่ เพื่อพิสูจน์อีกไม่ได้แล้ว เพราะตอนนั้นผมคงแก่ตัวเต็มที
อีก 15 ปีข้างหน้า ผมอยากให้พอร์ตนี้ เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำพูดที่ว่า “หุ้นไทยถือยาวไม่ได้”
สุดยอดเลยครับ
ผมว่าแผนการนี้ จะทำให้หุ้น 7 ตัวนี้ราคาขึ้นไปกว่าปกติ 10% เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อตาม
ล้อเล่นนะครับ แหะๆ
อยากถามว่ากรณีเปลี่ยนหุ้น
ใช้วิธีโยกไปทีเดียวทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับ
เอาเลยครับ ตัดสินใจเอง รับผลของมันเอง เสี่ยสั่งลุย แล้วอีก 15 ปี เรามาโม้กัน
ผมก็เล็งๆ ไว้เหมือนกันครับ ว่าจะไปเปิด Port เพิ่มที่ KTZMICO (ไม่มีขั้นต่ำ)
โดยจะออมเดือนละหมื่นบาท (ตอนแรก ว่าจะ Plan ซื้อ กองทุน พวก LTF แบบ DCA) แต่มาอ่านกระทู้พี่ก่อน เลยกำลังคิดว่า จะเปลี่ยนมาแบบนี้แทน น่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่า
เรื่องการปัดเศษ ไม่น่ายากมาก เพราะเอาเข้า Excel แล้ว ก็หาจำนวนหุ้นที่จะซื้อได้ เลย (ฝากแบบ Cash balance) ถ้าเดือนนี้เงินเหลือ ก็เอาเศษไปทบๆ เดือนหน้า โดยฝากเข้าไปเดือนละ หมื่นนึง
เช่น
Stock ราคาซื้อ จำนวนเงินที่ซื้อได้ ได้จำนวนหุ้น ปัดเศษหุ้นให้ลงตัว สรุปเงินที่ซื้อ
CPALL 17.7 2000 112.99 100 1770
EASTW 3.8 2000 526.32 500 1900
MINT 10.8 2000 185.19 200 2160
KH 8.35 2000 239.52 200 1670
CPN 23 2000 86.96 100 2300
รวมเงิน 9800
ผมคิดดูแล้ว เลือกหุ้น สัก 5 ตัวกำลังดี (เพราะเงินน้อย 555)
สิ่งที่คิดว่า จะเป็น อุปสรรค นี่ คือ จะฝากไหวไหมเนี่ย ทุกเดือน
เท่าที่ทราบจะมี 2 Broke(ไม่รู้ตอนนี้เพิ่มมาเยอะหรือยัง)นะครับ คือ กิมเอง กับ Ktzmico
ไปเช็คดูปรากฏว่า ถ้าเทรดผ่านเน็ต ค่าคอมแค่ 0.15% และไม่มีขั้นต่ำ 50 บาท หากเป็นบัญชี cash balance (ต้องฝากเงินเต็มจำนวนก่อนเทรด) อย่างนี้ใครที่จะทำตามผม ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ 25000 บาทก็ได้นะครับ อยากซื้อเท่าไรก็ได้ อีกทั้งยังสามารถดัดแปลงการซื้อให้ถี่ขึ้นได้อีกด้วย เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องขั้นต่ำ