0238: Unlocking Creativity

Savants หมายถึง บุคคลที่มีความผิดปกติทางสมองบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นมาแต่เกิด หรือเกิดจากอุบัติเหตุภายหลังก็ได้ แต่ภายใต้ความพิการนั้น กลับทำให้พวกเขามีความสามารถพิเศษบางอย่าง ที่เหนือกว่าคนปกติด้วย

Tommy McHugh

Tommy McHugh อดีตช่างก่อสร้าง ผู้ไม่เคยมีประวัติว่ามีความสามารถทางศิลปะเลยแม้แต่น้อย วันหนึ่งเขาป่วยกะทันหันด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนที่มีปัญหาในการพูดและการเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่ประหลาดก็คือ หลังอาการป่วย เขากลายเป็นคนที่มีความต้องการในการสร้างผลงานจิตรกรรมตลอดเวลา และผลงานของเขาก็อยู่ในระดับมืออาชีพด้วย ทั้งที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย ในชีวิต

Nadia Selfe เด็กหญิงอายุสามขวบครึ่ง สมองของเธอผิดปกติอย่างรุนแรงจากภาวะออทิสติกชนิดหนึ่ง แต่ที่แปลกก็คือ เธอสามารถวาดภาพได้เกินความสามารถของเด็กสามขวบทั่วไป รูปม้าทางด้านซ้ายคือรูปที่เธอวาด ในขณะที่รูปที่วาดคือรูปที่เด็กวัยเดียวกันทั่วไปจะวาดได้ เธอมีความสามารถในการสังเกตเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดีกว่าคนทั่วไป ที่แปลกกว่านั้นคือ เธอเป็นเด็กพูดได้ช้ากว่าเด็กทั่วไปมาก แต่เมื่อเธอเริ่มพูดได้ เธอก็สูญเสียความสามารถในการวาดภาพนั้นไปเลย

ยังมีกรณีตัวอย่างของ Savants อีกมากมาย รวมทั้งคนตาบอดจำนวนมากที่มีความสามารถทางดนตรีอย่างสูง การมีอยู่ของ Savants ทำให้เกิดข้อสงสัยในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่า ความสามารถเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่คนเรามีอยู่แล้วแต่เกิด แต่ถูกอะไรบางอย่างกดไว้เมื่อโตขึ้นทำให้เราไม่สามารถใช้ความสามารถของเราได้ และที่เคยเชื่อกันว่า ศิลปินเอกของโลกที่เก่งนั้น เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ และการฝึกฝนมาตลอดชีวิตเป็นสำคัญอาจจะไม่จริงก็ได้  วินเซนต์ แวนโก๊ะ ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ อาการทางสมองของเขาช่วยให้สมองซีกขวาของเขาแสดงศักยภาพออกมาได้

Allan Snyder

Allan Snyder, University of Sydney เป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ซึ่งปล่อยแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในสมองของคน เพื่อกดการทำงานของสมองด้านซ้ายชั่วขณะ แล้วทำให้คนเรามีความสามารถหลายอย่างของสมองข้างขวาเพิ่มขึ้นชั่วคราวได้ เช่น ความสามารถในการวาดรูป การสังเกตรายละเอียดของสิ่งรอบตัว เป็นต้น เขาเชื่อว่า ด้วยการกดการทำงานของสมองข้างซ้าย ซึ่งโดยปกติแล้วจะเริ่มครอบงำการทำงานของสมองข้างขวาเอาไว้ตั้งแต่เราเริ่มจะเป็นวัยรุ่น หรือเมื่อเราต้องเริ่มเข้าสังคม ความสามารถบางอย่าง “ที่เรามีอยู่แล้ว” ในสมองข้างขวาของเราจึงสามารถแสดงออกมาได้โดยอิสระ

เรื่องนี้น่าสนใจมากนะครับ คนเราทุกคนมีความสามารถของสมองข้างขวามากกว่าที่เราคิดมาก แต่เราใช้มันไม่ได้ เพราะเราเคยชินกับการใช้สมองข้างซ้ายกับเรื่องทุกเรื่อง บ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมพยายามนั่งขบคิดปัญหาอะไรบางอย่าง แต่พยายามนั่งคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก แต่ทันทีที่เลิกพยายาม คำตอบของปัญหานั้นก็ผุดออกมาจากหัวได้แบบง่ายๆ หรืออย่างสมัยเด็กๆ ผมก็จำได้ว่าผมชอบวาดรูปเอง โดยที่ไม่มีใครสอน แต่พอเข้าโรงเรียนก็เริ่แล้วคุณล่ะครับเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้กันบ้างหรือเปล่า

Related Posts:

  • -
This entry was posted in สัพเพเหระ. Bookmark the permalink.

17 Responses to 0238: Unlocking Creativity

  1. วรพงศ์ says:

    ถ้าสมองเราเก่งทุกเรื่องนี่ เราคงต้องสร้างทางลัดในสมองจำนวนมหาศาล ซึ่งใช้พลังงานเยอะมากๆเลยนะครับ ^^

  2. jj says:

    เห็นด้วยครับ ไอเดียดีๆ จะผุดขึ้นมาตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดขึ้นมา

  3. @gungg says:

    จริงครับ ผมเล่นกีต้าร์เยอะๆ แต่งเพลงเล่นๆไว้หลายเพลง
    หลายๆทำนองเลยที่ผมได้ตอนเคลิ้มๆจะหลับ
    ต้องรีบลุกมาเล่นไว้ ไม่งั้นเช้าลืม

  4. Au Pun says:

    กลุ่มดินสอสี dinsorsee
    ‎”เราอาจแตกต่างแต่ไม่ได้ด้อยกว่า เราเข้าถึงโลกด้วยวิธีการที่พิเศษและมุมมองที่ไม่เหมือนใคร” — คำพูดของ Temple Grandin เด็กสาวออทิสติกที่สามารถเรียนจนจบปริญญาเอก และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปศุสัตว์ “สำหรับชีวิตที่เดินไปข้างหน้า ก็เหมือนเปิดประตูอีกบาน และอีกบาน” — (บันทึกจากภายนตร์ยามบ่าย)

  5. พิมณพัฒน์ says:

    ก็เพราะไม่มีเหตุผลน่ะสิคะ หรือ

    อาจเป็นเพราะว่าหาคำตอบไม่ได้ เลยถูกตัดไปเป็นเรื่องของวิวัฒนาการ

    ฉะนั้นถึงพยายามบอกไงคะว่า การจะยกงานวิจัยอะไรจะต้องเข้าใจและอ่านให้ละเอียดก่อน

    ว่างานวิจัยนั้นต้องการจะสื่ออะไร

    ที่สุดของงานวิจัยในคน บางครั้งก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้ทราบว่าเคยเจอแบบนี้เท่านั้นเอง ไม่ะเจาะประเด็นใดๆ

    Raise issue นี้ขึ้นมาน่าจะลองอ่านงานวิจัยในคนเยอะๆนะคะ เผื่อจะช่วยตอบคำถามได้ค่ะ

  6. pungme says:

    ถ้าแบบนั้นมีเหตุผลอะไรหรือเปล่าครับที่ลักษณะเหล่านี้ถูกคัดออกไปในกระบวนการวิวัฒนาการ ?

  7. พิมณพัฒน์ says:

    -เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ ที่เริ่มมีพัฒนาการ จะมีความสนใจในเรื่องสี และ การขีดเขียน
    และการใช้ทักษะของอวัยวะต่างๆที่มีอยู่

    -เล่ากันว่าการบริหารจิตที่ดีต้องนั่งหลับตา ทำใจให้สงบ เพื่ออะไร
    ก็เพื่อปิดทวารการรับรู้ให้น้อยลงนั่นเอง จะได้มีสมาธิมากขึ้น

    และไม่น่าจะใช่เรื่องแปลก ที่ใครคนใดคนหนึ่ง สูญเสียอวัยวะบางอย่าง
    แล้วก็จะสามารถใช้อวัยวะที่เหลือ ได้ดี จนชำนาญ
    เช่นคนตาบอด สามารถเล่นดนตรีได้ดี ก็เป็นเรื่องธรรมดา
    เพราะคนตาบอดจะต้องใช้การฟังจนชำนาญ การสัมผัสจนสามารถแยกแยะสิ่งของได้
    ซึ่งถ้าจะเล่นดนตรีได้ดี การฟังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

    ส่วนงานวิจัยที่เอามากล่าวอ้างนั้น อาจจะต้องอ่านทั้งเล่มว่า ที่สุดแล้วงานวิจัยบอกอะไรเรา
    หรือบทสรุปของงานวิจัยอาจนั้นยืนยันไม่หนักแน่น ในสิ่งที่วิจัยมาทั้งหมดก็ได้ เพราะมีงานวิจัยหลายเล่ม ที่มีบทสรุปว่า “จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดของงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถบอกได้เพียงว่า ด้วยปัจจัยเท่านี้ กลุ่มตัวอย่างเท่านี้ อาจเป็นไปได้มาก และเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ามีสภาวะแวดล้อมอื่นๆ

    งานวิจัยในคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และผันแปรไปได้เรื่อยๆ ตามสภาพแวดล้อมทั้งมีชีวิต และไม่มีชีวิต

    ฉะนั้นงานวิจัยในคนไม่มีทาง 100 % แน่นอน และเป็นเรื่องที่พวก (พ.บ.) เขารู้กันค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>