หลังจากที่การเมืองไทยผ่านอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ค่อยปกติมาพักใหญ่ ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาที่เราจะได้ไปเลือกตั้งใหญ่กันเสียที
ฉะนั้นโอกาสนี้ ผมจึงขอเล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้ฟังสักนิดนะครับ
การเลือกตั้งถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย ในแง่หนึ่งเป็นเพราะ มันช่วยประกันว่า ไม่ว่าสังคมนั้นจะถูกระบอบการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ หรือชนชั้น บิดเบือนไปแค่ไหน อย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีช่องทางหนึ่งเหลืออยู่ ที่เสียงของประชาชนแต่ละคนจะยังคงส่งผลต่อกติกาสาธารณะแบบเท่าเทียม การเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่ช่วยสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนได้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์มองว่า การเลือกตั้งเป็นกลไกที่มีข้อบกพร่องหลายประการ (แม้แต่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมก็ตาม)
ประการแรก ในมุมของผู้มีสิทธิ์แต่ละคนนั้น โอกาสที่หนึ่งคะแนนของเขา จะมีผลใดๆ ต่อผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งนั้น แทบจะเป็นศูนย์ เป็นต้นว่า ถ้าเขตเลือกตั้งของเขาเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งสิ้นหนึ่งแสนคน โอกาสที่ผู้ชนะจะเปลี่ยนหน้าไปเพราะว่าเขาไม่ได้ไปเลือกตั้งนั้น มีค่าน้อยมากๆ เพราะจะต้องเป็นกรณีที่คะแนนของผู้สมัครที่มาเป็นอันดับหนึ่งและสองต่างกันแค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น ซึ่งกรณีเช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ อาจจะเพียงแค่หนึ่งในหลายหมื่นหรือแสนเลยทีเดียว
แต่ในเวลาเดียวกันนั้น การไปเลือกตั้งกลับมีต้นทุนมากมาย ตั้งแต่การเสียเวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของตัวผู้สมัครแต่ละคน การต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในช่วงหาเสียงนั่งฟังนโยบายของผู้สมัครแต่ละคน ในวันเลือกตั้งก็ยังมีต้นทุนของค่าเดินทาง และค่าเสียเวลาพักผ่อนเพื่อไปยังคูหาเลือกตั้งอีก
เมื่อต้นทุนก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่โอกาสที่หนึ่งคะแนนนั้นจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเลือกตั้งได้ แทบจะไม่มีเลย ในทางเศรษฐศาสตร์ คนที่มีเหตุผล (a rational individual) จะไม่ไปเลือกตั้งเสมอ เวลาสรุปแบบนี้ก็อาจมีคนตัดพ้อว่า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด คงไม่มีใครออกมาเลือกตั้งเลยสักคนเดียว แต่กรณีเช่นนั้นก็ยังไม่เคยเห็นว่า จะเกิดขึ้นสักที คนที่มีเหตุผลย่อมมองเรื่องนี้ออกได้ เขาจึงยังคงไม่ไปเลือกตั้งอยู่ดี เพราะไม่ห่วงว่าจะไม่มีใครไปเลือกตั้งเลยสักคนเดียว
แม้ว่าในโลกของความเป็นจริง คนเราจะแตกต่างจากคนในโลกของเศรษฐศาสตร์แบบอุดมคติอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เรามักพบเห็นคนไปเลือกตั้งกันน้อยในทุกๆ สังคมตามนั้นจริงๆ และในเมื่อคนส่วนใหญ่ของสังคมไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงมักไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนในสังคมเหมือนอย่างที่หวังไว้แต่แรก (มีการวิจัยกันถึงขนาดที่ว่า ที่บางคนมีแนวโน้มออกไปเลือกตั้งมากกว่าคนอื่นและทำให้มีคนออกไปเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นเพราะมียีนสองตัวในรหัสพันธุกรรม ที่กำหนดให้บางคนมักออกไปเลือกตั้งด้วย ถ้าสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน http://jhfowler.ucsd.edu/two_genes_predict_voter_turnout.pdf )
นอกจากประเด็นที่ว่า ประชาชนมักออกไปเลือกตั้งกันน้อยและทำให้การเลือกตั้งไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนแล้ว การเลือกตั้งยังมีข้อบกพร่องอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแม้แต่ในกรณีที่ทุกคนยินดีไปเลือกตั้งด้วย ในกรณีที่มีผู้สมัครลงแข่งขันมากกว่าสองราย และเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ตัวเลือกสองตัวไหนสูสีกันอยู่ ส่วนตัวเลือกอื่นๆ มีโอกาสชนะน้อยมาก ผู้ใช้สิทธิ์มักไม่เลือกผู้สมัครตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง แต่จะเลือกอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อทำให้เสียงของตัวเองเกิดประโยชน์มากที่สุด กล่าวคือ ทุกคนมีแนวโน้มที่จะหันไปเทคะแนนให้ตัวเลือกตัวที่สูสีกันอยู่ แทนที่จะเลือกตัวเลือกอื่นที่ตัวเองอาจจะชอบที่สุด แต่แทบไม่มีโอกาสเป็นตัวเลือกที่ชนะการเลือกตั้งเลย เพราะทุกคนที่ตัดสินใจมาเลือกตั้งแล้ว ย่อมจะไม่ต้องการให้คะแนนของตนสูญไปเฉยๆ แต่อยากให้มันส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
การเลือกโดยคิดเชิงกลยุทธ์แทนที่จะเลือกไปตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเองนี้เอง ที่ทำให้ผลการเลือกตั้งมักไม่ได้สะท้อนความต้องการที่ิแท้จริงของประชาชนทุกคน
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่กติกาการเลือกตั้งมักจะห้ามไม่ให้สื่อมวลชนโชว์ผล Exit Poll ก่อนจะถึงเวลาปิดหีบ เพราะผู้ที่ยังไม่ไปใช้สิทธิ์หันมาคิดเชิงกลยุทธ์ ไม่เลือกตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง แต่เลือกตัวเลือกที่ยังมีโอกาสชนะได้เท่าน้้น ซึ่งเป็นส่งผลลบต่อผู้สมัครที่ไม่ใช่ตัวเต็ง

@other side
บ่นได้ทุกเรื่องครับ เป็นแค่การพูด เพราะถ้าไม่ออกมาล้มกระดาน สำหรับผมว่าโอเค สนับสนุน freedom of speech ครับ
คือผมก็ไม่ทราบว่า พล ต อ วิเชียร ท่านไปเตะถ่วง เข้าเกียร์ว่าง เรื่องใดบ้าง
เพราะยังไม่เห็นว่าได้รับมอบหมายงานสำคัญใด
ทราบมาแต่ว่า น้องเมียของทั่น รอตำแหน่งนี้มานานแล้ว
ถ้าให้คนอื่นเป็นนายก ชาตินี้คงไม่ได้ น่าภูมิใจมาก
ส่วนผู้ว่าปทุม ผมไม่เชื่อหรอกครับ ว่าในสภาวะแบบนี้ ผู้ว่าคนไหนจะไม่ทำงานช่วยเหลือประชาชน
ขอโทษคุณโจ๊กด้วย ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องยาว
แค่อึดอัดอย่างมาก กับความไม่พร้อมในทุกด้านของคนที่เป็นน่ายก เท่านั้น
การโยกย้ายข้าราชการประจำผมเห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเลย เพราะข้าราชการบ้านเรามีสีชัดเจน ถ้าไม่โยกย้าย สั่งอะไรไปก็เตะถ่วง เข้าเกียร์ว่าง เพราะเจ้านายไม่ใช่พวกของตัวเอง จึงต้องเปลี่ยนคนที่สามารถสั่งงานได้ให้เข้ามาทำงานก่อนเป็นภารกิจแรกเลยครับ
ความคิดที่ว่าข้าราชการการเมืองไม่ควรแตะต้องข้าราชการประจำผมคิดว่าเป็นค่านิยมที่ผิดมากๆ เพราะถ้าหากผู้บังคับบัญชาให้คุณให้โทษผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้จะบริหารงานได้อย่างไร
ส่วนการที่ผู้บริหารประเทศออกมาแสดงความรับผิดชอบเอง กับการที่คนส่วนน้อยออกมาล้มกระดาน เป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิงครับ
ที่ญี่ปุ่น หลังสึนามิ(ภัยธรรมชาติ) และวิกฤติโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์(ภัยจากการจัดการของมนุษย์)
คนญี่ปุ่นไม่ต้องรอ 4 ปี นายกฯก็แสดงความรับผิดชอบ
ที่ไทย หลังปริมาณน้ำมาก(ภัยธรรมชาติ) และ วิกฤตินิคมฯ(ภัยจากการจัดการของมนุษย์)
คุณโจ๊ก คิดว่าคนไทยต้องรอไปอีก 4 ปี หรือไม่ครับ
คนไทย กับคนชาติที่เจริญแล้ว มีคุณภาพเท่ากันหรือครับ
ถึงจะใช้ระบอบการปกครองที่เหมือนกันได้
ล่าสุดทำงานที่ถนัดที่สุดอีกแล้ว เด้งผู้ว่าปทุม
เดี๋ยวรออีก 2-3 วัน จะแก้ พรบ กลาโหม
ครบ 4 ปี คงได้เอาโคตรเหง้าศักราช ญาติพี่น้อง ที่ยังเหลือ มากินตำแหน่งจนครบ
“ทุกคน” ที่สภาโหวตให้ด้วยนะครับ
คนเราต่างความคิด เราว่าคนนี้ไม่ดี แต่คนอื่นเขาอาจจะมองว่าดีก็ได้ และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป ถ้าหากทุกคนคิดว่าผู้นำประเทศต้องเป็นคนที่ตัวเองเลือกด้วยเท่านั้น ประเทศก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นก็ต้องมีคนส่วนหนึ่งไม่ชอบอยู่แล้ว
ผมว่าคนไทยยังไม่รู้จักคำว่า “เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน” มากพอ คิดแต่ว่าฉันเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทุกอย่างจึงต้องเป็นแบบที่ฉันต้องการเท่านั้น
พวกรีพลับพิกันขวาจัดโกรธมากที่โอบาม่าชนะการเลือกตั้ง และคิดว่าคนส่วนใหญ่คิดผิดที่เลือกโอบาม่าด้วย แต่พวกเขาก็ยอมอดทนสี่ปีแล้วออกมาเลือกตั้งกันใหม่
ตามกติกา คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคือ ต้องเป็นสส. ต้องมีอายุเกินสามสิบปี ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ใครมีคุณสมบัติครบตามนี้ ถ้าหากสภาโหวตให้เป็นนายกฯ ก็เป็นได้ทุกคน
ถ้าเรายึดตามนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องเครียดครับ ที่เราเครียดเพราะเราไปตั้งข้อกำหนดอื่นเพิ่มเอง
เป็นไงครับคุณโจ๊ก กับคำว่า ” นายกฯ ก็เป็นกันได้ทุกคน ”
เดิมพันมันสูงเกินไปนะครับ
Bangkok Post เช้าวันนี้ ยิ่งลักษณ์ ตอบผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทว่า ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน เรื่องเงินเดือน 15,000 คำตอบ คือ ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน เรื่องนโยบายค่าเงินบาท คำตอบ คือ ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน
เคียดมั๊ยครับ ประเทศไทยที่รัก
โห เป็นอีกมุมมองของการเลือกตั้งเลยครับ
ขอขำกับคุณ other side เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
คุณโจ๊กมีจิตใจที่ดีงาม เลยไม่รู้สึกอะไร
ผมยังไม่สามารถทำใจได้ดังนั้น
ผมไม่ได้เคียดเพราะไปตั้งข้อกำหนดเองมากมายอะไร
ผมเพียงอยากได้ที่มันดีกว่านี้ครับ จากคนไทยที่มีตั้ง 60 กว่าล้านคน