0131: วัฒนธรรมบ้าบุญ

คุณคิดว่าอะไรทำให้ประเทศของเรามีเด็กมาขายพวงมาลัยตามสี่แยก ความยากจนเป็นสาเหตุงั้นหรือ?

รายการหลุมดำเคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวคนขายพวงมาลัยแถวสี่แยกอโศก หัวหน้าครอบครัวบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ได้อยากให้ลูก เป็นคนขาย แต่เพราะเมื่อตนขายเองจะขายได้ยากมาก แต่ถ้าเปลี่ยนให้เด็กขายแทนจะขายได้เร็วกว่าประมาณ 6-7 เท่า

ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณว่าใครคือต้นเหตุที่แท้จริงที่ให้เด็กเหล่านี้ต้องมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนแทนที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ

อดัม สมิธ เชื่อว่า demands create supplies หาใช่ supplies create demands ไม่ ในแต่ละปี ประเทศไทยมีความต้องการ “ความน่าสงสาร” จำนวนมหาศาล (เขาบอกว่า คนไทยขี้สงสาร) จึงทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดมหึมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ขึ้น เด็กเหล่านั้นไม่ได้กำลังขายพวงมาลัย แต่พวกเขากำลังขาย “ความน่าสงสาร” ต่างหาก และที่เด็กต้องเป็นคนมาขาย ก็เพราะลูกค้าอยากซื้อจากเด็กมากกว่าจากผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วน่าสงสารมากกว่า ตลาดความน่าสงสารในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี มันเป็นตลาดที่อุปทานสามารถเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเสรีโดยแท้จริง เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดระเบียบใดๆ ได้เลย เพราะจะเป็นการขัดศรัทธาและถือว่าเป็น “บาป” เสียด้วย

ที่จริงแล้ว ถ้าหากมีการสั่งห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก ครอบครัวคนขายพวงมาลัยจะไม่อดตายแต่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น สาเหตุที่ครอบครัวคนขายพวงมาลัยเลือกที่จะขายพวงมาลัยเป็นเพราะมันเป็นวิธีหากินที่ทำรายได้ได้สูงกว่าอาชีพใช้แรงงานทั่วไปอื่นๆ ตามหลักที่ว่า คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ รัฐบาลไม่กล้าห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก เพราะกลัวนักแสวงบุญจะหาว่ารัฐบาลรังแกผู้ไร้โอกาส 

ตลาดบุญเป็นตลาดที่แข่งขันกันที่ความน่าสงสาร นับวันเรายิ่งเห็นขอทานตามป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอทานบางคนเอาแขนข้างหนึ่งซ่อนไว้ในเสื้อ ขอทานเด็กหลายคนโดนเตารีดนาบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดให้กับขอทานที่สามารถทำให้ตัวเองให้ดูน่าสงสารได้มากที่สุดนั่นเอง ตลาดขายความน่าสงสารไทยมีความต้องการสูงมากเสียจนเราไม่สามารถผลิตความน่าสาสารออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี จึงต้องมีการนำเข้า “เด็กถูกเตารีดนาบ” มาจากประเทศเพื่อนบ้านปีๆ นึงนับร้อยๆ คน 

แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ “บุญ” ผู้ซื้อซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยอ้างว่าเพราะความสงสารแต่ลึกๆ แล้วหวังสิ่งที่เรียกว่า “บุญ” เป็นการตอบแทน บางคนไม่ค่อยโลภเลย ทำบุญที่วัดแค่ 20 บาท แต่ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีบุญสำเร็จรูป (ชุดสังฆทาน) ขายตามซูปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เวลาถวายพระก็ไม่ได้คิดหรอกว่า พระจะได้สารอาหารครบหรือไม่ แต่เน้นว่าตัวเองชอบกินอะไรเป็นหลัก เราจะได้ได้กินอย่างนั้นเวลาไปปรโลก ผมว่า ในปรโลก ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจนะครับ เพราะบนโลกมนุษย์ เราทำบุญกันหนักหน่วงกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นแก้วแหวนเงินทองที่รอเราอยู่ในปรโลกน่าจะมีปริมาณมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องบุญหลายเท่า

ผมเคยสงสัยว่าพวกวัดเวลารับบริจาคเงิน สุดท้ายแล้วเขาเอาเงินที่ได้พวกนั้นไปทำอะไรบ้าง ทำไมบางวัดเรี่ยไรให้ญาติโยมบริจาคเงินซื้อกระเบื้องหลังคาอุโบสถตั้งยี่สิบปี แต่ก็ยังคงเรี่ยไรเรื่องเดิมอยู่ มีอยู่วัดหนึ่งดังมาก ได้เงินบริจาคเพียบทุกปี ผมอยากรู้ว่าวัดจะเอาเงินเหล่านั้นไปทำบุญอะไร สุดท้ายแล้วพอได้รู้ ผมแทบเป็นลม เพราะวัดเอาเงินบริจาคที่สะสมมาตลอด 30-40 ปี ไปสร้างมหาอุโบสถหลังใหม่ให้อลังการมากกว่าเดิม (มูลค่ากว่า 1600 ล้านบาท) เพื่อให้ญาติโยมเห็นแล้วศรัทธามากขึ้นอีก จะได้ได้เงินบริจาคในอนาคตที่มากขึ้นไปอีก เงินต่อเงิน เฮ้อ…

แต่ไหนแต่ไรมา พระจะจัดงานบุญเองก็ทำงานไม่สะดวก สู้ฆราวาสไม่ได้ ทุกวัดก็เลยต้องมี “มักทายก” ช่วยเป็นธุระแทนให้ แรกๆ มักทายก็ช่วยเพื่อหวังได้บุญ แต่ตอนหลังทำบ่อยๆ เข้าก็เริ่มยึดเป็นอาชีพ เพราะหาเงินง่ายกว่าธุรกิจอย่างอื่นที่ต้องแข่งขันกัน มีการแบ่งรายได้วัดอย่างเป็นระบบ อย่างที่ในเพลงลูกทุ่งเขาบอกว่า วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กรรมการก้าวไปอีกขั้นด้วยการผูกขาดงานรับเหมาก่อสร้างทั้งหลายของวัดอีกด้วย ก็เลยได้อีกครึ่งหนึ่งมาทางอ้อมผ่านทางการรับเหมาก่อสร้างนี่แหละ ให้มันได้อย่างนั้น สมัยนี้เวลามีข่าวเจ้าอาวาสถูก มักทายก ยิงตายทีไร เปิดกรุออกมา เจ้าอาวาสที่ตายต้องมีเงินในบัญชีส่วนตัว 20-30 ล้านกันทุกคน บรรชิตหนอบรรชิต

ผู้เชี่ยวชาญบุญคนหนึ่งเคยเตือนผมว่า เวลาทำบุญให้ทำบุญด้วยใจ อย่าไปคิดสงสัยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร เพราะเราจะได้บุญไม่เต็มที่ เราได้บุญมาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยมาก สงสัยหลังจากที่ผมเขียนบล๊อคนี้เสร็จ นรกคงจะกินกบาลผมแน่เลย ไหนๆ ก็พูดไปแล้วก็ขอ sacrifice ตัวเองเลยละกัน

การทำบุญเป็นศรัทธาส่วนบุคคล และคนเรามีสิทธิที่จะใช้เงินของเราเองไปกับอะไรก็ได้ตามความพอใจ อันนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าหากคุณจะช่วยสนใจเรื่องมนุษยธรรมด้วยสักนิดทุกครั้งที่ทำบุญ ผมก็ขอขอบคุณแทนเด็กขายพวงมาลัยเหล่านั้นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

28 Responses to 0131: วัฒนธรรมบ้าบุญ

  1. proudinTHAI says:

    เหมือนดูหนังจบไปหนึ่งเรื่อง มีช่วงdrama ตลก(ชอบฮาหักมุมแบบนี้) แล้วจบด้วยแง่คิด
    โดนใจด้วยคนครับ!

       0 likes

  2. DemonMhon says:

    อ่านแล้วโดนใจครับ!

       0 likes

  3. dogdoy says:

    โดนใจมากเลยครับ พยายามคิดเหมือนกันว่าทำไปด้วยใจ เค้าจะเอาไปทำอะไรต่อก็อยู่ที่เค้า

    แต่ก็ทำใจได้ยากจริงๆกับสภาพที่เจอ ทำให้มันอดคิดไม่ได้ซักที

    จริงๆไปทำบุญทางด้านการศึกษานี่น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วมั๊งครับ

       0 likes

  4. นายจร้อนทมิฬ says:

    ขออนุญาตินำข้อความไปเผยแพร่ นะครับท่านสุมาอี้.. แบบว่าตรงใจดี มีความรู้ ..

       0 likes

  5. dcopywriter says:

    คนไทยบ้าบุญ บ้าผี มาแต่ไหนแต่เดิมอยู่แล้ว

    วัดทั้งหลายก็แข่งกันทำเครื่องรางของขลัง
    ทำวัดให้ใหญ่ๆโต เรียกคนเข้าวัด

    เงินในระบบวัดของไทย เยอะแยะไปหมด
    ไม่ต้องเสียภาษีด้วย
    คนเข้าวัดเดี่ยวนี้ มีแต่ยุ่งกับทำธุรกิจหากินกับวัดเต็มไปหมด
    จะเข้าวัดเพื่อปฏิบัติ จะมีสักที่คน
    แล้วไม่มีทางทำแบบ มูลนิธิฉือจี้ ได้แน่นอน

    เรื่องมูลนิธินี้ เคยอ่านในนิตยสาร สารคดีนะครับ
    ลองไปหาอ่านดูได้ครับ ดีกว่าวัดแบบไทยๆเยอะครับ

       0 likes

  6. 1001ii says:

    ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่านครับ :)

       0 likes

  7. Unsleep sheep phone holder says:

    ” ผู้เชี่ยวชาญบุญคนหนึ่งเคยเตือนผมว่า เวลาทำบุญให้ทำบุญด้วยใจ อย่าไปคิดสงสัยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร เพราะเราจะได้บุญไม่เต็มที่ เราได้บุญมาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยมาก…”

    เพิ่งเข้ามาที่นี่ครั้งแรก เข้ามาตามหนังสือ “กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน”

    และยอมรับว่า บทความนี้ก็เขียนได้โดนใจจริงๆ เพราะทุกวันนี้แม้ว่า โดยส่วนตัวชอบอ่านหนังสือธรรมะ แต่ในหลายต่อหลายครั้งที่ทำบุญด้วยการให้ทานหรือบริจาคก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
    ทำแล้วตกลงว่าได้บุญหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับคนธรรมดาหรือพระสงฆ์
    เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า เขาเหล่านั้นเอาเงินไปทำอะไร ทำดีหรือเลว เพราะกาฝากของสังคมฆราวาสและภิกษุสงฆ์ ปัจจุบันนี้มีมากมายเหลือเกิน ในบางครั้งจึงทำให้เกิดความระแวงสงสัย

    ดังนั้น ทุกวันนี้โดยส่วนตัวแล้วจึงมักเลือกบุคคลที่เราจะทำบุญด้วย ไม่ใช่ทำดะไปเรื่อยๆ

    เรื่อง เด็กขอทาน ก็น่าสงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรดี ก็ได้แต่ขอให้บาปกรรมตามทันผู้ทำธุรกิจนรกนี้โดยเร็ว ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ให้แล้วค่ะ

       0 likes

  8. ทับทิม says:

    อ่านแล้วรู้สึกว่าใช่เลย เคยมีเด็กเป็นใบ้มาขายพวงกุญแจพวงละร้อยบาท สงสารเค้ามากแต่รู้สึกว่าร้อยบาทก็แพงไปอยู่ดี แต่สุดท้ายก็ซื้ออยู่ดี ถ้ามันได้ช่วยเค้าให้มีชีวิตทีดีขึ้นจริงๆก็ไม่เสียดายนะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราโดนหลอกรึเปล่า

    อดคิดไม่ได้ว่าบางครั้งการทำบุญกับที่รับบริจาคต่างๆมันค่อนข้างจะ commercial มาก บอกว่าทำบุญให้เด็กให้สุนัข ไถ่กระบือไถ่วัวยังมีเลย ไม่รู้ว่าบางทีหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว จะเหลือไว้ให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเท่าไหร่

    แต่การทำบุญไม่จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเดียวนะคะ เคยได้มีโอกาสไปสอนหนังสือเด็กตาบอด สละเวลาอาทิตย์ละสองสามชั่วโมงไปอ่านหนังสือให้เค้าฟัง แล้วก็บางทีก็ได้ฟังเรื่องต่างๆของเค้า ทำให้เราเองก็ได้คิดอะไรมากขึ้นนะคะ ไม่ต้องเสียเงินแถมผู้ทำบุญยังมีความสุขด้วยค่ะ

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>