
คุณคิดว่าอะไรทำให้ประเทศของเรามีเด็กมาขายพวงมาลัยตามสี่แยก ความยากจนเป็นสาเหตุงั้นหรือ?
รายการหลุมดำเคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวคนขายพวงมาลัยแถวสี่แยกอโศก หัวหน้าครอบครัวบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ได้อยากให้ลูก เป็นคนขาย แต่เพราะเมื่อตนขายเองจะขายได้ยากมาก แต่ถ้าเปลี่ยนให้เด็กขายแทนจะขายได้เร็วกว่าประมาณ 6-7 เท่า
ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณว่าใครคือต้นเหตุที่แท้จริงที่ให้เด็กเหล่านี้ต้องมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนแทนที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ
อดัม สมิธ เชื่อว่า demands create supplies หาใช่ supplies create demands ไม่ ในแต่ละปี ประเทศไทยมีความต้องการ “ความน่าสงสาร” จำนวนมหาศาล (เขาบอกว่า คนไทยขี้สงสาร) จึงทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดมหึมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ขึ้น เด็กเหล่านั้นไม่ได้กำลังขายพวงมาลัย แต่พวกเขากำลังขาย “ความน่าสงสาร” ต่างหาก และที่เด็กต้องเป็นคนมาขาย ก็เพราะลูกค้าอยากซื้อจากเด็กมากกว่าจากผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วน่าสงสารมากกว่า ตลาดความน่าสงสารในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี มันเป็นตลาดที่อุปทานสามารถเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเสรีโดยแท้จริง เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดระเบียบใดๆ ได้เลย เพราะจะเป็นการขัดศรัทธาและถือว่าเป็น “บาป” เสียด้วย
ที่จริงแล้ว ถ้าหากมีการสั่งห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก ครอบครัวคนขายพวงมาลัยจะไม่อดตายแต่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น สาเหตุที่ครอบครัวคนขายพวงมาลัยเลือกที่จะขายพวงมาลัยเป็นเพราะมันเป็นวิธีหากินที่ทำรายได้ได้สูงกว่าอาชีพใช้แรงงานทั่วไปอื่นๆ ตามหลักที่ว่า คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ รัฐบาลไม่กล้าห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก เพราะกลัวนักแสวงบุญจะหาว่ารัฐบาลรังแกผู้ไร้โอกาส
ตลาดบุญเป็นตลาดที่แข่งขันกันที่ความน่าสงสาร นับวันเรายิ่งเห็นขอทานตามป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอทานบางคนเอาแขนข้างหนึ่งซ่อนไว้ในเสื้อ ขอทานเด็กหลายคนโดนเตารีดนาบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดให้กับขอทานที่สามารถทำให้ตัวเองให้ดูน่าสงสารได้มากที่สุดนั่นเอง ตลาดขายความน่าสงสารไทยมีความต้องการสูงมากเสียจนเราไม่สามารถผลิตความน่าสาสารออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี จึงต้องมีการนำเข้า “เด็กถูกเตารีดนาบ” มาจากประเทศเพื่อนบ้านปีๆ นึงนับร้อยๆ คน

แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ “บุญ” ผู้ซื้อซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยอ้างว่าเพราะความสงสารแต่ลึกๆ แล้วหวังสิ่งที่เรียกว่า “บุญ” เป็นการตอบแทน บางคนไม่ค่อยโลภเลย ทำบุญที่วัดแค่ 20 บาท แต่ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีบุญสำเร็จรูป (ชุดสังฆทาน) ขายตามซูปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เวลาถวายพระก็ไม่ได้คิดหรอกว่า พระจะได้สารอาหารครบหรือไม่ แต่เน้นว่าตัวเองชอบกินอะไรเป็นหลัก เราจะได้ได้กินอย่างนั้นเวลาไปปรโลก ผมว่า ในปรโลก ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจนะครับ เพราะบนโลกมนุษย์ เราทำบุญกันหนักหน่วงกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นแก้วแหวนเงินทองที่รอเราอยู่ในปรโลกน่าจะมีปริมาณมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องบุญหลายเท่า
ผมเคยสงสัยว่าพวกวัดเวลารับบริจาคเงิน สุดท้ายแล้วเขาเอาเงินที่ได้พวกนั้นไปทำอะไรบ้าง ทำไมบางวัดเรี่ยไรให้ญาติโยมบริจาคเงินซื้อกระเบื้องหลังคาอุโบสถตั้งยี่สิบปี แต่ก็ยังคงเรี่ยไรเรื่องเดิมอยู่ มีอยู่วัดหนึ่งดังมาก ได้เงินบริจาคเพียบทุกปี ผมอยากรู้ว่าวัดจะเอาเงินเหล่านั้นไปทำบุญอะไร สุดท้ายแล้วพอได้รู้ ผมแทบเป็นลม เพราะวัดเอาเงินบริจาคที่สะสมมาตลอด 30-40 ปี ไปสร้างมหาอุโบสถหลังใหม่ให้อลังการมากกว่าเดิม (มูลค่ากว่า 1600 ล้านบาท) เพื่อให้ญาติโยมเห็นแล้วศรัทธามากขึ้นอีก จะได้ได้เงินบริจาคในอนาคตที่มากขึ้นไปอีก เงินต่อเงิน เฮ้อ…
แต่ไหนแต่ไรมา พระจะจัดงานบุญเองก็ทำงานไม่สะดวก สู้ฆราวาสไม่ได้ ทุกวัดก็เลยต้องมี “มักทายก” ช่วยเป็นธุระแทนให้ แรกๆ มักทายก็ช่วยเพื่อหวังได้บุญ แต่ตอนหลังทำบ่อยๆ เข้าก็เริ่มยึดเป็นอาชีพ เพราะหาเงินง่ายกว่าธุรกิจอย่างอื่นที่ต้องแข่งขันกัน มีการแบ่งรายได้วัดอย่างเป็นระบบ อย่างที่ในเพลงลูกทุ่งเขาบอกว่า วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กรรมการก้าวไปอีกขั้นด้วยการผูกขาดงานรับเหมาก่อสร้างทั้งหลายของวัดอีกด้วย ก็เลยได้อีกครึ่งหนึ่งมาทางอ้อมผ่านทางการรับเหมาก่อสร้างนี่แหละ ให้มันได้อย่างนั้น สมัยนี้เวลามีข่าวเจ้าอาวาสถูก มักทายก ยิงตายทีไร เปิดกรุออกมา เจ้าอาวาสที่ตายต้องมีเงินในบัญชีส่วนตัว 20-30 ล้านกันทุกคน บรรชิตหนอบรรชิต
ผู้เชี่ยวชาญบุญคนหนึ่งเคยเตือนผมว่า เวลาทำบุญให้ทำบุญด้วยใจ อย่าไปคิดสงสัยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร เพราะเราจะได้บุญไม่เต็มที่ เราได้บุญมาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยมาก สงสัยหลังจากที่ผมเขียนบล๊อคนี้เสร็จ นรกคงจะกินกบาลผมแน่เลย ไหนๆ ก็พูดไปแล้วก็ขอ sacrifice ตัวเองเลยละกัน
การทำบุญเป็นศรัทธาส่วนบุคคล และคนเรามีสิทธิที่จะใช้เงินของเราเองไปกับอะไรก็ได้ตามความพอใจ อันนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าหากคุณจะช่วยสนใจเรื่องมนุษยธรรมด้วยสักนิดทุกครั้งที่ทำบุญ ผมก็ขอขอบคุณแทนเด็กขายพวงมาลัยเหล่านั้นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ


เขียนได้ตรงใจเหลือเกิน พึ่งเข้ามาดูครั้งแรกก็เจอบทความดีๆ ซะแล้ว สงสัยต้องเข้ามาอ่านบ่อยๆ ในอนาคตแล้วครับ
ขอบคุณทุกๆ ความเห็นครับ
ไม่อยากสรุปว่าต้องทำบุญแบบไหนถึงจะถูกแค่อยากฝากประเด็นไว้ให้ลองพิจารณากันนะครับ
ขอให้มีความสุขครับ
(มิวเซียมจะลองไปเยี่ยมชมดูครับ khun_ant)
Foccr.com แหล่งรวมพลของคนรักลูกหนัง
ขอเชิญคุณมาร่วมแบ่งปัน พูดคุย นำเสนอ วิเคราะห์ วิจารณ์ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับวงการฟุตบอล แบบถึงพริกถึงขิง ในสไตล์ที่เป็นคุณ เพื่อให้เป็นแหล่งรวมพลของคนรักลูกหนังแห่งใหม่
ผมอยากจะทำงานวิจัยตอนเรียนโทเศรษฐศาสตร์เรื่อง Deadweight loss ของการบริจาคที่ไม่มีประสิทธิภาพทุกประเภท
ผมว่าณตอนนี้คิดแบบคร่าวๆน่าจะส่งผลเสียเป็นมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ปีละ 120000 ล้านบาท
2000 บาทต่อคน
แต่กลัวไม่จบ ไว้มีอิสระทางการเงินแล้วจะทำครับ ใครใจกล้าเสียสละลองทำดูก็ได้ครับ
นอกเรื่องหน่อยครับ
ค้นจากพจนานุกรมของราชบัณฑิตฯ
เจอแต่คำว่า “มัคนายก”
ไม่เจอ “มัก-คะ-ทา-ยก” เลย
ผมเลิกให้เงินขอทานไปนานเเล้วครับ ยิ่งให้จะยิ่งทำให้เขาขอทานไปตลอดชีวิต
เรื่องใส่บาตรถวายอาหารพระ บางทีเห็นถวายกันเต็มโต๊ะ เอาเเต่ของดีๆ พระท่านก็ฉันไม่หมด จะปฏิเสธไม่ได้ กลายเป็นการสิ้นเปลืองเข้าไปอีก
พูดถึงเงินบริจาคเเล้วนึกถึง ท่านปัญญา หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านไม่มีเงินในบัญชีท่านเลย ยกให้วัดหมด
เเล้วพวกนักศึกษาที่มาขอบริจาคเพื่ออกค่ายอีก อาจารย์คิดว่าไงครับ ??
น่าคิด
หัวข้อนี้อ่านสนุกดี ชอบๆ
เป็นมุมมองที่น่าสนใจครับ
โดยส่วนตัวที่ผมปฏิบัติมานาน คือ ผมจะไม่ให้เงินกับขอทาน หรือซื้อพวงมาลัย แม้ว่าจะดูน่าสงสารแค่ไหน
เพราะมองว่าวิธีที่จะลดการใช้แรงงานเด็กอย่างผิดกฏหมายเหล่านี้ ที่คนธรรมดาพอจะทำได้ คือ ลดแรงจูงใจ(ไม่ไปอุดหนุน)ในการประกอบอาชีพของเขา ถ้าเรายิ่งสงสาร และให้เงินเขา เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้เขายึดอาชีพนั้นไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าเป็นเด็กโตที่เป็นเด็กนักเรียน มาขายสติ๊กเกอร์ หรือขายของเล็กๆน้อยๆตามร้านอาหาร ผมกลับอุดหนุน เพราะเชื่อว่าเด็กโตน่าจะมาขายของเองโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกพ่อแม่บังคับมาเหมือนเด็กเล็กที่มานั่งขอทาน
อีกส่วนหนึ่ง ผมเชื่อว่าการศึกษาเท่านั้นที่ทำให้คนจนลืมตาอ้าปากได้ เงินบริจาคเกือบทั้งหมดที่ผมให้แต่ละปี จึงมีแต่บริจาคเพื่อการศึกษา
ขอถือโอกาสแนะนำ มูลนิธิศุภนิมิต ครับ
http://www.worldvision.or.th
มีเพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งเป็นผลผลิตจากโครงการของมูลนิธินี้เช่นกัน ในส่วน “วันนี้ของอดีตเด็กในอุปการะ”
เงินบริจาคสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วยครับ
พูดถึงการทำบุญทำทาน คนไทยส่วนใหญ่ทำกันอยู่มากแต่โดยมากเป็นการทำตามๆกันมาไม่ได้ศึกษาเหตุผลอย่างแท้จริง จนเกิดกระแสธุรกิจที่ขายบุญขึ้นมา จึงอยากเชิญชวนให้ศึกษากันอย่างถ่องแท้ พิจารณาถึงเหตุและผลก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรครับ
การทำบุญ
การทำบุญ หมายถึง การปฏิบัติเพื่อให้เกิดบุญ เรียกเป็นศัพท์ว่า บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า การกระทำซึ่งสามารถให้ผลบุญแก่ผู้กระทำ มี ๑๐ วิธีคือ
๑. ทานมัย หมายถึง การทำทานทำให้ได้บุญ ทาน คือ การให้ การสละทรัพย์สินเงินทอง ความรู้ ความช่วยเหลือ ฯลฯ ให้แก่ผู้อื่นย่อมทำให้ได้ผลตามที่ได้ให้นั้น ให้ทานอย่างไรย่อมได้ผลทานอย่างนั้น เราจึงควรตั้งใจให้สิ่งที่มีคุณ สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ
๒. ศีลมัย หมายถึง การรักษาศีลทำให้ได้บุญ การรักษาศีล หมายถึง การควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ประพฤติร้ายต่อผู้อื่น ย่อมจัดว่าเป็นการกระทำที่ดี เป็นกุศลกรรมจึงทำให้ได้รับผลดี
๓. ภาวนามัย หมายถึง การเจริญภาวนาย่อมทำให้ได้บุญ ภาวนา คือ การลงมือปฏิบัติ เพื่อการขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป การบำเพ็ญภาวนาเป็นทางที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริงจึงจัดเป็นบุญขั้นสูงสุด
๔. อปจายนมัย (อ่านว่า อะปะจายะนะมัย) หมายถึง บุญที่เกิดจากการประพฤติตนเป็นคนอ่อนน้อม ไม่กระด้าง ไม่ถือดี คนที่เป็นคนอ่อนน้อมย่อมเป็นที่เมตตาของผู้ที่รู้จักและได้พบเห็น ความเมตตานั้นย่อมส่งผลให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม จึงจัดเป็นบุญอย่างหนึ่ง
๕. เวยยาวัจจมัย หมายถึง บุญซึ่งได้จากการขวนขวายช่วยกิจการงานของผู้อื่น ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านใกล้เคียงมีกิจการงานอะไรที่พอช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ หรืองานอื่นๆ ถ้าเราช่วยด้วยความเต็มใจ ก็จะทำให้เกิดความรักใคร่ สามัคคีกัน เกิดความเป็นมิตรต่อกัน เมื่อเรามีความเดือดร้อน มิตรก็จะช่วยเหลือเรา นับเป็นบุญอย่างหนึ่ง
๖. ปัตติทานมัย หมายถึง บุญที่สร้างด้วยการให้ส่วนบุญของตนแก่ผู้อื่น เช่น เวลาที่เราถวายทานแด่พระสงฆ์ เราจะอุทิศส่วนบุญที่เราทำนั้นให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ให้แก่เทวดาและสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น การแผ่ส่วนกุศลของตนให้แก่ผู้อื่นดังนี้นับเป็นบุญอย่างหนึ่ง
๗. ปัตตานุโมทนามัย หมายถึง บุญเกิดได้ด้วยการอนุโมทนา คือ การยินดีในบุญที่ผู้อื่น เผื่อแผ่มาให้เรา เป็นการยอมรับในการทำดีของผู้อื่น ยอมรับน้ำใจที่ผู้อื่นเผื่อแผ่มาให้เรา การอนุโมทนาเมื่อมีผู้ตั้งใจแบ่งส่วนบุญให้เรา จึงจัดว่าเป็นบุญด้วย
๘. ธัมมัสสวนมัย (อ่านว่า ธัม-มัต-สะวะนะมัย) หมายถึง บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม ด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้ในทางธรรมะของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตนตามพระธรรมคำสั่งสอนนั้น การฟังธรรมทำให้ได้บุญอย่างหนึ่ง
๙. ธัมมเทสนามัย หมายถึง บุญที่ได้ด้วยการสั่งสอนธรรมะ สอนความรู้ที่มีอยู่ให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย ยิ่งมีผู้รู้ธรรมะปฏิบัติธรรมะมากขึ้นเท่าไร โลกก็จะมีแต่คนดี มีแต่คนที่ไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้น โลกก็จะเป็นโลกที่สงบสุขยิ่ง การสั่งสอนธรรมะให้ผู้อื่นจึงจัดว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม หมายถึง บุญที่เกิดจากการที่คิดให้ถูกให้ตรงตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา การที่ไม่ทำนอกรีตนอกรอย นอกแบบพระพุทธศาสนาย่อมได้บุญ แม้คนที่นับถือศาสนาอื่น ถ้าเราช่วยเหลือ ไม่เบียดเบียนทำร้ายเขาก็ถือว่า เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดบุญได้เช่นเดียวกัน
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การทำบุญ คือ การให้หรือถวายสิ่งของแก่พระภิกษุสงฆ์เท่านั้น แท้จริงแล้ว การทำบุญสามารถทำได้ถึง ๑๐ วิธี การให้สิ่งของเป็นเพียงการทำบุญวิธีหนึ่งเท่านั้น พุทธศาสนิกชนควรพยายามทำบุญให้ได้ครบทั้ง ๑๐ วิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขทั้งแก่ตนเองและแก่สังคม
ทาน
ทาน แปลว่า การให้ หมายถึงการยกสิ่งที่เป็นของตนให้แก่ผู้อื่น ในทางพระพุทธศาสนาทานเป็นการกระทำที่จัดว่าเป็น กุศลกรรม คือ การทำดี
ในภาษาไทย ทาน หรือ การให้ทาน มักจะมีนัยหมายถึงการให้ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้แก่คนยากจน คนที่มีฐานะด้อยกว่า การให้ความรู้แก่คนที่ไม่รู้ก็เรียกเป็นศัพท์ว่า วิทยาทาน แต่ในทางพระพุทธศาสนา ทาน แปลว่า การให้ เป็นคำที่มีความหมายกว้าง จะให้อะไรแก่ใครก็เรียกว่า ทาน ได้ทั้งนั้น เช่น ของที่ถวายพระภิกษุเรียกว่า ไทยทาน แปลว่าทานสำหรับให้ของที่ตั้งใจให้แก่สงฆ์โดยไม่เจาะจงว่าเป็นรูปใดเรียกว่า สังฆทาน
การให้ทำให้เกิดการเสียสละ เพราะเป็นการตัดความตระหนี่ออกจากใจ จึงเป็นการกระทำที่นับว่าเป็นบารมีประการหนึ่ง เราควรฝึกจิตให้รู้จักการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น จะเป็นการให้ทรัพย์สิน ข้าวของ เครื่องใช้ วิชาความรู้ ความช่วยเหลือ ความเอื้ออาทร หรือการให้อภัยก็ได้ การให้ทำให้ขจัดความเห็นแก่ตัว ขจัดกิเลส สังคมเราคงจะเป็นสังคมที่ดี มีความสุข ถ้าเราคิดจะเป็นผู้ให้แทนที่คิดแต่จะเป็นผู้รับ
การทำทาน
เมื่อคนมีความทุกข์ยาก ขาดแคลน ประสบภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ถูกโจรปล้น เรามักจะสละสิ่งของ เงินทอง เพื่อช่วยผู้ที่มีทุกข์ยากเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ การทำเช่นนี้ในทางศาสนาพุทธเรียกว่า ทำทาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาถึง สาเหตุที่คนทำทานไว้ ๘ อย่างคือ
๑. พบเข้าก็ให้ทาน
๒. ให้ทานเพราะกลัวอันตราย
๓. ให้ทานเพราะคิดว่าเขาเคยให้แก่เรา
๔. ให้ทานเพราะคิดว่าเขาจะให้แก่เราตอบแทน
๕. ให้ทานเพราะคิดว่าทานเป็นของดี
๖. ให้ทานโดยการตักบาตรเพื่อสงเคราะห์พระภิกษุให้มีอาหารฉัน เพราะมีข้อห้ามไม่ให้พระภิกษุประกอบอาหารฉันเอง
๗. ให้ทานเพราะหวังเกียรติยศชื่อเสียง
๘. ให้ทานเพื่อขัดเกลาจิตใจไม่ให้แข็งกระด้าง น้อมนำเข้าหาธรรมะที่สูงขึ้นได้ง่าย
การให้เพื่อน้อมนำเข้าหาธรรมะนี้ เป็นการให้เพื่อประโยชน์ของการให้เพราะเห็นว่าการให้เป็นการกระทำที่ดี ทำให้ผู้รับได้ประโยชน์ เป็นการให้โดยไม่หวังผลอย่างอื่นนอกจากขจัดความโลภ เท่านั้น ถือว่าเป็นการให้ที่ถูกต้อง การให้อย่างนี้เป็นการให้ที่เรียกว่า สัปปุริสทาน คือทานของคนดี
สัปปุริสทาน มีลักษณะ ๘ ประการ คือ
๑. ให้สิ่งที่บริสุทธิ์ หมายความว่า ให้ของที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ใช่ให้ของที่ขโมยเขามา
๒. ให้สิ่งที่ประณีต หมายความว่า ตั้งใจให้ และของที่ให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
๓. ให้ในเวลาที่เหมาะ ตามที่เขาต้องการ
๔. ให้สิ่งที่ควรให้ ไม่ให้สิ่งที่เป็นพิษเป็นโทษ
๕. พิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรให้ จึงตัดสินใจให้
๖. ให้อยู่เสมอ ไม่ใช่ให้หนเดียวเลิก
๗. ผู้ให้ต้องมีจิตเลื่อมใส มีความตั้งใจที่จะให้
๘. ให้แล้วรู้สึกอิ่มใจ พอใจที่ได้ให้
การให้ซึ่งมีลักษณะ ๘ ประการดังกล่าวนี้ เป็นการให้ที่ควรให้ การให้ดังนี้เป็นการให้ที่ประเสริฐ ถือว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า