เรื่องของภาษีเงินได้
ยังไงๆ รัฐฯ ก็ยังต้องเก็บภาษีพลเมืองอยู่ เพราะรัฐฯ ต้องทำบริการสาธารณะบางอย่าง ที่ยังปล่อยให้เอกชนทำแทนทั้งหมดไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องการคุ้มครองสิทธิให้แก่บุคคล หรือการป้องกันประเทศ เป็นต้น รัฐฯ จึงยังต้องเก็บภาษีเพื่อให้มีงบประมาณ (แม้ว่าในทางเศรษฐศาสตร์ ภาษีก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมเสมอ)
ส่วนรัฐฯ ควรเก็บภาษีมากหรือน้อย เพราะรัฐฯ ควรทำบริการสาธารณะด้วยตนเองมากหรือน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ยังเถียงกันไม่จบ แต่สรุปแล้ว แทบไม่มีใครไม่เห็นด้วยว่า รัฐฯ ยังต้องเก็บภาษีอยู่ มากหรือน้อยอีกเรื่องหนึ่ง
แต่นอกจากเหตุผลเรื่องบริการสาธารณะแล้ว ยังมีแนวคิดอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ของภาษีที่มาแรงไม่แพ้กันคือ ภาษีถือเป็นวิธีการกระจายรายได้รูปแบบหนึ่ง ที่ใช้ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แนวคิดนี้ทำให้มีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือคนรวยต้องจ่ายภาษีในอัตราสูงกว่าคนจน แล้วนำภาษีมาทำสวัสดิการสังคมต่างๆ เป็นการกระจายรายได้โดยทางอ้อม
พักหลังดูเหมือนหน้าที่นี้ของภาษีจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นกันทั่วโลกด้วย จนแทบจะกลายเป็นจุดประสงค์หลักของภาษีไปแล้ว
ผมไม่ขอแสดงความเห็นว่า การกระจายรายได้มากๆ เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่สมมติว่า เราต้องการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกระจายรายได้ที่ดีจริงๆ มีบางอย่างที่ผมเห็นว่าควรปรับปรุงเกี่ยวกับระบบภาษีเงินได้ของเราครับ
อย่างแรกเลยคือ การกระจายรายได้โดยอาศัยอัตราภาษีเงินได้แบบก้าวหน้า กล่าวคือ อัตราภาษีเงินได้อยู่ที่ 0-37% ขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิของแต่ละคน
อันนี้ฟังดูแล้วก็เหมือนจะดี แต่ในทางปฏิบัติ วิธีนี้ทำให้เกิดการกระจายรายได้แค่เฉพาะจากคนชั้นกลางไปสู่คนจนเท่านั้น แทบไม่มีผลอะไรกับคนรวยเลย
เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น?
ก็เพราะรายได้ที่เอามาใช้คำนวณเพื่ิอคิดภาษีในส่วนนี้ส่วนใหญ่คือ รายได้ประเภทเงินเดือนประจำ และพวกค่าวิชาชีพต่างๆ คนที่มีรายได้ประเภทนี้เป็นหลักคือ คนชั้นกลาง เท่านั้น เพราะคนชั้นกลางคือพวกมนุษย์เงินเดือน (หรืออย่างมากก็พวกวิชาชีพ เช่น หมอ ทนายความ เป็นต้น) ส่วนคนที่รวยจริงๆ นั้น มักจะมีรายได้ส่วนใหญ่ในรูปของผลตอบแทนจากสินทรัพย์เป็นหลัก ได้แก่ เงินปันผลของบริษัท ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินปันผลในหุ้น ค่าเช่า ฯลฯ (คนรวยต้องเป็นนายทุน) เงินได้ส่วนนี้มักหัก ณ ที่จ่ายได้ที่ 10-15% เท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดก็เสียภาษีผ่านทางภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตรา 30% ฉะนั้นคนรวยจริงๆ จะเสียภาษีเพียงแค่ราวๆ 10-15% ของรายได้รวมเท่านั้น พวกเขาอาจมีรายได้ในรูปของเงินเดือนอยู่บ้าง แต่ว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมดของพวกเขา
เท่ากับว่า ทุกวันนี้คนที่เสียภาษีหนักที่สุดไม่ใช่คนรวย แต่เป็นคนชั้นกลางระดับบนที่เสียภาษีมากถึง 37% ของรายได้ คนที่รวยกว่านั้นกลับเสียภาษีแค่ประมาณ 10-15% ของรายได้รวมเท่านั้น คิดแล้วยังน้อยกว่าคนชั้นกลางระดับกลางที่ต้องเสียภาษี 20-30% ของเงินเดือนเสียอีก
ดังนั้นใครอยากขึ้นภาษีเพื่อกระจายรายได้มากขึ้น อัตราภาษีที่ควรจะเพิ่มมากที่สุดน่าจะเป็นเงินได้พวกดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าเช่า รวมทั้งเริ่มต้นภาษีที่ดิน และภาษีมรดก ซึ่งเป็นภาษีของคนรวยจริงๆ ที่ทุกวันนี้ไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาท ทำให้คนรวยเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับรายได้ อัตราภาษีพวกนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นให้มากกว่าภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าขั้นสูงสุดของคนชั้นกลางก็ได้ (มีแนวคิดด้วยว่า คนรวยย้ายถิ่นฐานได้ง่าย ถ้าถูกเก็บภาษีมากเกินไปก็อาจพากันไปลงทุนที่อื่น) แต่ควรจะมากกว่าที่เป็นอยู่ แค่ขึ้นอัตราภาษีพวกนี้นิดเดียว รัฐฯ ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาลแล้ว
ส่วนภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าสูงสุดที่ 37% นั้น ผมกลับเห็นว่า ควรจะลดลงด้วยซ้ำ เพราะแม้คนชั้นกลางระดับบนจะมีฐานะค่อนข้างดี แต่พวกเขาก็ต้องเหนื่อยและเครียดกว่าคนทั่วไปมากกว่าจะหาเงินเหล่านี้มาได้ (ผู้บริหารระดับสูง หมอ ที่ปรึกษา) ไม่ใช่เงินที่เกิดจากการรอเก็บดอกผลของสินทรัพย์แบบพวกดอกเบี้ย หรือเงินที่ชาติกำเนิดบันดาลมาให้แบบมรดก จึงน่าจะให้รางวัลพวกเขามากกว่าที่จะลงโทษครับ
ทุกวันนี้ คนไทยที่เสียภาษีเงินได้มีไม่ถึง 5% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นแม้อัตราภาษีเงินได้แบบก้าวหน้าของไทยจะไม่สูงนัก แต่ก็ถือว่าโหดมากแล้วในแง่ของการกระจายรายได้ บางคนบอกว่าทำไมไทยไม่เก็บภาษีเงินได้แบบโหดๆ แล้วเอามาทำสวัสดิการสังคมดีๆ แบบกลุ่มประเทศนอร์ดิกบ้าง แต่อย่าลืมว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง คนส่วนใหญ่จึงเป็นผู้เสียภาษี (สหรัฐฯ มีผู้เสียภาษีเกิน 50% ของประชากร) ถ้ารัฐฯ เก็บภาษีสูงๆ เพื่อมาทำสวัสดิการสังคม เงินส่วนใหญ่จะกลับมาที่คนกลุ่มเดิม แต่ถ้าเราทำอย่างเขาบ้างไม่รู้ว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อความรู้สึกไม่พอใจระหว่างชนชั้น ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากอยู่แล้ว สำหรับสังคมไทยครับ

คนรวยบางคนเป็นคนออกกฏหมายเอง ใครมันจะยอมให้ตัวเองเจ็บตัว
ชอบมากค่ะ เห็นด้วยเลย
เรื่องของเรื่องก็คือคนรวยมีอำนาจในการออกกฏหมายนะครับ ทั้งโดยทา
ตรงและอ้อม สส สว ส่วนมากก็ตัวแทนคนรวยทั้งนั้น
วิธีการแก้ก็คือคุณต้องทำให้ตัวเองรวยเหมือนคนพวกนั้นคุณจึงจะเสียภาษีน้อย
นี่แหละครับ ประเทศไทย
สิ่่งที่น่าากลัวสุด คือมีคนบอกผมบ่อยๆว่าเงินภาษีทุกบาทที่ผมได้จ่ายไปนั้น มีบางส่วนหายไปอยางไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ
@Nano
ขอบคุณครับ
จริงๆ เงินปันผลที่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
สรรพากร คิดว่าได้หักภาษีไป 37% แล้วครับ
ซึ่งเกิดจาก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% + 10% ของ 70% ที่เป็นส่วนกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้ว เพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลอีกที
ส่วนการเครดิตภาษี เพื่อให้สะท้อนอัตราภาษีก้าวหน้าของผู้รับเงินปันผลอีกที
แต่ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า คนรวยเสียภาษีน้อยกว่าคนชั้นกลางมาก
@sora
คิดว่าสหรัฐฯ น่าจะเกิดจากความสามารถในการกู้เพิ่มได้ไม่จำกัดเนื่องจากเงินดอลล่าร์เป็นเงินสำรองของโลก คนเราถ้ากู้ได้ไม่จำกัด ก็เกิด temptation ที่จะกู้ เวลามีปัญหาอะไรก็ไม่หาวิธีแก้ไขอย่างอื่น เพราะกู้เอาง่ายกว่า ทำให้หนี้สินพอกพูนไม่จบสิ้น
ส่วนกรณีของ peripheral europe การใช้เงินยูโรน่าจะมีส่วนไม่น้อย เพราะทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำเกินจริงได้ (เจ้าหนี้ไม่มี currency risk, หรือมีเท่ากับเยอรมัน) ทำให้กู้ได้เกินความสามารถของตัวเองอีกเช่นกัน
ในแง่นี้แนวคิดที่ว่า การเปิดโอกาสในคนกู้เงินได้เยอะๆ จะนำไปสู่ความฉิบหายแก่เขา น่าจะเป็นจริงอยู่ไม่น้อย ขนาดประเทศพวกนี้ยังห้ามใจไม่ได้เลย
ภาษีที่ดินเปล่าไม่ได้รับการพิจารณาใน วาระครม. ล่าสุดครับ
ก็แปลกดีปากบอกว่าทำเพื่อคนรากหญ้า
สุดท้ายประชาชนก็โดนหลอกเสมอ
แก้กฎหมายยังไง คนรวยและมีอำนาจ ก็เลี่ยงภาษี หนีภาษีได้อยู่ดี เพราะไม่ทำตามกฎหมายกัน ส่วนคนชั้นกลางก็เสียภาษีหนักสุดและไม่มีโอกาสได้รวยซักที แถมเสียภาษีไป นักการเมืองก็เอาไปกินกันหมด
ต่อให้ทำตามกฎหมายกันหมด แต่ก็หาจุดเหมาะสมไม่ได้อยู่ดี ว่าคนรวยจะเสียภาษีซักเท่าไหร่ดี 20% 30% 40% เอาเกณฑ์อะไรมาตัดสิน ถ้าเป็นคนขยันแล้วรวย เขาก็อาจมองว่าเขาทำเหนื่อย มาจากนํ้าพักนํ้าแรง ทำไมจะต้องมาเสียภาษีมากเกินไปเพื่อเลี้ยงคนอื่น ที่ไม่ขยันทำงาน เป็นต้น ไม่นับคนที่โกงหรือเอาเปรียบคนอื่นจนรวยนะครับ อย่างนั้นน่าเสียภาษีมากกว่า
แถมกฎหมายภาษีอากร ก็ไม่น่าจะออกมาได้ยุติธรรมอยู่ดี อย่างนายทุนมีที่ดินมากเป็นพันไร่ ลองปลูกพืชทำการเกษตรซักหน่อยก็ไม่ต้องเสียภาษีที่ดินแล้ว เทียบกับ เจ้าของห้างดังพื้นที่เยอะๆในตัวเมืองซัก300 ไร่ จะต้องเสียภาษีเท่าไหร่กัน
สุดท้ายผมว่าภาษีที่ดินฉบับใหม่และภาษีมรดกอาจจะคลอดยากหน่อย เพราะพวกขาใหญ่ เขามีที่ดินกันเยอะๆทั้งนั้น แล้วเขาจะยอมเสียภาษีกันหรือเนี่ย
ปัญหาโลกแตกอีกเรื่องหนึ่งครับเรื่องภาษี….
@romee
http://archive.voicetv.co.th/content/21650