0105: การศึกษา

reproduction of Munch's  

ผมเคยเขียนเรื่อง Externality เอาไว้ บอกว่า ทุนนิยมไม่ชอบให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาด ยกเว้น เรื่องที่มี Externality ที่เด่นชัดเท่านั้น ตัวอย่างแรกที่ผมเคยยกไปแล้วก็คือเรื่องมลภาวะ ตัวอย่างที่สองที่ผมจะยกในครั้งนี้ก็คือเรื่อง การศึกษา ครับ

การศึกษามี Externality เพราะการที่พลเมืองหนึ่งคนมีการศึกษาสูงขึ้น ไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์กับตัวพลเมืองคนนั้นเท่านั้น (ความสามารถในการหารายได้สูงขึ้น) แต่ส่วนรวมก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย (บริษัทหาคนงานมีคุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น อาชญากรรมลดลง ฯลฯ) ดังนั้น ถ้าการบริโภคการศึกษาของประชากรยังไม่มากเท่าที่ควร รัฐบาลอาจเข้ามาแทรกแซงตลาดการศึกษาด้วยการเร่งให้คนบริโภคความรู้มากขึ้นกว่าในกรณีที่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนรวมก็มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่าต้นทุนที่รัฐบาลใช้ไปในการอุดหนุนการศึกษา

สมัยที่ผมยังเรียนชั้นประถม รัฐบาลไทยแทรกแซงตลาดการศึกษาอย่างมากโดยเน้นเรื่องการสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษาเป็นหลัก (ไม่เน้นการพัฒนา) รัฐบาลไทยมองว่า โรงเรียนของรัฐฯ เสียเปรียบโรงเรียนเอกชนเป็นอย่างมาก เพราะระบบราชการที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ใส่เงินลงไปเท่าไรก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหมด ดังนั้นทางเดียวที่จะช่วยลดช่องว่างได้คือการชะลอการพัฒนาของโรงเรียนเอกชนไว้ไม่ให้เร่งตัวเกินไป รัฐบาลใช้วิธีกำหนดเพดานค่าเทอมของโรงเรียนเอกชน เมื่อโรงเรียนเอกชนมีเงินไม่พอก็จะพัฒนาได้ช้า มาตรฐานของโรงเรียนรัฐฯ กับเอกชนก็จะไม่แตกต่างกันจนเกินไป เป็นการช่วยแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาระหว่างคนรวยกับคนจน

โรงเรียนเอกชนหลายแห่งพยายามดิ้นหนี้ด้วยการลักลอบเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยแทน เด็กที่พ่อแม่มีฐานะหน่อยอยากให้ลูกได้เรียนดีๆ ก็แอบส่งลูกไปเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งสมัยหนึ่งรัฐบาลก็เคยมีดำริที่จะกวาดล้างโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้เพื่อสร้างความเท่าเทียมกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังนำวิธีการจับฉลากมาใช้แทนการสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนจนกับคนรวยอีกด้วย (ให้ขึ้นกับดวงยังดีกว่าให้ขึ้นกับความสามารถ เพราะจะเกิดความเหลื่อมล้ำ) ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานับว่านโยบายเหล่านี้ของรัฐใช้ได้ผลดีเกินคาด เพราะจากการจัดอันดับสมรรถนะการศึกษาของไทยในเวทีโลกโดยสถาบัน IMD ประเทศไทยได้อันดับที่ 48 จากทั้งหมด 61 อันดับ แสดงว่านโยบายของรัฐบาลช่วยถ่วงการพัฒนาของโรงเรียนเอกชนไว้ได้มากทีเดียว     

แหะๆ รู้สึกว่าข้างต้นผมจะเขียนออกแนวประชดประชัดไปหน่อย แต่จุดประสงค์ของการเขียนเรื่องนี้ของผมก็คือ ผมอยากเสนอแนวคิดของ Milton Friedman เรื่องวิธีการอุดหนุนการศึกษาของภาครัฐฯ แนวทุนนิยมเอาไว้ให้ลองพิจารณากันดูบ้าง

Milton Friedman บอกว่า ถ้าหากรัฐต้องการแทรกแซงตลาดการศึกษา รัฐฯ ไม่ควรใช้วิธีอุดหนุน “โรงเรียน” แต่รัฐฯ ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีอุดหนุน “การเรียนหนังสือ” แทน หมายความว่า แทนที่จะเอาเงินภาษีไปอุดหนุนโรงเรียนของรัฐฯ เพื่อลดความได้เปรียบของโรงเรียนเอกชน รัฐน่าจะยกเลิกโรงเรียนของรัฐไปเลย แล้วปล่อยให้มีแต่โรงเรียนเอกชนอย่างเดียว จากนั้นก็ใช้วิธีแจกคูปองอุดหนุนค่าเล่าเรียนให้กับเด็กทุกคน แล้วให้เด็กเป็นคนเลือกเองว่า อยากเรียนโรงเรียนไหน วิธีนี้จะช่วยกดดันให้ “ทุก” โรงเรียนต้องพัฒนามาตรฐานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อดึงดูดคูปองอุดหนุนจากเด็กๆ ได้ การพัฒนาก็จะเกิดขึ้นมากกว่าเปรียบเทียบกับแบบเดิมที่ยังไงโรงเรียนของรัฐก็ต้องได้รับเงินอุดหนุน โรงเรียนของรัฐจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะถีบตัวเอง ในขณะเดียวกัน ถ้ารัฐต้องการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างคนจนกับคนรวยก็ให้ใช้วิธีให้คูปองแก่เด็กยากจนมากกว่าลูกเศรษฐีก็ได้  

คนที่ไม่ชอบระบอบทุนนิยมมักรับไม่ได้ที่จะปล่อยให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจไปหมด พวกเขาเห็นว่าทำอย่างนั้นแล้วประเทศชาติจะล่มจม แต่ในประเทศที่ยอมให้ตลาดการศึกษามีการแข่งขันได้อย่างค่อนข้างเสรีอย่างเช่นสหรัฐฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทั้งหลายให้กับมวลมนุษยชาติก็ล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของเอกชนแทบทั้งสิ้น  

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

13 Responses to 0105: การศึกษา

  1. ShijiemiS says:

    น่าสนใจดีคะ เป็นแบบนี้นี่เอง เคยสงสัยเรื่องนี้มานานเหมือนกันคะ ว่ารัฐเค้ากำลังทำอะไรกันอยู่ประโยชน์ของมันคืออะไรทำแล้วได้ผลยังไง แล้วตอนนี้ก็เริ่มสงสัยและอยากรู้เรื่องของแนวคิด มหาลัยนอกระบบ เหมือนกันคะว่าเค้ามีแนวคิดยังไง ทำเพื่ออะไร ประโยชน์ของมันคืออะไร แล้วใครคือคนที่ได้ประโชยน์นั้น ไว้เขียนเมื่อไหร่จะตามมาอ่านอีกทีนะคะ สนใจอ่านเรืองราวแบบนี้เช่นกันคะ ตอนนี้กำลังมุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนจริงๆไม่ใช่แค่ให้ความรู้อย่างเดียว :P

  2. mk41 says:

    ผู้นำประเทศคงประชุมกันก่อนมีนโยบายประกาศใช้ คิดว่าเราก็รู้เกือบๆเท่ากับรัฐบาลคิด แต่ว่าCase ประเทศไทยในตอนนี้ ควรใช้แบบใหนจะเหมาะกว่ากันไม่ใช่วิธีที่ดีกว่ากัน ทุกวีธีมีข้อดีข้อเสียหมด แบบอเมริกาก็เห็นผลดี ประเทศเพื่อนบ้านเรานำมาใช้ก็ทำได้ดี แต่การเมืองเรามันไม่เหมือนเขา ดีที่สุดเอกชนต้องลองทำให้ดูสักตัวอย่างหนึ่งก่อน สรุป ต้องมีผู้นำเรื่องนี้อย่างจริงใจและ ทำให้เขาดูก่อน นี้ความเห็นของผมนะ

  3. terati20 says:

    ไม่ทราบใครรู้จัก โรงเรียนมหิดลนุสรณ์ บ้าง เป็นของม. มหิดล

    เด็กเก่งๆปัจุบันเเห่เข้า ไปเรียนโรงเรียนนี้กันมาก
    มีทุนให้นักเรียนด้วย เป็น model ที่น่าสนใจที่สามารถดูดคนไปเรียนได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>