7thLTG

The Seven Thailand Long-term Growth Fund (7thLTG)

“In Search of Worry-free Investment Strategies”

เนื่องด้วยผมมีความตั้งใจจะอุทิศทรัพยากรของผมส่วนหนึ่งให้กับการค้นหาวิธีลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร (above average returns)  และต้องง่ายพอที่ average person จะสามารถปฏิบัติได้เอง ผมจึงสร้างพอร์ตลงทุนอันหนึ่งขึ้นมาให้ชื่อว่า The Seven Thailand Long-term Growth Fund หรือ 7thLTG เพื่อการนี้ครับ

เป้าหมายของผมคือการค้นหาวิธีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่

  1. ให้ตอบแทนเฉลี่ยสะสมเกิน 10% ต่อปี และ/หรือเอาชนะดัชนี SET50 ได้ในระยะยาว (อาจจะไม่สูงมากก็ได้แต่อย่างน้อยคุ้มค่ากับความเสี่ยงและ effort ที่ลงไป)
  2. average person ต้องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก
  3. ไม่ต้องติดตามข่าวหรือตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด (เพื่อให้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ให้เราทำงานให้เงิน)

วิธีนี้ไม่ได้เน้นการ maximize ผลตอบแทน แต่เน้นการทำให้ผลตอบแทนให้ดีพอสมควรโดยไม่ต้องใช้ effort มาก

นโยบายการลงทุน

คัดเลือกหุ้นไทยจำนวน 7 ตัว ที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้

  1. เป็นกิจการที่ยังเติบโตได้อีกมากในระยะยาว (ข้อนี้ขาดไม่ได้)
  2. ต้องเป็นบริษัทที่ established แล้วพอสมควร (ไม่เจ๊งไปง่ายๆ ใน 15 ปีเสียก่อน)
  3. ไม่อยู่ใน sector เดียวกันเกิน 3 ตัว

กองทุนจะลงทุนในหุ้น 7 ตัวนี้เท่านั้น โดยรายชื่อสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อเห็นว่าหุ้นนั้นไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้ออีกต่อไป หรือไม่สามารถเทรดได้อีก (โดนควบรวม โดนถอน โดยแขวน ไร้สภาพคล่อง ฯลฯ)

ในการลงทุนจะซื้อหุ้นทั้ง 7 ตัว ทุกวันที่ 25 ของเดือน ตัวละ 3,000 บาท (ปัดลงให้เศษหุ้นลงตัว) เป็นเงินรวม 21,000 บาทต่อเดือน ซื้อไปเรื่อยๆ ทางเดียวจนกว่าจะครบ 15 ปี และจะสรุปผลเมื่อครบกำหนด 15 ปีแล้วเท่านั้น

เมื่อใดที่มีหุ้นตัวใดมีมูลค่าใหญ่เกิน 30% ของพอร์ต หุ้นตัวนั้นจะโดนหยุดซื้อชั่วคราวจนกว่าจะไม่เกิน (เอาเงินในเดือนนั้นเฉลี่ยไปซื้อตัวอื่นๆ ที่เหลือแทน) เพื่อลดการผูกพอร์ตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากไป

หลักการและเหตุผล

ทำไมเลือกหุ้นด้วยการมองการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก : เพราะผมได้ตรวจสอบมาแล้วว่าหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทยเป็นหุ้นที่ถือยาวแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงได้จริงๆ และสูงกว่าหุ้นแนวอื่น

มูลค่าตลาดของหุ้นคุณค่าเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี

Value Stock

ปี 1996 ปี 2008
SSC 9,672 2,047
SAUCE 3,312 4,392
EGCO 36,400 36,062
SCC 96,960 123,600

มูลค่าตลาดของหุ้นเติบโตเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี

Growth Stock

ปี 1996 ปี 2008
BIGC 7,375 30,656
CPN 8,900 31,157
SEED 570 1,894
PTTEP 114,700 353,858

ปี 1996 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1200 จุด ส่วนปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 400 จุด จะเห็นได้ว่าต่อให้ซื้อหุ้นในปีที่ตลาดหุ้นฟองสบู่ แต่ถ้าถือไว้เป็นระยะเวลาที่นานมากพอ แม้จะขายออกในปีที่มีวิกฤต หุ้นเติบโตก็ยังให้ผลตอบแทนที่งดงามและมากกว่าหุ้นคุณค่า เพราะฉะนั้น หุ้นที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวจึงได้แก่หุ้นเติบโต ไม่ใช่หุ้นคุณค่าหรือหุ้นปันผลอย่างที่เข้าใจกัน ถ้าหากเข้าใจตรงนี้ได้ หุ้นไทยก็สามารถถือยาวได้ครับ ต่อให้เจอวิกฤตก็ไม่น่ากลัว

ส่วนหนึ่ง ที่ผมสร้างพอร์ตนี้ขึ้นมาก็เพื่อต่อสู้กับความเชื่อที่ว่า “หุ้นไทยถือยาวไม่ได้” และ “หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวคือหุ้นปันผล” ซึ่งผมมองว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ผมเชื่อว่า หุ้นไทยถือยาวได้แต่ต้องถือหุ้นเติบโตเท่านั้น ครับ

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า วิธีนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ maximize return แต่เป็นการค้นหาวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด เฝ้าตลาดน้อยที่สุด แล้วยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นทุนด้วย ตามคอนเซ๊ปต์ให้เงินทำงานให้เรา มิใช่ให้เราทำงานให้เงิน ผลตอบแทนอาจไม่สูงสุด แต่มีเวลาสำหรับด้านอื่นๆ ของชีวิต

สำหรับหุ้น 7 ตัวแรกที่จะเริ่มลงทุนในวันที่ 25 กันยายน 2552 เป็นต้นไปมีดังนี้

หุ้น เหตุผลที่เลือก ณ ขณะนั้น
ADVANC Mobile Lifestyle กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตัวนี้มีความพร้อมที่สุดในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์
BANPU มีแผนการเติบโตที่เห็นได้ชัดเจน ผู้บริหารมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ
BGH รองรับ aging economy ผู้บริหารมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตไปเรื่อยๆ เช่นกัน
CPALL มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เครือข่ายแข็งแกร่งมาก กำลังเป็นเรือธงลำใหม่ของเจ้าของ
CPN มีแผนขยายสาขาที่ชัดเจน เป็นห้างสามัญประจำบ้านที่จะอยู่คู่คนไทยไปอีกนาน
MINT มีแผนขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ แคร์ความคาดหวังของผู้ถือหุ้น เครือข่ายใหญ่พอที่จะไม่ตายไปง่ายๆ
PS มีจุดแข็งที่ชัดเจนทำให้สามารถเติบโตด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ แม้ในเวลาที่ตลาดไม่โตก็ตาม

จะเห็นได้ว่าเป็นการมอง Big Picture เป็นหลัก ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ไม่ต้องรู้บัญชีมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมองอนาคตพลาด เพราะต้องมีพลาดบางตัวอย่างแน่นอน แต่เรามีตั้ง 7 ตัว จะไปกลัวอะไร เราต้องการภาพรวมดี ถ้าการลงทุนคือการทำธุรกิจ มีนักธุรกิจคนไหนบ้างที่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะต้องประสบความสำเร็จตอนเริ่มต้นทำธุรกิจครับ อีกอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้ว ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอใครเลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้งเลยครับ (นอกจากคนที่ชอบ claim ว่าตัวเองเลือกถูกแต่ตัวที่ผ่านไปแล้ว แต่พวกนี้พอให้เลือกไปข้างหน้า ไม่เห็นจะเลือกถูกเลย) ที่จริงแล้ว ผมว่าคนที่เก่งมักเป็นคนที่เวลาเลือกผิดแล้ว เขามักขาดทุนไม่มาก เพราะว่าไม่ดันทุรัง ส่วนเวลาเลือกถูกก็กล้า let profit run มากกว่า

จะสังเกตได้ว่า ผมออกแบบวิธีการนี้ให้พึ่งพาทักษะเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือ ทักษะในการเลือกหุ้น ไม่ต้องใช้ทักษะในการกระจายหุ้น วัดมูลค่าหุ้น หรือ market timing เลย จึงเป็นวิธีที่ง่ายมาก นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการจะได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดต้องอาศัย market timing เป็นสำคัญ (ซื้อก่อนลง ขายก่อนขึ้น) แต่ถ้าสังเกตดูกองทุนรวมในบ้านเราทุกวันนี้ มี managed fund ที่ไม่จ่ายปันผลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีกองทุนไหนมี NAV สูงเท่ากับ TMBSET50 ได้เลย แสดงว่าที่จริงแล้ว market timing อาจช่วยทำให้ชนะตลาดในระยะสั้นได้บ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว มันคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแพ้กองทุนที่เลียนแบบดัชนี การที่ผู้จัดการกองทุนพยายามซื้อๆ ขายๆ จะทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ในระยะยาวและพ่ายแพ้กองทุนเลียนแบบดัชนีในที่สุด โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า การเอาชนะตลาดในระยะยาวต้องอาศัยการ Focus มากกว่า ซึ่งหมายถึง การลงทุนในหุ้นจำนวนน้อยตัวกว่าตลาด โดยคัดเลือกตัวที่คิดว่าน่าจะเติบโตดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งเป็นวิธีที่ชนะตลาดในระยะยาวได้ง่ายกว่าการพึ่ง Market Timing ครับ

คำเตือน : 7thLTG เป็นเพียงแค่การทดลองที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล (กว่าจะรู้ผลก็อีก 15ปี) ผมจึงไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ ถ้าใครทำตามแล้วเจ็งก็เป็นความผิดพลาดของผู้นั้นเองที่รู้ว่าวิธีการที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แต่นำไปใช้

บทความที่ควรอ่านประกอบ

สถานะของพอร์ต

First Year : 24 Sep 2010 ATC

Second Year : 23 Sep 2011 ATC   ประวัดิการปรับเปลี่ยน “Buying List”

25/9/09 ADVANC, BANPU, BGH, CPALL, CPN, PS, MINT
24/9/10 PTTEP, BANPU, BGH, CPALL, CPN, PS, MINT
24/3/11 BANPU, BANPU, BGH, HMPRO, CPN, PS, MINT
25/5/12 BANPU, BGH, CPN, DCC, HMPRO, MINT, PS

ประวัติการ Cash-out

Date Ticker No_of_Share Price Cost
14/09/2010 ADVANC 100 98.5 88.283
14/09/2010 MINT-W4 200 2.46 XM 30/04/10
14/09/2010 MINT-W4 18 2.08 XM 30/04/10
24/04/2012* CPALL 1,814 69.99 27.99
24/04/2012* PTTEP 275 174 149.72

* proceeds to be reinvested on 25/05/2012

ประวัติการรับเงินปันผล

ผลการดำเนินงานสะสม 

7thLTG Asset Value (Baht)

* Cost คือ เงินซื้อหุ้นทั้งหมดสะสม หักด้วยต้นทุนของตัวที่เคยขายออก (ถ้ามี)

* Profit คือ ส่วนเกินทุนของมูลค่าหุ้นในพอร์ต บวกด้วยเงินปันผลสะสม บวกด้วยกำไรจากการขายหุ้น (ถ้ามี)

* TDEX ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 7thLTG

เงินปันผลสะสม (ณ สิ้นปีที่ 2) * รวม gain of sales
17,987.52 บาท
ข้อควรทราบ
  • 7thLTG ออกแบบมาให้พอร์ตเติบโตได้มากที่สุดในระยะยาว แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้ผันผวนน้อยกว่าตลาดในระยะสั้น
  • 7thLTG ออกแบบมาให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตดี แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้หุ้นทุกตัวในพอร์ตต้องได้ผลตอบแทนดีหมดทุกตัว

1,680 Responses to 7thLTG

  1. Dekisugi says:

    งั้นก็กำไรแล้วสิครับ ยินดีด้วยครับ คุณดีตรงที่ พอเห็นหุ้นลงมากๆแล้ว ยังซื้อเฉลี่ยต่อไป ไม่เลิกล้มไปก่อน หาไม่แล้ว ตอนขาขึ้น คุณจะไม่ได้กลับมาแบบนี้ เพราะตอนหุ้นถูกไม่ได้ซื้อ

    วินัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ

    พอร์ต 7thLTG ก็เหมือนกัน การลงทุนที่ยาวนานถึง 15 ปี แน่นอนว่า วันข้างหน้าจะต้องเจอช่วงตลาดเกิดวิกฤตอีกแน่นอน ถึงเวลานั้น จะเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะวัดใจว่า เราจะมีวินัยซื้อต่อไปอีกหรือไม่ ถ้ากลัวแล้วหยุดซื้อไปในช่วงเวลานั้นจะน่าเสียดายมาก เพราะจริงๆ แล้วช่วงเวลานั้นน่าซื้อมากที่สุด

    วินัยๆๆๆ

  2. onemoretry says:

    ใส่วันที่ผิดค่ะ ครบสองปี เป็นวันที่ 13/11/52 นะคะ

  3. onemoretry says:

    Average Person (หรืออาจจะเคยเป็น absolute idiot ก็ได้ 555) มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังค่ะ

    ตอนที่เริ่มเล่นหุ้นใหม่ๆ ก็ได้ยินเรื่องวิธีคิดแบบซื้อเฉลี่ยเหมือนกัน แต่ไม่สนใจค่ะ เพราะคิดว่าแบบนั้นผลตอบแทนไม่น่าสนใจ เล่นบ้าง ดูเฉยๆ บ้างอยู่สองสามปี เห็นมันขึ้น ไม่ขาย ลงไม่ขาย ขึ้นไม่ขาย ลงไม่ขาย ขึ้นไม่ขาย สุดท้ายลง ขายแล้วกัน แล้วมันก็ขึ้น อะไรทำนองนั้น

    เสียค่าเรียนไปพอสมควร จนสุดท้ายก็ทิ้งพอร์ตไว้เฉยๆ คือไม่รู้จะทำไงกับมันดี ไม่ว่าขึ้น หรือลง ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี กะว่าเอาไว้ให้ลูกดูต่อแล้วกัน

    พอไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยหันมาทดลองซื้อเฉลี่ยดู ตั้งใจว่าจะลองสักสองปี ดูว่าจะเป็นยังไง ก็เลยเริ่มซื้อกองทุนของทหารไทยเมื่อสองปีที่แล้ว ซื้อเฉลี่ยหลายกองอีกตะหาก แต่จะเอามาให้ดูเปรียบเทียบ 3 กองแล้วกันนะคะ คือ JB25, TMB50DV และ TMBGOLD

    D-Day ที่เริ่มซื้อคือ 15/11/50 Set Index = 855

    ซื้อเดือนละ 3500 บาท เท่ากันทุกกอง

    วันที่ 14/11/51 ครบ 1 ปี Set Index = 429

    JB25 มีมูลค่า 25,538 และ TMB50DV = 23,759 (จากเงินลงทุน 42,000)
    TMBGOLD = 40,737 (จากเงินลงทุน 45,500)

    ตลอดปีเห็นแต่สีแดง แต่ตั้งใจว่าเราจะลองสองปี เราก็ต้องลองให้จบ ก็ลองต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ

    วันที่ 13/1/52 ครบ 2 ปี Set Index = 698

    JB25 มีมูลค่า 110,475.29 และ TMB50DV = 109,604.83 (จากเงินลงทุน 97,000)
    TMBGOLD = 120,529.41(จากเงินลงทุน 100,500)

    พอน้องสาวส่ง link นี้ มาให้อ่านก็เลยไม่ลังเลค่ะ ร่วมทดลองไปด้วยแล้ว ถ้าอึดถึง 15 ปี ว่าจะเอาเงินไปเที่ยวรอบโลกซะเลย :)

  4. tanateyupa says:

    สนุกดีผมชอบ 7thLTG มากเลยครับ แต่ผมว่า ปีนึง เปิดซัก สี่ครั้งก็พอนะ เหมือน รายไตรมาส

  5. Dekisugi says:

    ผมมี Guideline ในการเลือกหุ้นสำหรับ 7thLTG อยู่แล้วคือ “เลือก established firm ที่ธุรกิจยังมีโอกาสโตไปได้อีก ตามความคิดของคุณเอง และไม่เลือกหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันมากเกินไป”

    แต่สมมติว่า คุณไม่ได้เลือกหุ้นตาม Guideline นี้แต่เลือกตามความชอบส่วนตัวของคุณ ประมาณว่าใช้อารมณ์ส่วนตัวสุดๆ (ซึ่งผมคิดว่าหลายคนเลือกหุ้นแบบนี้) ผมก็ยังคิดว่า ทำได้ ครับ เหตุผลก็คือ เวลาที่คุณเลือกหุ้นอย่างนั้น แม้คุณจะไม่ได้เลือกหุ้นที่ดีที่สุดมา แต่คุณก็จะเลือกหุ้นที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว (ผมออกแบบวิธีนี้มาสำหรับ average person ไม่ใช่ absolute idiot นะครับ กรณีหลังนั้นผมไม่รู้วิธีจะช่วยยังไงเหมือนกัน) และการบังคับให้คุณเลือกหุ้นมากถึงเจ็ดตัว จะทำให้ผลงานของคุณจะถูกจำกัดโดยผลตอบแทนของตลาดโดยรวมในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าคุณเลือกหุ้นไม่เก่ง ผลตอบแทนโดยรวมก็จะไม่ได้แพ้ตลาดมากนัก ต่างกับวิธีลงทุนที่ให้เลือกหุ้นแค่ 1-3 ตัว ซึ่งวิธีอย่างนั้นอาจได้ผลตอบแทนมากกว่าสำหรับเซียน แต่ถ้าพลาดจะแพ้ตลาดอย่างรุนแรงด้วย (outliners)

    อีกประการหนึ่ง คนที่เลือกตาม guideline ผมจริงๆ และเลือกได้เก่งมาก สุดท้ายแล้วก็จะต้องมีบางตัวที่ไม่สมหวังอยู่ด้วยเสมอ เพราะหุ้นเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ด้วยค่อนข้างมาก ในขณะที่ บางคนที่เลือกหุ้นไม่เก่งก็จะมีบางตัวที่ได้ผลตอบแทนดีเกินความคาดหมายมากด้วยเหมือนกันถ้าบังเอิญปัจจัยภายนอกมาช่วย ฉะนั้นผลตอบแทนของคนที่เลือกหุ้นเก่งและไม่เก่งจะไม่ได้ทิ้งห่างกันอย่างผิดหูผิดตา โดยวิธีนี้ คนที่รู้ตัวว่าเลือกหุ้นไม่เก่ง ก็ควรใช้ probability ให้เป็นประโยชน์ด้วยการเลือกหุ้นเยอะตัวหน่อย เพื่อให้ผลงานของเราเกาะๆ ตลาดไป ถ้ามั่นใจว่าเลือกเก่งก็อาจจะลดจำนวนตัวลงมาหน่อยได้ ส่วนถ้าใครไม่อยากพึ่งพาการเลือกหุ้นเลย ก็ซื้อเป็น index ไปเลยก็ได้

    การลงทุนในหุ้นทุน เป็น probabilitic in nature ครับ พวกเราเคยชินกับการทำงานอย่างอื่นมากเกินไป ทำให้กังวลมากเกินไปว่าจะผิดพลาดไม่ได้เลย ซึ่งเป็นความกังวลที่ไม่จำเป็น

  6. อาท says:

    TYONG,N-PARK,FIN1,KMC,BLAND,BBC,SECC,PICNIC

    คิดปายด้ายยยย 55555+

    “เอฟซี บาร์เซโลน่า” เป็นทีมที่เล่นบอลด้วยระบบมากกว่าตัวบุคคล แต่ต่อให้ระบบดียังไง ถ้าเอานักเตะทีมชาติมัลดีฟส์ 11 คน ไปสวมเสื้อบาร์ซ่าลงสนาม จริงอยู่ว่าคงไม่ได้แชมป์แน่นอน

    แต่จะคิดทำไมล่ะ ในเมื่อไม่มีโค้ชคนไหนจะทำยังงั้น!!

  7. Dekisugi says:

    ที่จริงไม่ได้ลงทุน 3.7 ล้านนะแต่ลงทุนน้อยกว่านั้นมากๆ เพราะเงิน 3.7 ล้านทั้งจำนวนไม่ได้จมอยู่ในพอร์ตตั้งแต่วันแรก แต่เป็นการทยอยเข้ามา ปีละสองแสนเท่านั้น เงินส่วนที่ยังไม่ได้เอามาลงนั้นยังสามารถเอาไปหาผลประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมาก ฉะนั้นจึงไม่เหมือนกันการลงทุน 3.7 ล้านบาท จะคิดอย่างนั้นไม่ได้ อย่างผ่านไปห้าปีแรก เงินที่ลงไปยังแค่ล้านกว่าบาทเท่านั้นเอง

    เรื่องตัวหุ้นที่ว่ามานี่คุณเอา extreme เคสมาพูดนี่ครับ คนที่ไม่รู้ว่าหุ้นทั้ง 7 ตัวที่ว่ามานี้เป็นหุ้นปั่น แถมยังเลือกทั้ง 7 ตัวนี้พร้อมๆ กันอีกด้วย จะมีอยู่ในโลกนี้ด้วยเหรอครับ โอกาสมันน้อยกว่าการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 อีกนะครับ (r/500)^7 เมื่อ r = จำนวนหุ้นปั่นในตลาดหุ้นไทย

  8. bbendum says:

    FV=A(((1+0.1)^(180/12)-1)/(0.1/12))
    ได้ 8,006,665
    ลงทุนไป 3,780,000 กำไร 4,226,665

    พี่โจ๊กครับ สงสัยว่าการซื้อแบบ DCA แบบนี้ เหมาะกับ Average People จริงหรือครับ
    เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเลือกหุ้นให้ถูกก่อน 7 ตัว เกิดเราเลือกผิด
    สมมุติว่าเราเลือกได้อย่าง TYONG,N-PARK,FIN1,KMC,BLAND,BBC,SECC,PICNIC
    เพราหุ้นเหล่านี้ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นหุ้นที่ดูมีอนาคต ความมั่นคงดี และก่อตั้งมานาน แต่สุดท้ายก็….
    แบบนี้ เราน่าจะเลือกลงทุนในกองทุนเลียนแบบดัชนีจะเหมาะกับ Average People มากกว่าหรือเปล่าครับ

  9. Dekisugi says:

    FV(10%,15,252000,0) = 8006665 นะครับ

    FV(10%/12, 180, 21000,0) ก็ได้ จะใกล้เคียงกัน

    แล้วแต่ว่าจะ annualized หรือไม่

  10. says:

    ผมคิดว่าเป็นเพราะผมบวกดอกเบี้ยของปีสุดท้ายเข้าไปด้วยอ่ะ เลยได้เยอะกว่า ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้ถูกเปล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>