ช่วงนี้ เรื่องที่ถกเถียงกันมากที่สุด ในประเด็นเศรษฐกิจของบ้านเรา คงหนีไม่พ้นเรื่องนโยบายขึ้นค่าแรง
เรามักคุ้นเคยกับการปรับขึ้นค่าแรงโดยดูจากอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าราคาสินค้าโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น ค่าแรงก็ควรปรับตัวสูงขึ้นเท่ากันเป็นอย่างน้อย เพื่อให้รายได้ของคนสมดุลกับค่าครองชีพ
แต่ที่จริงแล้ว ตัวชี้วัดที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับขึ้นค่าแรงที่ดีกว่าเงินเฟ้อคือ ผลิตภาพแรงงาน ซึ่งหมายถึง ความสามารถที่คนงานหนึ่งคนจะผลิตสินค้าได้ เพราะไม่ว่าค่าแรงจะปรับสูงขึ้นแค่ไหนก็ตาม ถ้าผลิตภาพแรงงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันด้วย ระบบเศรษฐกิจก็สามารถรับมือกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะประเทศสามารถผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นได้ทันกับรายได้ของคนที่เพิ่มขึ้น ภาวะเงินเฟ้อสูงก็ไม่เกิด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ลดลง ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นก็สามารถดำรงอยู่ได้แบบยั่งยืน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนก็สูงขึ้นอย่างแท้จริง เพราะค่าแรงเพิ่มขึ้นโดยที่เงินเฟ้อไม่ได้สูงขึ้นเท่ากัน
สรุปแล้ว ค่าแรงจะสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับผลิตภาพของแรงงานนั่นเอง
โดยปกติ ผลิตภาพแรงงานมักเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากคนงานมีทักษะเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ และการฝึกทักษะ ที่สำคัญ ภาคธุรกิจมีการลงทุนนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานตลอดเวลา แรงงานจึงผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ ผลิตภาพแรงงานของไทยในช่วงปี 2002-2008 นั้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น หมายความว่า ค่าแรงที่แท้จริงของคนงานไทยควรเพิ่มขึ้นเพียงแค่ปีละ 3% เท่านั้น ในขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศจีนมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยร้อยละ 9 ทุกปี ด้วยเหตุนี้ คนจีนจึงมีค่าแรงสูงขึ้นอย่างน้อย 10% ทุกปี โดยที่จีนยังไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ประเด็นที่แท้จริงของการขึ้นค่าแรงจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไร ผลิตภาพแรงงานของไทยจึงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่านี้ได้ ถ้าผลิตภาพเพิ่มขึ้นเร็ว จะขึ้นค่าแรงเท่าไร ผู้ประกอบการก็รับไหว เพราะจ้างคนแพงขึ้นแล้ว ได้งานที่มากขึ้นด้วย
โดยปกติแล้ว ภาคส่วนที่มีผลิตภาพแรงงานเพิ่มต่ำที่สุดมักได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะภาคบริการที่มีหนทางในการใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนได้น้อย ผลิตภาพจึงเพิ่มขึ้นได้ช้า แต่ก็มีข้อดีตรงที่เป็นภาคส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่สำหรับประเทศไทยนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพแรงงานในภาคบริการแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยหรือถึงขั้นติดลบในบางปีเลยทีเดียว
ภาคส่วนที่ผลิตภาพเพิ่มขึ้นช้ารองลงมาคือภาคเกษตร เพราะภาคเกษตรมีวิถีชีวิตและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เนื่องจากเหตุผลด้านสังคม อีกทั้งในบ้านเรา การนำระบบทุนเข้ามาใช้ในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลิตภาพมักถูกมองในแง่ลบอีกด้วย
ส่วนภาคที่มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ ภาคการผลิต (ร้อยละ 4.88% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะภาคการผลิตสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตได้ง่ายนั่นเอง
ประเทศจีนนั้นเพิ่มผลิตภาพได้มาก เพราะมีการเติบโตที่มาจากภาคการผลิตในสัดส่วนที่สูง เพราะจีนกลายเป็นโรงงานของโลก การเติบโตที่รวดเร็วทำให้มีช่องว่างเหลืออีกมาก ที่จะนำเครื่องจักรมาใช้เพิ่มผลผลิต สังเกตได้จากอัตราการใข้เงินทุนต่อแรงงานของประเทศจีนนั้นยังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี
ช่วงที่ผ่านมามีเสียงพูดกันมากกว่า ถ้าจะขึ้นค่าแรงให้คนงานไทยเยอะๆ ก็ต้องเอาคนงานไปฝึกทักษะให้มากขึ้นด้วย แต่ผมกลับคิดว่า การทำแบบนั้นอาจไม่ช่วยให้ผลิตภาพแรงงานไทยสูงขึ้นได้เท่าไรนัก เพราะสาเหตุที่แท้จริงอาจจะไม่ได้อยู่ที่คนงาน แต่อยู่ที่ภาคธุรกิจของไทยที่เน้นทำธุรกิจมูลค่าเพิ่มต่ำมานาน ทำให้เราใช้ทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงผลิตภาพการผลิตไปเยอะแล้ว ช่องว่างที่จะเพิ่มผลิตภาพจึงเหลือน้อยมากเมื่อเทียบกับในกรณีของจีน ดังนั้นไม่ว่าจะเอาคนไปฝึก เพิ่มเครื่องจักร หรือเพิ่มทุนเข้าไปอีกเท่าไร ก็ไม่อาจทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นได้มากนัก
ทางออกของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ประเทศไทยต้องกล้ายกระดับตัวเอง หันไปทำธุรกิจใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น วิธีนี้จะทำให้เกิดช่องว่างใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นได้แบบมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยให้ไทยทิ้งห่างคู่แข่งอย่างจีนหรือเวียดนาม ที่นับวันจะแย่งตลาดจากเราไปเรื่อยๆ ได้แบบยั่งยืน (แบบเดียวกับที่เกาหลีใต้พยายามยกระดับตัวเองจนทำสำเร็จมาแล้ว)
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องหาธุรกิจใหม่ๆ ทำเพิ่มเติมอย่างจริงจัง เพราะมันคือต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาหลายอย่างในบ้านเรา บางทีค่าแรงที่สูงขึ้นจากแรงกดดันของฝ่ายการเมือง อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้
เพราะเขาว่า New practice emerges out of necessity ครับ

ผมสงสัยมานานแล้วครับว่า ทำไมเรามีน้ำยาง+ข้าวมากที่สุดในโลก แต่ทำไมเราไม่มียางรถยนต์ของเราเอง ข้าวหอมมะลิก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าส่งออก ผลไม้บ้านเรา(ลำไย มังคุด เงาะ นมสด ) ก็อร่อยมีมากมายแต่ทำไมเททิ้งทุกปี
เทียบว่า productivity growth แล้ว
อยากให้เทียบฐานด้วยครับ ว่า ณ ปีฐาน ปี 0 สมมติเนี่ย
ฐานค่าแรงไทยต่ำกว่าประเทศอื่นโดยสัมพัทธ์หรือไม่ ? ดูจากอะไร ?
ถ้าเราเป็นโรงงานเดียวที่มีเครื่องจักรชนิดใหม่นั้น ก็ไม่ต้องขึ้นค่าแรงก็ได้ แต่ถ้าโรงงานอื่นก็สามารถซื้อเครื่องจักรนั้นมาแข่งกับเราได้ การแข่งขันจะ bid ค่าแรงคนขึ้นไป ถ้าเราไม่ขึ้นค่าแรง โรงงานเราจะหาคนงานไม่ได้ในที่สุดครับ
สงสัยครับ โรงงานที่นำกำลังเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มศักยภาพคนงาน ทำไมเราถึงมองว่า คนงานมีความสามารถเพิ่มอ่ะครับ ถ้ามองว่าเราลงทุนซื้อเครื่องจักร เครื่องจักรสิที่เป็นตัวทำให้เรา ทำไมเราจึงต้องไปถือว่า คนงานพัฒนาฝีมือและจ่ายเงินเพิ่มให้หละครับ
thank you
หากมองในทางทฤษฎี ก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่มีตรรกะ แล้วแนวทางปฎิบัติหละครับ มองใกล้ตัวเลย ถ้าต้องขึ้นจริงและขึ้นทีเดียวเลย ตัวผมเองยังเจ็บหนักเลยครับ