
ฮิตเลอร์เป็นชาวเยอรมันที่เกิดในออสเตรีย ในวัยเด็กฮิตเลอร์มักถูกบิดาอารมณ์ร้ายทุบตีอยู่เสมอ ฮิตเลอร์ไม่เรียนหนังสือและต้องการจะเป็นจิตรกรเพื่อเป็นการต่อต้านบิดาของตน เขาพยายามสมัครเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะแต่ได้รับการปฏิเสธโดยโรงเรียนให้ความเห็นอย่างเป็นทางการว่า ฮิตเลอร์ไม่มีแววเป็นนักวาดภาพอย่างยิ่ง ควรจะลองไปเป็นสถาปนิกมากกว่า ฮิตเลอร์เชื่อตามคำแนะนำนั้นและพยายามสอบเข้าโรงเรียนสอนสถาปัตย์แต่เนื่องจากพื้นฐานการศึกษาที่ไม่พอ ทำให้ฮิตเลอร์ไม่สามารถสอบเข้าได้ เขากลับไปสอบเข้าโรงเรียนวาดเขียนอีกครั้ง แต่ก็สอบไม่ได้อีก ในเวลานั้น แม่เขาเสียชีวิตพอดี ฮิตเลอร์หมดตัว กลายเป็นคนไร้บ้าน เขาเริ่มพัฒนาความคิดรังเกียจยิวขึ้นมาโดยได้รับอิทธิพลจากนักคิดหลายคน
ต่อมาฮิตเลอร์ได้รับบ้านเป็นมรดกจากพ่อจึงย้ายไปอยู่เยอรมัน และถือโอกาสหนีทหารที่ออสเตรียไปด้วยในตัว ที่เยอรมัน ฮิตเลอร์เริ่มมีความคิดนิยมชาติเยอรมันขึ้น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮิตเลอร์ก็สมัครเข้าเป็นทหารเยอรมันในตำแหน่งพลล่อกระสุนซึ่งเป็นหน้าที่ที่อันตรายมาก วีรกรรมของเขาทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญมากมาย แต่ก็ไม่ได้เลื่อนยศเลย เนื่องจากผู้บังคับบัญชาของเขามองว่า เขาไม่มีสัญชาติเยอรมัน ครั้งหนึ่งพลทหารฮิตเลอร์เข้าไปหลบในหลุมหลบภัย มีกระสุนปืนใหญ่ของอังกฤษตกเข้าไปในหลุม ทำให้คนในหลุมตายเกือบทั้งหมด แต่เขาโชคดีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด (แต่เป็นโชคร้ายของชาวโลก) และทำให้เขามีรอยแผลเป็นที่ใต้ดวงตาไปตลอดชีวิต
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฮิตเลอร์เข้าร่วมลัทธิชาตินิยมเยอรมัน ซึ่งเชื่อว่า ยิว คอมมิวนิสต์ และนักการเมือง เป็นต้นเหตุให้เยอรมันแพ้สงคราม แต่กลับร่วมอาหารค่ำกับชาวยิวอยู่เสมอเพื่อพยายามขายภาพเขียนของเขา ต่อมาเขาได้เข้าร่วมพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่งชื่อ DAP ในมิวนิค ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมที่ต่อต้านยิว คอมมิวนิสต์ และทุนนิยม ที่นี่เขาได้มีโอกาสแสดงพรสวรรค์ในการปราศรัยของเขาออกมาจนได้รับตำแหน่งที่สำคัญในพรรค ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนหนึ่งได้สอนให้ฮิตเลอร์รู้จักการแต่งตัวและวางมาดต่อหน้าผู้ชน ต่อมาพรรคก็ได้รับความนิยมมากขึ้น และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น พรรคนาซี ฮิตเลอร์ลาออกจากราชการทหารแล้วหันมาเป็นสมาชิกพรรคเต็มตัว เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวหลักในการปราศรัยให้กับพรรคในโอกาสสำคัญต่างๆ
ช่วงหนึ่งฮิตเลอร์ต้องย้ายไปอยู่เบอร์ลินเพื่อช่วยปราศรัยทำให้เขาห่างจากการบริหารพรรคไปและทำให้คนกลุ่มใหม่เข้ามามีอำนาจในพรรคมากขึ้นแทนซึ่งเป็นพวกที่ฮิตเลอร์มองว่าหยิ่งยโส ฮิตเลอร์กลับมามิวนิคเพื่อต่อรองด้วยการขอลาออกจากพรรค ทุกคนในพรรครู้ดีว่าถ้าขาดมือปราศรัยอย่างฮิตเลอร์ไป พรรคนี้ก็ไม่เหลืออะไรเลย ฮิตเลอร์ต่อรองว่าถ้าจะให้กลับมาจะต้องให้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับตน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจมากและร่อนใบปลิวโจมตีฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ตอบโต้ด้วยการฟ้องหมิ่นประมาทและชนะคดี ทำให้เขาได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ฮิตเลอร์กลับสู่พรรคนาซีอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย เขาได้ใจมากและคิดแผนจะทำรัฐประหาร โดยได้รับการหนุนหลังแบบลับๆ จากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลด้วย เขาปลุกระดมมวลชนให้เดินขบวนเข้าไปยึดที่ทำการรัฐบาลซึ่งลอกเลียนวิธีการมาจากมุสโสลินี แต่การรัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว ฮิตเลอร์หนีไปและพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ เขาถูกจับขึ้นศาล ในช่วงที่ต่อสู้คดีนั้น เขามีโอกาสได้ปราศรัยหลายครั้งว่าเขาถูกรังแกและทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงในระดับประเทศและเริ่มได้คะแนนสงสารจากประชาชนไปไม่น้อย ศาลตัดสินให้ฮิตเลอร์ถูกจำคุก 5 ปี
เมื่อพ้นโทษ ฮิตเลอร์ถูกศาลสั่งห้ามปราศรัย แต่เขาก็ยังดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างอื่นต่อไป เขาสร้างความเป็นปึกแผ่นในพรรคขึ้นมาใหม่ด้วยการค่อยๆ กำจัดศัตรูออกไปทีละคน เขาชูนโยบายใหม่ให้คนเยอรมันหันมาเกลียดชังคนยิว แต่นโยบายนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะชาวเยอรมันฟังแล้วไม่ชอบและทำให้พรรคนาซีได้รับเลือกตั้งน้อยมาก
แต่แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 1929 คนเยอรมันลำบากมาก ฮิตเลอร์เปลี่ยนไปชูนโยบายใหม่ให้คนเยอรมันลุกฮือขึ้นขัดขืนสนธิสัญญาแวร์ซายน์ที่บังคับให้เยอรมันจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ประเทศที่ชนะสงครามซึ่งเป็นสัญญาที่ทำให้คนเยอรมันต้องมีชีวิตที่ยากลำบากมาก ครั้งนี้นโยบายใหม่ได้ผลอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความสามารถเฉพาะตัวที่หาตัวจับยากของฮิตเลอร์ในการจูงใจฝูงชน ทำให้ชาวเยอรมันเริ่มคล้อยตาม ฮิตเลอร์ใช้วิธีพูดให้คนเยอรมันคลั่งชาติด้วยการบอกว่าเยอรมันคือชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพยายามพูดเชื่อมโยงให้คนเยอรมันรังเกียจยิว และคอมมิวนิสต์ โดยกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของความยิ่งใหญ่ของชาติเยอรมัน ชาวเยอรมันเริ่มเกิดความรู้สึกชาตินิยมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และทำให้พรรคนาซีได้ที่นั่งในสภามากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงนั้น ความนิยมของพรรคอันดับหนึ่งเริ่มเสื่อมเพราะปัญหาเศรษฐกิจจนต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ก็ไม่อาจคุมพรรคร่วมรัฐบาลให้อยู่ในแถวได้ จนนายกรัฐมนตรีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คนเยอรมันเริ่มเบื่อหน่ายกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และเริ่มมองว่า รัฐบาลที่มีลักษณะเผด็จการอย่างนาซีน่าจะเหมาะกับประเทศมากกว่า พรรคนาซีจึงยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก จนกระทั้งได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากพรรคอันดับหกกลายเป็นพรรคอันดับสอง พรรคการเมืองอันดับหนึ่งพยายามหยุดความสำเร็จของพรรคนาซีด้วยการฟ้องศาลว่า พรรคนาซีมีที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ในช่วงนั้นฮิตเลอร์ปราศรัยตอบโต้หลายครั้งและได้ใจจาก ฝ่ายทหาร ชาวนา และชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังลำบากจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา พรรคนาซีได้เสียงมากอย่างถล่มทลาย จนพรรคอันดับหนึ่งรู้ดีว่า ไม่มีทางจัดตั้งรัฐบาลได้ถ้าพรรคนาซีไม่ร่วมรัฐบาลด้วย จึงเสนอให้ฮิตเลอร์เป็นรองนายกฯ แต่ฮิตเลอร์ยื่นคำขาดว่าขอเป็นนายกเท่านั้น รัฐบาลจึงไม่สามารถจัดตั้งได้สักที มีการย้ายขั้วกลับไปกลับมาระหว่างพรรคต่างๆ หลายครั้งจนในที่สุดพรรคอันดับหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเสนอของฮิตเลอร์โดยจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีฮิตเลอร์เป็นนายกขึ้น
เมื่อฮิตเลอร์ได้เป็นนายกแล้ว ฮิตเลอร์ก็ต้องการจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ จึงใช้อำนาจรัฐทุกวิถีทาง ในการกำจัดพรรคการเมืองอื่นๆ ฮิตเลอร์วางกติกาใหม่เพื่อให้พรรคการเมืองอื่นขาดคุณสมบัติไปเรื่อยๆ ฮิตเลอร์วางแผนเผารัฐสภาแล้วอ้างว่า พวกพรรคคอมมิวนิสต์เป็นคนทำ ประชาชนจึงสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้พรรคนาซีสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองสำเร็จโดยมีพรรคชาตินิยมอื่นๆ เป็นพรรคร่วม สภาแต่งตั้งให้ฮิตเลอร์เป็นผู้นำเด็ดขาดของประเทศ หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ก็ประกาศเพิกถอนสิทธิส่วนบุคคลที่รัฐให้ไว้แก่ชาวเยอรมันและประกาศให้ยุบพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดเหลือไว้แต่พรรคนาซีพรรคเดียวเพื่อให้ชาติเยอรมันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อฮิตเลอร์ครอบครองเบ็ดเสร็จในเยอรมันไว้ได้ทั้งหมดแล้ว ฮิตเลอร์ก็เดินหน้าล้างสมองให้คนเยอรมันคลั่งชาติ ในที่สุดชาวเยอรมันก็สนับสนุนให้ฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวและโจมตียุโรปเพื่อความยิ่งใหญ่ของชาติเยอรมัน และกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด
Pingback: Tweets that mention Dekisugi.net » Blog Archive » 0163: อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ -- Topsy.com
อิิอิ ขอบคุณที่เอามาให้อ่านน่ะครับ
Idol เลย เอิ๊กๆๆๆๆ
อ่านแล้วเพลินดีค่ะ ไว้มาเขียนอีกเยอะๆนะคะ จะติดตามค่า
ps. Have no idea about history
ไม่มีใครบอกครับ เพราะตัวเองก็ปวดตาเหมือนกัน เลยต้องเปลี่ยน (แก่แล้ว 555+)