0077: ระบอบทุนนิยม (2)

ระบอบทุนนิยมเชื่อว่าระบอบคอมมิวนิสต์นั้นไม่ได้ผลเพราะเป็นระบบที่ขาด “แรงจูงใจ” ในการผลิต

เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว มีหลายประเทศที่เปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ช่วงแรกๆ ประชาชนมีความสุขมากเพราะทุกคนได้รับการรับรองว่าจะมีข้าวกินทุกมื้ออย่างเท่าเทียม แต่หลังจากนั้นไม่เกินยี่สิบปีให้หลัง ประชาชนก็เริ่มเรียนรู้ว่า คนที่ผลิตมากกับคนที่ผลิตน้อยจะได้รับแจกผลผลิตเท่ากันเสมอ ดังนั้นทุกคนจึงมีแรงจูงใจที่จะทำงานน้อยลง อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมของประเทศที่เปลี่ยนเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ยี่สิบปีให้หลังถดถอยลงทุกประเทศ ประเทศจีนนั้นหนักกว่าเพื่อนหน่อย จีดีพี ถึงขั้นติดลบ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจำเป็นต้องโฆษณาชวนเชื่อด้วยการจัดฉากเอาผลผลิตจำนวนมากสุดลูกหูลูกตามากองรวมกันให้คนดูในทีวีทุกปีว่าระบอบคอมมิวนิสต์สามารถจัดเก็บผลผลิตจากคอมมูนได้มากขนาดไหน ทั้งที่จริงๆ แล้วเก็บได้น้อยลงเรื่อยๆ แต่มาตรการนี้ไม่ได้ผล แต่ละคอมมูนเห็นภาพในทีวีแล้วก็ประหลาดใจว่า ทำไมคอมมูนอื่นถึงส่งผลผลิตให้รัฐได้มากในขณะที่คอมมูนของตัวเองผลิตอะไรไม่ได้เลย แต่ทุกคอมมูนก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอยู่ดี เพราะถึงแม้เราผลิตไม่ได้แต่คนอื่นผลิตได้ เราก็จะได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตนั้นอยู่ดี ระบบคอมมิวนิสต์จึงทำให้ ทุกคนจนลงเรื่อยๆ อย่างเท่าเทียมกัน คนในสังคมบางส่วนที่ยินดีที่จะทำงานหนักเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่างพยายามลักลอบหนีออกจากประเทศซึ่งมีโทษถึงตาย

สิ่งหนึ่งที่ระบอบสังคมนิยมยอมให้มีไม่ได้โดยเด็ดขาดคือ “ภาคเอกชน” เพราะถ้ายอมให้มีภาคเอกชน ความเลื่อมล้ำทางสังคมจะเกิดขึ้นทันที ในยุคของสหภาพโซเวียดนั้น เวลาที่หลอดไฟในห้องครัวของคุณขาด คุณจะต้องทำเรื่องขอเปลี่ยนหลอดไฟจากรัฐบาลกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนกว่าที่รัฐบาลจะนำหลอดไฟดวงใหม่มาเปลี่ยนให้ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ไม่เห็นว่าจะต้องรีบร้อนไปเพื่ออะไร ทำงานมากขึ้นเงินเดือนก็เท่าเดิม คนที่ทนให้บ้านมืดสนิทตลอดสามเดือนไม่ได้มักลักลอบซื้อหลอดไฟจาก “ตลาดมืด” มาใช้แทน คนที่ขายหลอดไฟเหล่านี้ทำผิดกฎหมายที่เป็นภัยต่อระบบสังคมนิยมอย่างร้ายแรงเพราะลักลอบทำธุรกิจ พวกเขาจะได้กำไรจากการขายหลอดไฟและทำให้พวกเขามีฐานะที่ดีกว่าคนอื่นในที่สุด

แต่ระบอบทุนนิยมเห็นว่า “กำไร” นี่แหละคือสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้คนผลิต ผลผลิตของประเทศภายใต้ระบอบทุนนิยมจะสูงกว่าระบอบสังคมนิยม ในขณะเดียวกัน การปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันได้อย่างเสรี จะช่วยทำให้ไม่มีเอกชนคนไหนได้กำไรมากเกินไป เพราะคู่แข่งขันจะคอยผลิตแข่งเพื่อแย่งชิงกำไรนั้น ที่สุดแล้วระบอบทุนนิยมจะให้ผลผลิตได้มากกว่าในขณะที่มีการแข่งขันคอยป้องกันมิให้มีใครได้กำไรมากจนเกินไป ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยังจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิต แต่ผลผลิตที่มากกว่าทำให้ทั้งคนรวยและคนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

อันที่จริงระบอบเสรีนิยมก็เป็นอีกระบอบหนึ่งที่เห็นด้วยกับการใช้ตลาดเป็นผู้จัดสรรทรัพยากร แต่ระบอบทุนนิยมต่างกับเสรีนิยมตรงที่ ระบอบเสรีนิยมยังคิดว่าตลาดและรัฐบาลต้องประสานกันถึงจะดีที่สุด ในขณะที่ระบอบทุนนิยมเชื่อว่ายิ่งรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาดได้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น คราวต่อไปจะขอเอาระบอบเสรีนิยมกับระบอบทุนนิยมจะเจอกันหน่อยแบบตัวต่อตัว

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , . Bookmark the permalink.

12 Responses to 0077: ระบอบทุนนิยม (2)

  1. เบิร์ด รอง สว. says:

    สุขสันต์วันตรุษจีนครับ ซินเจียยูอี่ ซินนี้ฮวดใช้ เฮงๆ กิจการร้านหนังสือ และ อื่นๆ ก้าวหน้าๆ

    การจ่ายค่าตอบแทนแบบเงินเดือนข้าราชการนั้น ก็เป็นแบบคงที่ทุกเดือน ฝ่ายอำนวยการก็ทำงานช้าสุดๆ ฝ่ายปฏิบัติการก็ปัดงานออกจากตัวอย่างเดียว สงสัยได้โมเดลเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนคงที่มาจากคอมมิวนิส

  2. proudinTHAI says:

    1.คนในสังคมบางส่วนที่ยินดีที่จะทำงานหนักเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่างพยายามลักลอบหนีออกจากประเทศซึ่งมีโทษถึงตาย :-| :-| เพิ่งรู้ว่าที่ผมมีโอกาสที่ดีกว่าหลายๆคน เพราะก๋งผมเสี่ยงตายแลกมา
    2.ได้ความรู้ที่มา จุดแข็ง-อ่อน ของแต่ละระบอบแบบอ่านง่ายได้ประเด็นชัด ขอบคุณครับพี่โจ๊ก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>