0412: นักสืบแท็กซี่ (2)

ถ้าคุณเลือกจะมาขับแท๊กซี่ คุณสามารถเลือกเช่ากะเช้าหรือกะกลางคืนก็ได้

เท่าที่สอบถามคนขับแท๊กซี่ดู ที่จริงแล้วทั้งสองกะก็มีดีไม่แตกต่างกัน เพราะช่วงที่คนใช้บริการแท๊กซี่มากที่สุดจะมีสองช่วงได้แก่ ชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า และชั่วโมงเร่งด่วนตอนเย็น ถ้าคุณเลือกเช่ากะเช้า โอกาสทองของคุณก็คือ ชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า  แต่ถ้าเลือกกะกลางคืน คุณก็ได้ชั่วโมงเร่งด่วนตอนเย็นไป

สรุปว่าได้กันไปคนละช่วงเลยไม่แตกต่างกันเท่าไร

แต่ช่วงเวลาที่เหลือจากนั้น การหาลูกค้าจะยากนิดหนึ่ง จำนวนแท็กซี่มีเยอะกว่าผู้โดยสารในช่วงเวลาปกติ คุณจะสังเกตเห็นว่า แท็กซี่จำนวนมากยินดีต่อคิวยาวๆ เพื่อรอรับผู้โดยสารตามห้างฯ หรือทางลงรถไฟฟ้า ในช่วงเวลาปกติ เพราะดีกว่าไปวิ่งหาลูกค้าเอาเอง ซึ่งหาได้ช้าและยังเปลืองแก๊สกว่าด้วย ช่วงนี้เวลาปกติยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเป็นพักกินข้าว เติมแก๊ส หรือแม้แต่จอดนอนหลักสักงีบ

เขตกรุงเทพชั้นในนั้นหาลูกค้าได้ง่ายกว่าเขตรอบนอก แต่มีข้อเสียคือ รถติดมากกว่าด้วย โดยปกติแล้ว ถ้ารถติดมากๆ มิเตอร์จะวิ่งได้ช้ากว่าวิ่งแบบคล่องตัว เพราะอัตราค่าโดยสารถูกกำหนดไว้แบบนั้น แต่ถึงกระนั้น การวิ่งหาลูกค้าในเขตใจกลางเมือง คิดแล้วก็ยังคุ้มกว่า เพราะความหนาแน่นของลูกค้า ยิ่งถ้าโชคดีเจอลูกค้าที่วิ่งไม่ไกล การรับลูกค้าเส้นทางสั้นๆ ได้หลายเที่ยว จะได้ขั้นต่ำ 35 บาทหลายๆ ครั้ง ช่วยให้ทำเงินได้เยอะขึ้น ดังนั้น แม้การวิ่งหาลูกค้าในและนอกเมืองจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่แท๊กซี่ส่วนใหญ่ก็ยังชอบวิ่งในเมืองมากกว่า

แต่ถ้าเฮงสุดๆ ต้องเจอลูกค้าประเภทที่ขอเหมารถวิ่งออกนอกกรุงเทพไปยาวๆ เลย เช่น ไปชลบุรี ฯลฯ อันนี้เป็นอันว่าสบายไปทั้งวัน เพราะจะปลดภาระที่ต้องวิ่งหาลูกค้าตลอดวันนั้นไปเลย ยิ่งถ้าหากเป็นชาวต่างชาติไม่ค่อยต่อราคาด้วยแล้วยิ่งโชคดีเป็นพิเศษ แต่โอกาสเช่นนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยนัก

เวลาทองของแท็กซี่อีกช่วงหนึ่งคือเมื่อฝนตก เพราะเวลาฝนตกผู้ที่อยากใช้บริการแท๊กซี่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เรียกว่าหาลูกค้าง่าย ยิ่งถ้าฝนตกในช่วงเวลาเร่งด่วนพอดี อันนี้ถึงขั้นขาดแคลนแท๊กซี่กันเลยทีเดียว ถ้าฝนตกช่วงกินข้าวพอดี แท๊กซี่ก็คงเลือกทำงานมากกว่า เรื่องกินข้าวนั้น เมื่อไรก็ได้ครับ

คนขับแท็กซี่นั้นอาจเลือกจ่ายค่าเช่าเป็นรายวัน หรือเลือกเช่าซื้อระยะยาวได้ด้วย

การเช่าซื้อระยะยาวนั้นจะต้องจ่ายเงินในอัตราที่สูงกว่าสักหน่อย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเช่าต่อเนื่องหลายปี จนครบกำหนด รถก็จะตกเป็นของคุณด้วย ค่าเช่าส่วนที่สูงขึ้นก็ถือเป็นค่าผ่อนรถไปด้วยนั่นเอง

การที่ให้โอกาสคนขับแท๊กซี่ได้ผ่อนรถจนกลายเป็นเจ้าของเองนั้น ฟังดูก็เหมือนจะดี เพราะเหมือนทำให้คนหาเช้ากินค่ำได้เป็นนายตัวเองแบบสมบูรณ์ ลืมตาอ้าปากได้ คล้ายๆ กับที่บางคนฝันอยากเห็น ชาวนาทุกคนมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง

แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมกลับมองว่า การผ่อนแท๊กซี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเมื่อเทียบกับการเช่ารายวัน เพราะกว่าที่คนขับแท๊กซี่จะได้เป็นเจ้าของก็ตกหลายปีอยู่ รถจึงอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากแล้ว ค่าบำรุงรักษาจะกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายแบบไม่คาดฝันที่น่าสะพรึงกลัวมาก ไม่เหมาะกับคนที่หาเช้ากินคำ่เป็นอย่างยิ่ง เจ้าของอู่แท๊กซี่นั้นอยู่ในสถานะที่ดีกว่าที่จะเป็นเจ้าของรถ เพราะเขามีรถหลายคัน เขาจึงทำอู่ซ่อมรถของตัวเองได้เลย ต้นทุนในการบำรุงรักษารถจึงต่ำกว่าคนขับรถแท๊กซี่อิสระตัวคนเดียวมาก

นอกจากนี้ การผ่อนรถแท๊กซี่ยังมีภาระในระยะยาวที่จะต้องใช้งานรถให้คุ้มด้วย เพราะถ้าช่วงไหนไม่ได้ขับก็เท่ากับปล่อยให้สินทรัพย์อยู่เฉยๆ โดยไม่ทำประโยชน์ ระยะเวลาคืนทุนก็จะยาวขึ้นอีกจนอาจถึงขั้นไม่คุ้มกับที่ได้ลงทุนไป แท๊กซี่บางคนผ่อนไปครึ่งๆ กลางๆ ชีวิตผกผันเกิดไม่ได้ขับต่อขึ้นมาก็กลายเป็นภาระผูกพันในระยะยาวที่จะต้องหาคนอื่นมาเช่าช่วงต่อขับแทนอีก

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเห็นเกี่ยวกับแท๊กซี่มิเตอร์บ้านเราคือ อยากให้แท๊กซี่มิเตอร์ทุกคันออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะพนักงานบริษัทจะได้เบิกต้นสังกัดตามจริงได้ เป็นการช่วยลดการคอรัปชั่น หรือลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้ทางหนึ่ง เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นอะไรนัก เพราะทุกวันนี้แท็กซี่ก็ต้องติดตั้งมิเตอร์ที่คำนวณค่าโดยสารตามระยะทางอยู่แล้ว ถ้าหากมิเตอร์จะสามารถพิมพ์ใบเสร็จรับเงินได้ด้วยก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรนัก

ในแง่ของอำนาจต่อรองระหว่างแท๊กซี่กับผู้โดยสาร ถ้ามองกันอย่างแฟร์ๆ แล้ว ผมว่าคนขับแท๊กซี่นั้นเสียเปรียบผู้โดยสารอยู่หลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้โดยสารให้ไปส่งในซอยที่ลึกมากๆ ขาออกจากซอยแท๊กซี่จะต้องวิ่งรถเปล่าออกจากซอยเอง ผู้โดยสารไม่มีหน้าที่ต้องช่วยออกค่าโดยสารเพิ่มให้ หรืออย่างเวลาผู้โดยสารให้พาไปส่งที่ไหนที่การจราจรติดขัดมากระหว่างทาง ผู้โดยสารจะบอกเลิกสัญญาขอลงรถกลางทางเพื่อหนีไปขึ้นมอเตอร์ไซค์เมื่อไรก็ได้ ปล่อยให้แท๊กซี่ติดอยู่ในวงล้อมของการจราจรนั้นโดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องชดเชยค่าเสียหายให้

แต่เรื่องที่แท็กซี่ควรจะปรับปรุงก็คือการปฏิเสธผู้โดยสารโดยเฉพาะในช่วงฝนตกที่ถ้าหากผู้โดยสารให้ไปส่งในเส้นทางที่ไม่ถูกใจก็จะปฏิเสธผู้โดยสารซะงั้น เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องสารยายอะไรกันมาก เพราะโน้ส อุดม ก็เคยแซวเรื่องนี้ไว้แล้วในทอล์กโชว์ของเขาด้วยครับ

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged . Bookmark the permalink.

4 Responses to 0412: นักสืบแท็กซี่ (2)

  1. นพ says:

    กรณี Taxi ปฏิเสธผู้โดยสาร สามารถร้องเรียนได้ที่เบอร์ 1584 ครับ Taxi ที่ถูกร้องเรียน จะถูกเรียกปรับ และมีการส่ง SMS แจ้งผู้ร้องเรียนด้วยครับ

    ผมพยายามร้องเรียนทุกครั้ง เพราะถือเป็นการดัดนิสัย Taxi ที่ทำผิดกฎหมาย ให้รู้ว่ามีการทำโทษคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจริง เพราะพยายามลดพฤติกรรมเหล่านี้ครับ

  2. kong says:

    ก่อนขึ้น อำนาจเป็นของคนขึ้นครับ พอขึ้นไปแล้ว อำนาจต่อรองของเราก็น้อยลงไป Taxi บางคัน ให้วิ่งเส้นทางที่ยากหน่อย เค้าก็ไม่รับครับ เพราะว่ามันสั้นกว่้าเดิมเงินเค้าก็น้่อยลง หรือเป็นทางที่เลี่ยงด่านเก็บเงิน

    วันก่อนผมได้ยินผู้ใหญ่ท่านนึง เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ตลาดผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนไทยแท้ขาดแคลน เพราะว่า
    1. แรงงานกลับเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม เช่น ไปกรีดยาง ได้วันละ 600 บาท ใช้แรงงานอยู่กรุงเทพ ได้ไม่ถึง 300 บาท (แล้วเรายังจะเถียงกันเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่?)
    2. แรงงานส่วนนึงไปผันตัวไปเป็น มอเตอร์ไซต์รับจ้าง หรือว่า Taxi

  3. เบิร์ด ผู้กอง says:

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  4. terati20 says:

    ผมกลับมองว่า คนขับ เเท็กซี่ก็ไดเปรียบผู้โดยสารหลายๆอย่างเช่น
    สามารถปฎิเสธผู้โดยสารได้ถ้าเส้นทางที่ไปไม่คุ้มค่า
    เเละ อันนี้เพิ่งเจอกับตัว เเท๊กซี่ไม่ชำนาญทางพาผมอ้อมพอผม ต่อรองเขาว่าเป็นความผิดของคนขับที่ไม่รู้ทางทำให้ออกคู่ขนานไม่ทัน คนขับกลับบอกว่าผู้โดยสารทำไมไม่บอกก็นั่งมาด้วยกัน เเต่ต่อไปมาก็คนละครึ่งทาง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>