กกต. ชอบบอกว่า อย่าซื้อสิทธิขายเสียง อันนี้ผมไม่มีความเห็นครับ
แต่ที่รู้สึกขัดใจคือที่เขาบอกว่า ให้ช่วยกันเลือก “คนดี” เข้าสภา คำขวัญนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นค่านิยมไปแล้ว
ในกทม. ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนส่วนใหญ่ไม่รู้จักผู้สมัครเป็นการส่วนตัว แล้วจะให้พวกเรารู้ได้อย่างไรครับว่า ผู้สมัครคนไหนที่เป็นคนดี จะให้ดูจากภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามฉายออกมาให้เราเห็นในทีวีอย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้ว การบอกให้เลือกคนดีก็คือการบอกให้พยายาม “เดา” ว่าคนไหนเป็นคนดี ซึ่งต้องหนีไม่พ้นการดูโหวงเฮ้ง ไอ้หมอนี่หน้ามันดูโกงๆ น่าจะเลว อะไรทำนองนั้น สงสารผู้สมัครที่โชคร้ายเกิดมาหน้าตาไม่เป็นมิตรจัง ผมว่าวิธีนี้แย่พอๆ กับการซื้อเสียงเลย
ที่ยิ่งแล้วใหญ่คือ เขาบอกให้เลือกโดยดูจากนโยบาย อันนี้ในฐานะคนบ้ากลยุทธ์ ผมขอค้านสุดๆ นโยบายเป็นเพียงเรื่องที่เราฟังเอาจากคำพูดของผู้สมัครเท่านั้น มันจึงปราศจากหลักประกันใดๆทั้งสิ้น (lack credibilities) แถมเวลามีเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ทีไร ถ้าผู้สมัครคนไหนไอเดียบรรเจิดคิดนโยบายที่โดนใจคนกรุงเทพแบบสุดๆ ออกมาได้ ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นผู้สมัครคนอื่นแอบ copy นโยบายนั้นกันใหญ่ สุดท้ายแล้ว ถ้าเลือกโดยดูจากนโยบาย เลือกคนไหนก็เหมือนกัน เพราะผู้สมัครทุกคนย่อมรับปากว่าจะทำทุกเรื่องที่เขาเห็นว่าอยู่ในกระแสสังคม
ผมว่าเกณฑ์ที่พึ่งพาได้มากที่สุดคือ ดูจากประวัติการทำงานในอดีต ว่าผู้สมัครมี qualification มากพอที่จะทำหน้าที่นั่นหรือไม่ ประวัติการทำงานเป็นเรื่องที่ผู้สมัคร copy ไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น มันจึงน่าเชื่อถือมากกว่านโยบาย ถ้าผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่หันมาเลือกประวัติการทำงานในอดีตเป็นเกณฑ์ ต่อไปผู้สมัครก็จะแข่งขันกันเรื่องประวัติการทำงานซึ่งยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะผู้สมัครจะได้มีคุณภาพมากขึ้น
เมื่อเราเลือกจาก qualification แล้ว เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง เขาจะมีนโยบายอย่างไรก็แล้วแต่เขา เราต้อง honor เขา เพราะถือว่าเขาเป็นคนมี qualification ก็ควรที่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ค้านหมดทุกเรื่อง ถ้าเราเลือกนโยบายเอง เราไม่รู้หรอกว่านโนบายไหนทำได้จริง ทำไม่ได้จริง เพราะเราไม่มี qualification มากพอ เลือกคนที่ qualified แล้วให้เขาเลือกนโบบายที่เขาเห็นว่าเหมาะสมให้เราจะดีกว่า ทุกวันนี้ก็เพราะพวกเราชอบเลือกที่นโยบายนี่แหละถึงได้มีแต่คนเข็นนโยบายประชานิยมออกมาไม่รู้จักจบสิ้น
สรุปแล้ว ”อย่าเลือกคนดี อย่าเลือกที่โยบาย เลือกโดยดูที่ qualification อย่างเดียว”
(ปล.: เรื่องแบบนี้ต้องเขียนในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งครับ จะได้ไม่ถูกแปลความว่าแอบเชียร์ผู้สมัตรคนไหนอยู่หรือเปล่า)

น่าสนใจมากค่ะ
แต่จะอิง Qualification ได้ในระดับไหน ถ้า Qualification มันซื้อกันได้???
ซื้อตำแหน่ง / ซื้อใบเซอร์ ฯลฯ …?
สุดท้ายประชาชนก็ควรมี ความรู้และวิจารณญาน ในการเลือก “คนมีคุณสมบัติ” เข้ามาบริหารประเทศ
ห่วงอนาคตประเทศไทยค่ะ
อ่านความเห็นแต่ละคนแล้ว
เข้าใจเลยครับ ไม่ว่าคนดีแค่ใหน พอลงเล่นการเมืองแล้วจะถูกเหมารวมว่าเป็นคนเลวทันที
แบบนี้ใครจะอยากเป็นนักการเมืองเพื่อประชาชนหล่ะครับ ขาดแรงจูงใจสุดๆไปเลย
แบบนี้ก็ไม่ต้องหานักการเมืองดีๆหรอกครับ เพราะทุกๆคนไม่อยากได้ และกีดกันคนดีเข้ามาด้วยตัวเอง
คนที่เข้ามา ก็คือคนที่ต้องการผลประโยชน์ และไม่สนใจคำครหาใดๆ เพราะมีแรงจูงใจครบถ้วน
แล้วคนก็จะเหมารวมนักการเมืองเลวทั้งนั้นโดยไม่คิดอะไร แล้วก็จะชักจูงนักการเมืองไม่ดีเข้ามาเป็นวัฏจักร
มาแอบอ่านครับ
เคยอ่านหนังสือของคุณสนุกดี มาอ่านในบล๊อกก็ สนุก ได้ความรู้
ไว้จะมาติดตามบ่อยๆครับ
อ้อ ! ลืมบอกไปครับ
อ่านหนังสือคุณแล้วชอบ
เลยตามมาอ่าน Blog ต่อ
อืม ! นโยบาย มันก็คล้ายๆกับนิยายน่ะครับ
ฟังนโยบายก็คล้ายๆ กับฟังนิยาย
ฟังแล้วเคลิ้ม ฝันหวาน
แต่ ..
ไม่เป็นจริงซักที
สิ่งที่ออกจากปากนักการเมืองส่วนใหญ่
ผมไม่ค่อยให้ราคาเท่าไหร่แล้วล่ะครับ
เพราะมันเหมือนกับฟังพากย์มวย
คนพากย์ก็พากย์ไป
ส่วนนักมวยก็ชกกันไป
แบ่งแยกหน้าที่กันเด็ดขาด
ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
บางทีนักมวยโดนน๊อค จบไฟต์ไปแล้ว
คนพากย์ยังมันปากพากย์อยู่เลย
แต่ถ้าไม่ได้ฟังนโยบายจากปาก
ก็จะไม่รู้ว่า
นักการเมืองคนนั้น
มีอะไรในหัวหรือเปล่า
อาจจะสมองกลวง
เก่งแค่ยกมือไหว้ดะ กับแจกเงินก็ได้
เลือกยาก เหมือนซื้อหวยจริงอย่างที่คุณข้างบนว่านั่นแหละ
บางที ผมว่าการเลือกตั้งไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ที่จะได้ผู้ปกครองที่ดี
นักเลือกตั้ง ต้องคอยเอาใจ คนเลือกทั้งๆที่เป็นเรื่องไม่ดีในระยะยาว
ก็ต้องทำเพื่อเอาใจคนเลือก
บางอย่างที่ถูกต้องเเละดีในระยะยาวก็ ทำไม่ได้ถ้ากระทบคนส่วนใหญ่
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ยังใช้ได้อยุ่มั้ง ถ้าไม่ดีแตกเสียก่อนคง พอพิ่งได้ แต่ระยะเวลาครับพิสูจน์ ว่าคนๆนั้น ทำอะไรมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน สม่ำเสมอ มากน้อย เท่าไหร่ คงพอ กรองคนๆนั้นได้เยอะอยู่ครับ