117: 0452: BLA

ธุรกิจประกันชีวิตถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าลงทุนในระยะยาว เพราะการประกันชีวิตถือเป็นการออมรูปแบบหนึ่ง ลูกค้าของบริษัทประกันชีวิตจึงมักต้องอยู่กับบริษัทเป็นเวลานาน ทำให้บริษัทสามารถสร้างฐานให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ได้ ต่างกับธุรกิจประกันภัยซึ่งลูกค้ามัก Switch ไปมาได้ง่าย เนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคาสูง ธุรกิจประกันชีวิตจึงมีแนวโน้มทำกำไรได้มากกว่าประกันภัย [premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]

ในแง่โอกาสในการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรมประกันชีวิตก็มีสูงด้วย เพราะเมื่อคนมีรายได้มากขึ้น ก็จะเริ่มหันมาสนใจการทำประกันชีวิต ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งทำให้มีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น จึงมีช่องว่างเหลืออยู่มากทั้งในแง่ของจำนวนผู้ทำประกันชีวิต และอัตราการทำประกันชีวิตของประชากรที่ยังไม่อิ่มตัว ด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมา ตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยจึงสามารถเติบโตได้มากกว่าจีดีพีของประเทศราวสองเท่าตัวทุกปี

ดังนั้นเมื่อพิจารณาทั้งในแง่ของการความสามารถในการทำกำไรและโอกาสในการเติบโตแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตจึงเป็นธุรกิจของไทยที่น่าลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ข้อบังคับของทางการที่กำหนดให้บริษัทประกันชีวิตของไทย จะต้องแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนทุกบริษัทในไม่ช้านี้ ยังช่วยทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีทางเลือกในการลงทุนในธุรกิจนี้ได้มากขึ้นในอนาคต

กรุงเทพประกันชีวิต หรือ BLA ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว จุดเด่นของ BLA คือ การเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ทำให้สามารถใช้สาขาของธนาคารพาณิชย์ เป็นช่องทางขายที่เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้ ตามโมเดลธุรกิจแบบ “แบงก์เอสชัวรันส์” ซึ่งคู่แข่งที่ไม่มีตรงนี้จะเสียเปรียบมาก

ที่ผ่านมา  BLA เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ด้วยการขายผ่านแบงก์เอสชัวรันส์ ส่งผลให้เป็นบริษัทประกันชีวิตในกลุ่มที่กำลังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นได้ทุกปี ซึ่งในช่วงปี  2010 บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นนอกเหนือจาก BLA ก็ได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิตของกสิกร และนิวยอร์คไลฟ์ของไทยพาณิชย์ ซึ่งล้วนแต่อาศัยแบงก์เอสชัวรันส์ในการขยายธุรกิจทั้งสิ้น

ประกันชีวิตมีผลิตภัณฑ์มากมายหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า แต่ทุกวันนี้ลูกค้ากว่าครึ่งของ BLA มักทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์มากที่สุด เพราะเป็นรูปแบบที่โดนใจลูกค้ามากกว่ารูปแบบอื่นๆ (ลูกค้ามักรู้สึกว่ารูปแบบนี้ไม่ได้เสียเงิน แต่เป็นการออมเงิน ที่จะได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทนในอนาคต) รูปแบบรองลงมาก็คือ การทำประกันชีวิตกลุ่ม ซึ่งมีลูกค้าเป็นองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการซื้อประกันให้พนักงานแบบเหมารวม เพื่อให้ได้ราคาที่ดีนั่นเอง ส่วนในอนาคต รูปแบบที่น่าจะมีการเติบโตที่ดีคือ ประกันชิีวิตแบบบำนาญ ตามแนวโน้มประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ซึ่งทางการออกมาเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทำประกันแบบนี้ให้มากขึ้น

ส่วนในแง่ของช่องทางขายนั้น ในปี 2010 BLA ขายผ่านแบงก์เอสชัวรันส์เป็นหลักถึงกว่า 80% ในขณะที่การขายผ่านตัวแทนซึ่งเคยเป็นช่องทางหลักมาก่อน มีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากการภาครัฐฯ ที่ผ่านคลายกฎเกณฑ์ให้กับแบงก์เอสชัวรันส์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดการลักลั่นกับการขายผ่านตัวแทน ส่งผลให้ตัวแทนใหม่ที่เข้าระบบมีแนวโน้มลดลงทั้งระบบ ปัญหานี้นับว่าทำให้บริษัทประกันชีวิตที่มีช่องทางแบงก์เอสชัวรันส์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้วได้เปรียบเป็นอย่างมาก

อนึ่ง นโยบายของภาครัฐฯ ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่ออุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างมาก ทั้งในแง่บวกและลบ เพราะอุตสาหกรรมนี้ถือเป็นอุตสาหกรรมควบคุม ผลกระทบในแง่บวกที่สำคัญก็ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อประกัน เพื่อกระตุ้นการออมภาคครัวเรือน ในขณะที่ ผลกระทบในแง่ลบก็ได้แก่การออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ ซึ่งทุกบริษัทจะต้องดิ้นรนปรับตัวอยู่เสมอ นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารการออกมาตรการใหม่ๆ ของภาครัฐฯ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันชีวิตเป็นระยะๆ

กำไรของธุรกิจประกันชีวิตนอกจากจะขึ้นอยู่กับการมีเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมอัตราการเคลมและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจให้สอดคล้องกันแล้ว ยังขึ้นอยู่กับส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ ผลตอบแทนที่เกิดจากการนำเบื้ยรับที่ได้ไปบริหารด้วย ถ้าบริษัทบริหารกองทุนได้ดีก็จะเกิดกำไรเพิ่มเติม แต่การแสวงหาผลตอบแทนของเงินกองทุนก็ต้องบาลานซ์กับความเสี่ยงด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นคงของเงินกองทุนในระยะยาว เนื่องจากบริษัทยังคงมีภาระผูกพันกับลูกค้า ซึ่งโดยปกติ หน่วยงาน คปภ.ของทางราชการที่มีหน้าที่ควบคุมบริษัทประกัน จะกำหนดให้ทุกบริษัทต้องรักษามูลค่าเงินกองทุนไว้ไม่ให้ต่ำกว่าค่าค่าหนึ่ง เรียกว่า เงินสำรองประกันชีวิต ซึ่งคำนวณมาจากความน่าจะเป็นที่บริษัทจะต้องจ่ายเงินเคลมให้ลูกค้าในอนาคต

นโยบายการบริหารเงินกองทุนของ BLA เน้นหลักทรัพย์ที่ีมีความมั่นคงสูงเป็นหลักมากกว่าจะเน้นเรื่องของผลตอบแทน ในปี 2010 BLA ถือพันธบัตรรัฐบาล 66% ของกองทุนทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ไม่เน้นการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งมีความผันผวนสูง หรือการในหลักทรัพย์ที่อยู่นอกตลาดหรือการปล่อยนำเงินกองทุนไปปล่อยสินเชื่อเพื่อหาผลตอบแทน ซึ่งแม้จะอยู่ในข่ายที่ คปภ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูง และยังอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความโปร่งใสได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ BLA จึงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก ในปี 2010 บริษัทมีความสามารถที่จะจ่ายเงินเคลมสูงกว่าที่คปภ.กำหนดไว้ถึงกว่า 8 เท่า โดยแลกกับผลตอบแทนของเงินกองทุนที่ดูไม่โดดเด่นมากนัก คืออยู่ที่ 5.76% เท่านั้น[End]

 

Author: Narin Olankijanan

Dekisugi.net โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เป็นบล็อกของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (“สุมาอี้”) ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ให้นักลงทุนได้อ่านฟรีมากกว่า 400 บทความ รายชื่อบทความทั้งหมดบทความในบล็อกนี้ยังถูกรวมเล่มไว้เป็นหนังสือชื่อ โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เล่ม 1 และ เล่ม 2 อีกด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถสั่งซื้อได้ที่ ร้านหนังสือของผม อีกด้วย

36 thoughts on “117: 0452: BLA”

  1. อันนี้ไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่าลูกค้า BBL/SCB/KBANK สามเจ้านี้ไม่น่าจะแตกต่างกันมาก น่าจะ overlapsed กันเป็นส่วนใหญ่

  2. BLA ยังโตมากเพราะเศรษฐีตามบ้านนอกนิยมใช้บริการแบงค์กรุงเทพครับ
    เพราะมีเงินเหลือ พนักงานที่แบงค์ก็มักจะใช้ความสนิทกับลูกค้าชวนทำประกันในที่สุด
    ต่างจาก SCBLIF,เมืองไทยประกันฯ ที่จะได้พนักงานเงินเดือนเป็นหลัก

  3. เข้าใจว่า BLA มีการเติบโตของรายได้เบี้ยประกันไม่ได้ด้อยไปกว่า SCBLIF แต่เป็นเพราะชนิด/ประเภทของการรับประกันของ BLA ทำให้ต้องมีการตั้งสำรองในอัตราที่สูงกว่า(ข้อมูลจากที่ผู้บริหารตอบในที่ประชุมผู้ถือหุ้น) กอปรกับช่วงที่ผ่านมา BLA มีเป้าหมายในการตั้งสำรองให้ถึงจุดที่ต้องการ (เพื่อประกัน fixed income)
    อย่างไรก็ตาม เรื่องการตั้งสำรองในอัตราที่สูงกว่าผมก็ยังไม่เคลียร์ ต้องรบกวนผู้รู้ ให้คำแนะนำด้วยครับ
    ขอบคุณครับ

  4. เรื่องการตั้งสำรองที่สูงของ BLA เป็นเพราะ สัดส่วนในการขายประกันของบริษัทเป็นแบบสะสมทรัพย์ที่มากครับ เนื่องจากประกันชีวิตแบบนี้เมื่อครบสัญญาจะต้องคืนเงินให้ลูกค้า+ผลตอบแทน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองสูง (ผมไม่แน่ใจเรื่องตัวเลข แต่น่าจะประมาณ 70-80% ของเบี้ยรับ) ทีนี้ ปัญหามันมาเกิดอยู่ที่ว่า ในแง่ภาษีนั้น กรมสรรพากรอนุญาติให้เอาสำรองมาตั้งเป็นค่าใช้จ่ายได้แค่ 60% เท่านั้น (ส่วนที่เกิน ไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้) ผลคือ ทำให้มีงบภาษีที่ยื่นหใ้สรรพากร ดูมีกำไรเยอะ(กว่างบกำไรขาดทุน)>> จ่ายภาษีเยอะ ปี 12 tax rate อยู่ที่ 27-28%(กฏหมายแค่ 23%) จะเห็นได้ว่า ปี 2012 นั้น BLA ไม่เร่งขยายยอดขายของประกันสะสมทรัพย์เท่าไหร่ แต่จะไปเน้นประกันเกษียรอายุเเทน ทำให้ยอด FYP เติบโตน้อยมาก
    ส่วน SCBLIF นั้น ในแง่ของproduct mix นั้นต่างจาก BLA มาก เพราะ SCB ที่ถือหุ้นใหญ่ลงมาช่วยในการขายประกันแบบ mortgage เช่นพวกประกันคุ้มครองสิ้นเชื่อบ้าน พวกนี้ พอครบอายุสัญญา จะไม่จำเป็นต้องคืนเงินให้ลูกค้า ทำให้ในแง่บัญชี การตั้งสำรองของประกันประเภทนี้จะต่ำแค่ ประมาณ 40% ซึ่งจะมา weight ให้การตั้งสำรองทั้งหมด ทำให้บริษัทสามารถขายประกันที่ขายดีที่สุด คือแบบสะสมทรัพย์ได้มากขึ้นเยอะ การตั้งสำรองเมื่อถัวเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ไม่เกิน 60% ซึ่งสามารถนำไปตั้งสำรองเป็นค่าใช้จ่ายในแง่ภาษีได้

    ผิดถูกรบกวนชี้เเนะด้วยครับ ^ ^

  5. เรื่องภาษีก็คงมีส่วนครับ เมื่อไรก็ตามที่ tax accounting กับ reported accounting ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกัน จะมี tax assets เกิดขึ้น ทำให้ในระยะสั้นเสียภาษีเยอะ แต่สุดท้ายแล้วก็ไปเอาคืนได้ในระยะยาว

    ผมจึงมองว่าไม่ใช่แค่เรื่อง tax เท่านั้นที่ทำให้ BLA ต้องมีปรับการส่วนผสมของพอร์ตลูกค้าเป็นใหญ่ แต่ประเด็นที่กดดัน BLA มากกว่าน่าจะมาจากการที่อายุเฉลี่ยของกรรธรรม์ที่รับประกันค่อนข้างสั้นเกินไปนั่นแหละ (อาจจะเพราะขายได้ง่ายกว่า ทำให้ gearing ไปทางนั้นมากเกินไป)​ เวลาดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลง จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายจากเงินสำรองประกันภัยที่เพิ่มขึ้นสูงมาก

  6. แสดงว่า อายุเฉลี่ยของกรมธรรม์ที่สั้น ทำให้บริษัทพยายามปรับให้อายุยาวขึ้น โดนการเน้นขายกรมธรรม์ที่อายุยาว ทำให้ส่วนผสมยาวๆมากขึ้น แต่ก็ทำให้ขายได้ยากกว่า ทำให้การเติบโตชะงักไปพอสมควร

    ดูจากในรายงานประจำปีล่าสุด ณ สิ้นปี 55 Duration ขึ้นมาอยู่ที่ 10.03 ขึ้นมาจาก 8.67

    ที่นี้ พี่โจ๊กคิดว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับตรงนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ครับ

  7. ผ่านปี 56 มาได้สองเดือน ดูเหมือนว่า BLA จะกลับเข้าสู่เกมมารุกตลาดประกันแบบสะสมทรัพย์ได้ดีทีเดียวครับ
    ยอด FYP TP สูงขึ้นมาก น่าติดตามจริงๆว่า ปีนี้จะยอดขายปีนี้จะเป็นเท่าไหร่ จะเเย่งตำแหน่งคืนจาก SCBLIFE ได้หรือเปล่า

  8. เห็นข่าวในประชาชาติธุรกิจฉบับล่าสุดบอกว่า BLA หันกลับมาเน้นขายประกันออมสั้นแล้ว

    สินค้าระยะสั้นขายง่ายกว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมาขาย ไม่งั้นคนอื่นแซงไปก่อน

  9. ขอชวนคุยเรื่อง bla สักนิดนะคับ ตอนนี้ดอกเบี้ย bond เริ่มปรับตัวสูงขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อ bla มากมั๊ยคับ

    1. ดอกเบี้ยสูงขึ้นควรจะดีกับบริษัทประกันชีวิตโดยทั่วไป เพราะบริษัทประกันชีวิตรับเงินล่วงหน้าจากลูกค้าไปหาผลตอบแทนในตลาด ถ้าหากตลาดให้ผลตอบแทนดี ถึงเวลาที่ต้องคืนเงินลูกค้าในอนาคตอันไกล ก็จะมีเงินมาคืนง่ายขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.