สมัยก่อนคนไทยมากกว่า 80% ทำอาชีพเกษตรอยู่ในชนบท อาชีพเกษตรมีรายได้น้อย แต่รายจ่ายก็น้อยมากด้วย วันๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย เก็บผักหลังบ้านกินก็ได้ เมื่อแก่ตัวทำงานไม่ได้ก็ไม่เป็นเพราะอาศัยอยู่กับลูกหลาน
แต่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติเริ่มย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย คนไทยจำนวนมากแห่กันออกจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเนื่องจากรายได้ที่ดึงดูดใจมากกว่า จนเดี๋ยวนี้ภาคเกษตรมีสัดส่วนเหลือแค่เพียง 10% ของจีดีพีรวมของไทยเท่านั้น
สังคมเมือง แม้รายได้จะสูงกว่า แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย ที่สำคัญ คนที่เข้าไปทำงานในเมืองไม่ได้มีการปรับพฤติกรรมด้วยคือยังคงใช้เงินทั้งหมดที่หามาได้ ไม่ต้องเหลือเก็บ วิถีชีวิตแบบนี้จะยังไม่มีปัญหาตราบใดที่ยังทำงานไหวอยู่ เพราะเงินหมดเมื่อไรก็รอเดือนหน้าได้
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อแก่ตัวลง เพราะงานในเมืองมีแต่งานที่คนแก่ทำไม่ได้ไม่เหมือนกับงานในชนบท เมื่อไม่มีรายได้ก็อยู่ในเมืองไม่ได้ เงินเก็บก็ไม่มี ครั้นจะกลับไปอยู่ชนบทแบบเดิมอีกก็ไม่ได้แล้วเพราะจากบ้านมานาน ลูกหลานก็เข้ามาทำงานในเมืองหมดแล้ว ไม่รู้จะพึ่งใคร
ในประเทศที่เป็นสังคมเมืองมานานแล้ว รัฐบาลจะบังคับให้ประชาชนทุกคนหักเงินเดือนของตัวเองเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงทุกเดือนเข้ากองทุนเกษียณ คนแก่ในประเทศเหล่านี้ร่ำรวยมากเพราะมีเงินจากกองทุนเกษียณไว้ใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสังคมชนบทไปเป็นสังคมเมืองเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราไม่ทันได้ตั้งกองทุนภาคบังคับไว้สำหรับคนรุ่นแรกที่เข้ามาทำงานในเมืองเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว ในอีก 10 ปี คนกลุ่มนี้จะเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณโดยไม่มีเงินเก็บ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้วคนกลุ่มนี้จะดำรงชีวิตอย่างไร
เชื่อขนมกินได้เลยว่า อีกหน่อยรายการวงเวียนชีวิตจะเริ่มหา content ได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากนั้นอีกสิบปีก็จะไม่มีใครดูรายการนี้อีกต่อไปเพราะทุกคนสามารถหาดูของจริงได้ง่ายๆ ข้างบ้านของตัวเอง


กะว่าจะมาโพสเรื่องของยายทองเหมื่อนกันค่ะแต่ว่ามาช้ากว่าขอความที 5
มาคิด ๆ ดูแล้ว บางทีเราเองกินทิ้งกินขว้าง จ่ายเงินกับเรื่องไร้สาระ ซื้อของแพงโดยไม่จำเป็น ไปร้านทำผมมาทีก็หลายตังค์ แต่น้ำเย็นขวดนึงแค่ 10 บาท ทำให้คนแก่คนนึงยิ้มได้อย่างมีความสุขขนาดนี้
เปนกำลังใจช่วยยายทองน่ะค่ะ
พอไปถึงโคราช ก็ขับรถวนไปตรงถนนย่าโม หาทางไปตลาดแม่กิมเฮง ผ่านศาลย่าโมมานิดหน่อย พอมองหา ก็เห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงเสาไฟฟ้าที่สามแยกหน้าร้านทอง (จอดรถที่วัดสะแกแล้วเดินกลับมานิดหน่อยก็เจอ) คุณยายนั่งอยู่กับพื้น ตรงหน้ามีผ้าพลาสติกเก่า ๆ มีเศษไม้มัดไว้เป็นกำ ๆ วางไว้เรียบร้อย มีกระดาษที่คนใจดี print ให้ไว้ว่า ‘เศษไม้ก่อไฟ มัดละ 1 บาท’
เราบอกคุณยายไปว่า เห็นเรื่องยายในหนังสือ (หมายถึง email แต่กลัวยายไม่รู้จัก) ก็เลยมาเยี่ยม คุณยายหูตึงแล้ว แต่ยังคุยรู้เรื่องนะ แกถามว่าหนูมาจากไหน จะอยู่กี่วัน มานี่พักอยู่ที่ไหน เราก็ตอบแกไปว่ามาจาก กรุงเทพฯ แกถามว่าอยู่เขตอะไร ก็บอกแกไปว่าอยู่เขตประเวศ ตอนนั้นคิดว่าบอกไป แกก็คงไม่รู้จักหรอก ระหว่างนั้นก็มีคนเดินมาดูเศษฟืน ถาม ๆ อะไรหน่อยแต่ก็ไม่ได้ซื้อ เราก็เลยบอกคุณยายว่าหนูขอซื้อกำนึงนะ แล้วก็เอาเงินให้แกไปร้อยนึง ยายก็ยิ้มดีใจ ขอบใจให้พร ตอนนั้นประมาณบ่ายกว่า ๆ ยายบอกว่ายังไม่ได้กินข้าว เราก็เลยบอกให้ยายเก็บเงินไว้กินข้าวนะ แล้วยายก็เอาเงินซุกลงไปในเสื้อ เหน็บไว้ตรงหน้าอก ไอ้เราก็กลัวเงินจะหล่นนะ เพราะหน้าอกยายไม่ใช่สาว ๆ แล้ว
เท่าที่คุยกับยายก็เลยรู้ว่าแกต้องจ้างคนผ่าเศษไม้ให้ ถุงนึง 100 บาท แล้วแกก็เอากรรไกรเก่า ๆ เป็นสนิมอันนึง นั่งตั้งอกตั้งใจตัดให้เป็นท่อนเท่า ๆ กัน มัดด้วยหนังยาง ขายกำละ 1 บาท เท่าที่เห็น ถ้าขายกำละ 1 บาทจนหมด ไม่รู้จะได้ถึง 100 บาทมั้ย ยายบอกว่าก็ขายพอกินข้าวได้ไปวัน ๆ แล้วตอนเย็นยายต้องจ้างสามล้อ 20 บาท ไปส่งตรงป้ายรถเมล์ จ่ายค่ารถเมล์อีก 8 บาท พอลงรถแล้วต้องเดินต่อไปอีกกว่าจะถึงบ้าน แต่รถบางคันก็ไม่ยอมรับแกขึ้นรถนะ
พอคุยกันซักพัก เราก็ขอตัวลาแกไปทำงาน แกก็อวยพรให้ บอกว่า ‘ขอให้เจริญ ๆ นะหนู… อยู่แถวประเวศใช่มั๊ย’ ดีจังเลย คุณยายจำได้ด้วย เราคิดว่าคุณยายใส่ใจฟังจริง ๆ นะ คนบางคนเวลาที่เราคุยด้วย ก็ถามนั่นถามนี่ไปตามมารยาท ไม่ได้ใส่ใจฟังจริง ๆ อย่างนี้หรอก
คุณยายบอกว่า คิดถึงยายก็มาเยี่ยมยายนะ ยายอยู่ตรงนี้แหละ พอเราเดินออกมานิดหน่อยก็คิดถึงยายแล้วหล่ะ หลังจากนั้นประมาณซัก 10 นาที (ไปทำงาน) พอเดินกลับมาเห็นคนขายก๋วยเตี๋ยวหนุ่มทางทางใจดี กำลังเอาก๋วยเตี๋ยวมาให้ยาย แล้วก็คอยดูอยู่ว่ายายจะทานได้มั๊ย เราเลยเดินไปซื้อน้ำเปล่ามาให้ยายขวดนึง แล้วก็บอกให้ยายกินน้ำด้วยนะ อากาศร้อน ยายก็ยิ้มดีใจ บอกว่า ‘ดีจังเลย ได้กินน้ำเย็น ๆ’ ฟังแล้วก็ดีใจจัง
มาคิด ๆ ดูแล้ว บางทีเราเองกินทิ้งกินขว้าง จ่ายเงินกับเรื่องไร้สาระ ซื้อของแพงโดยไม่จำเป็น ไปร้านทำผมมาทีก็หลายตังค์ แต่น้ำเย็นขวดนึงแค่ 10 บาท ทำให้คนแก่คนนึงยิ้มได้อย่างมีความสุขขนาดนี้ เย็นวันนั้นโทรไปเล่าให้เพื่อนฟัง บอกว่าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับ กทม จะไปหายายอกีที เพื่อนใจดีก็ฝากเอาเงินไปให้ยายอีกด้วย
พอวันรุ่งขึ้นตอนใกล้ ๆ เที่ยง ก็ซื้อน้ำเย็นไปให้ยายอีกขวด (คราวนี้ตั้งใจเลือกขวดเย็นเจี๊ยบเลย) พอคุณยายเห็นหน้าเราแล้วก็พูดว่า ‘อ๋อ หนูที่อยู่ประเวศใช่มั๊ย’ ดูซิ ยายน่ารักจังเลย จำได้ด้วย เราถามแกไปว่ากินข้าวหรือยัง แกบอกว่า ‘ยังไม่มีเวลากินเลย มีแต่เวลาทำงาน (ตัดไม้) ตั้งแต่เช้ายังขายไม่ได้ซักกำเลย’ เราก็เลยไปซื้อข้าวมาให้ แล้วก็เอาเงินของเพื่อนกับเงินตัวเองให้แกไปอีกจำนวนนึง บอกให้แกเก็บดี ๆ นะ ค่อย ๆ ใช้ ยายกระซิบบอกว่า ต้องเก็บดี ๆ เพราะเคยมีคนมาแย่งเงินแกไปเฉย ๆ เลย เป็นผู้หญิง (ทำไมใจร้ายนักก็ไม่รู้ !) แล้วแกก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ ดึงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ เก่า ๆ ที่มีสายผูกกับเสื้อแกอีกที แล้วก็เก็บเงินเข้าไปในนั้นอย่างระวัง
ตอนขอถ่ายรูป คุณยายบอกว่า ‘ยายขายฟืน ให้ยายถือฟืนซักกำนึง ถ่ายรูปด้วยดีมั๊ย’ … แหม คุณยายนี่ก็มี prop นะคะ โพสต์ท่าเก่งไม่เบา …
เราเอารูปในมือถือยื่นให้ยายดู แต่ยายบอกว่ามองไม่เห็นหรอก เพราะตายายไม่ดี หมอเพิ่งลอกต้อออกไปแค่ข้างเดียว ตอนนี้ดูฟ้าเห็นพระอาทิตย์เป็นสีเหมือนเลือดเลย น่าเศร้าจัง ยายบอกว่ากลับไปแล้วถ้ามีโอกาสมาอีก หรือถ้ามีใครมาโคราช ยายขอรูปแผ่นนึงนะ ฝากเค้าเอามาให้ยายทองตรงนี้ แล้วบอกว่าจากหนูที่อยู่ประเวศ ยายก็จะจำได้ …. คุณยายความจำดีจริง ๆ
ก่อนกลับ ยายอวยพรให้อีกหลายครั้ง แล้วถามว่าจะมาโคราชอีกเมื่อไหร่ สงกรานต์จะมามั๊ย เราก็ไม่แน่ใจหรอก แต่ถ้ามีโอกาสต้องไปหายายอีกแน่ ๆ ใครที่มีโอกาส อยู่โคราชหรือผ่านไปทางโคราช แวะไปเยี่ยมคุณยายหน่อยนะคะ ไม่เสียเวลามากหรอกค่ะ แค่มีคนไปคุยด้วย แกก็ดูความสุขขึ้นมาก ๆ แล้ว ถ้าพอจะช่วยเหลือได้ ก็ซื้อเศษไม้ของยายซักกำ ถึงจะไม่มีใครต้องการใช้ แต่ตอนนี้ เรารู้สึกว่ามีคุณค่ามากสำหรับจิตใจ ของทั้งผู้ให้และผู้รับ
ขอบคุณทุก ๆ คนที่เคย Forward Mail นี้ต่อ ๆ มาให้ และก็หวังว่ามันจะยังคงถูก FW ต่อไปอีกเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ช่วยต่อชีวิตให้คุณยายทอง ที่ไม่ได้ร้องขออะไรเลย แต่ยังคงทำงานขายเศษไม้แลกเศษเงินเพื่อประทังชีวิต
ข้างล่างเป็นภาค 1 ค่ะ ขอบคุณคนที่เขียนเรื่องนี้มากนะคะ ที่ทำให้เราได้ไปพบคุณยายผู้น่ารักคนนี้
——————————————————————————–
แสงไฟในเศษฟืน::ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ…
: แสงไฟในเศษฟืน::ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ…
คำสอนของยายทอง ขอปล้องกลาง
ชีวิตหญิงชราวัย 81 ปี ที่ต่อสู้ชีวิต ด้วยการ’ขายเศษฟืน’
ยายทอง คือยายที่เราเคยไปถ่ายทำสารคดีเรื่อง แสงไฟในเศษฟืน
แล้วได้รับรู้ว่าชิวิตของยายนั้นต้องอยู่อย่างลำบากในเพิงสังกะสีเก่าๆ
ไม่ต่างจากกองขยะ ที่ทั้งอุดอู้ สกปรก และไม่สามารถกันแดดฝนอะไรได้เลย
ยายต้องเดินเท้าหลายกิโลพร้อมกับกระสอบฟืน ขวดน้ำเก่าๆ และร่มคันหนึ่ง
ใช้พยุงตัวเองมาเรื่อยๆให้ถึงหน้าโรงเรียนบุญวัฒนาเพื่อขอขึ้นรถโดยสาร
(ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น) ไปยังหน้าร้านทอง
สามแยกตลาดแม่กิมเฮง
’1 บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย’
ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน
ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้
เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่า
ที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา
ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย…
อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลย
สั ก ค น เ ดี ย ว
เราส่งเมลล์นี้มา ด้วยความที่อยากช่วยเหลือยาย
แต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีไหน
อยากให้เพื่อนๆช่วยForward mail นี้ต่อกันไปเรื่อยๆ
เผื่อว่าคนที่อยู่โคราช และมีโอกาสผ่านไป
ถนนเส้นย่าโม สามแยกทางเข้าตลาดแม่กิมเฮง ตรงเสาไฟฟ้า</FON
ช่วยยายด้วยนะคะ พยายามส่งรูปแล้วแต่ส่งได้
อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ
สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรวันนี้ ผมเชื่อว่า ยังสูงกว่า 30% นะ แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจมีอัตราเติบโตต่ำกว่าเลยทำให้สัดส่วนใน GDP ต่ำลง
คนจนเมืองนี่ลำบาก จริงๆแล้วกลุ่มคนแรงงานที่มีความรู้ แต่บังเอิญเกิดปัญหาตกงานตอนอายุมากกว่า 40 ปีนี่ก็ลำบาก ลองสแกนข่าวรับสมัตรงานนี่แทบจะร้อยทั้งร้อยไม่รับคนอายุเกิน 40 ปี
คนที่ไม่ได้เตรียมการสำหรับการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานมีความรู้หรือแรงงานทั่วไปก็ลำบากพอกัน
คล้ายๆ กับปัญหาการจราจรในกทม.น่ะครับ เราไม่ได้เตรียมการรองรับเอาไว้ก่อน ถ้าจะแก้ปัญหาตอนนี้ทางออกดีๆ ต้องบอกว่า “ไม่มี” ครับ เพราะถ้ามี ก็ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้ารอให้บานปลายก่อนก็ได้ ทุกวันนี้ที่ไม่มีใครโวยเรื่องรถติดกันอีกแล้วก็เพราะเราทำใจได้แล้ว
ทางออก (ที่ไม่ดี) ก็คงหนีไม่พ้น การเอาเงินภาษีมาช่วยอุ้มอีกเช่นเคย คล้ายๆ กับปัญหาอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เราใช้เงินภาษีอุ้มอยู่ในปัจจุบัน
แหะๆ จริงๆ แล้วก็ยังมีหวังอยู่บ้างเหมือนกันนะคับ คือรัฐมีนโยบายจะจัดตั้งกองทุนภาคบังคับชื่อ กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ(กบช.) มาหลายปีแล้ว เพียงแต่ยังหาจังหวะไม่ได้เสียทีเพราะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นสักที ขืนออกมามีหวังโดนด่าหาว่าซ้ำเติมชาวบ้าน ก็ได้แต่หวังว่ากองทุนนี้จะคลอดได้สำเร็จในปีสองปีนี้ เพราะถ้าคลอดใน 1-2 ปีนี้ ก็ยังมีเวลาให้คนรุ่นแรกออม 10 ปี ก็นับว่ายังไม่ถึงกับสายเกินไป ครับ แต่ถ้าออกช้ากว่านั้น คงออมไม่ทันแล้วล่ะครับ
ไม่เสนอวิธีแก้ไขไว้บ้างหรือครับ ให้อุ่นใจกันบ้าง เพราะว่ามันมาถึงตรงนี้แล้วจะไปเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ แล้ววันนี้ควรทำอย่างไรละ อะไรเงียะ เป็นต้น
อ้าว … นึกว่า เพราะทุกคนสามารถหาดูของจริงได้ง่ายๆ “ที่” บ้านตัวเอง เสียอีกครับ
แซวเล่นนะครับ