0176: อย่าเลือกที่นโยบาย -
กกต. ชอบบอกว่า อย่าซื้อสิทธิขายเสียง อันนี้ผมไม่มีความเห็นครับ
แต่ที่รู้สึกขัดใจคือที่เขาบอกว่า ให้ช่วยกันเลือก “คนดี” เข้าสภา คำขวัญนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นค่านิยมไปแล้ว
ในกทม. ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนส่วนใหญ่ไม่รู้จักผู้สมัครเป็นการส่วนตัว แล้วจะให้พวกเรารู้ได้อย่างไรครับว่า ผู้สมัครคนไหนที่เป็นคนดี จะให้ดูจากภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามฉายออกมาให้เราเห็นในทีวีอย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้ว การบอกให้เลือกคนดีก็คือการบอกให้พยายาม “เดา” ว่าคนไหนเป็นคนดี ซึ่งต้องหนีไม่พ้นการดูโหวงเฮ้ง ไอ้หมอนี่หน้ามันดูโกงๆ น่าจะเลว อะไรทำนองนั้น สงสารผู้สมัครที่โชคร้ายเกิดมาหน้าตาไม่เป็นมิตรจัง ผมว่าวิธีนี้แย่พอๆ กับการซื้อเสียงเลย
ที่ยิ่งแล้วใหญ่คือ เขาบอกให้เลือกโดยดูจากนโยบาย อันนี้ในฐานะคนบ้ากลยุทธ์ ผมขอค้านสุดๆ นโยบายเป็นเพียงเรื่องที่เราฟังเอาจากคำพูดของผู้สมัครเท่านั้น มันจึงปราศจากหลักประกันใดๆทั้งสิ้น (lack credibilities) แถมเวลามีเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ทีไร ถ้าผู้สมัครคนไหนไอเดียบรรเจิดคิดนโยบายที่โดนใจคนกรุงเทพแบบสุดๆ ออกมาได้ ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นผู้สมัครคนอื่นแอบ copy นโยบายนั้นกันใหญ่ สุดท้ายแล้ว ถ้าเลือกโดยดูจากนโยบาย เลือกคนไหนก็เหมือนกัน เพราะผู้สมัครทุกคนย่อมรับปากว่าจะทำทุกเรื่องที่เขาเห็นว่าอยู่ในกระแสสังคม
ผมว่าเกณฑ์ที่พึ่งพาได้มากที่สุดคือ ดูจากประวัติการทำงานในอดีต ว่าผู้สมัครมี qualification มากพอที่จะทำหน้าที่นั่นหรือไม่ ประวัติการทำงานเป็นเรื่องที่ผู้สมัคร copy ไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น มันจึงน่าเชื่อถือมากกว่านโยบาย ถ้าผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่หันมาเลือกประวัติการทำงานในอดีตเป็นเกณฑ์ ต่อไปผู้สมัครก็จะแข่งขันกันเรื่องประวัติการทำงานซึ่งยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะผู้สมัครจะได้มีคุณภาพมากขึ้น
เมื่อเราเลือกจาก qualification แล้ว เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง เขาจะมีนโยบายอย่างไรก็แล้วแต่เขา เราต้อง honor เขา เพราะถือว่าเขาเป็นคนมี qualification ก็ควรที่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ค้านหมดทุกเรื่อง ถ้าเราเลือกนโยบายเอง เราไม่รู้หรอกว่านโนบายไหนทำได้จริง ทำไม่ได้จริง เพราะเราไม่มี qualification มากพอ เลือกคนที่ qualified แล้วให้เขาเลือกนโบบายที่เขาเห็นว่าเหมาะสมให้เราจะดีกว่า ทุกวันนี้ก็เพราะพวกเราชอบเลือกที่นโยบายนี่แหละถึงได้มีแต่คนเข็นนโยบายประชานิยมออกมาไม่รู้จักจบสิ้น
สรุปแล้ว ”อย่าเลือกคนดี อย่าเลือกที่โยบาย เลือกโดยดูที่ qualification อย่างเดียว”
(ปล.: เรื่องแบบนี้ต้องเขียนในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งครับ จะได้ไม่ถูกแปลความว่าแอบเชียร์ผู้สมัตรคนไหนอยู่หรือเปล่า)

February 22nd, 2009 at 6:47 pm
อย่างงี้ มันไม่ได้การันตีเรื่องโกงไม่โกงหรือป่าวครับ
หรือว่า qualification เราจะต้องมีเรื่องนี้ไปด้วย แล้วเราจะดูยังไงดีหละครับเนี่ย
หรือว่า เราต้อง bet ก่อนว่า ประวัติดี น่าจะไม่โกง แต่พอเข้ามาแล้วไม่ใช่ก็ว่ากันใหม่ในครั้งต่อไป
February 22nd, 2009 at 7:16 pm
ถ้าประวัติการทำงานไม่เคยด่างพลอยก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยครับ ถ้าไม่งั้นก็ต้องกลับไปที่ดูโหวงเฮ้งอีกเหมือนเดิม
February 22nd, 2009 at 9:34 pm
เลือกคนจากการศึกษาได้ไหม คนจบอ๊อกฟอร์ด ต้องเก่งอยู่แล้ว ถ้าไม่เกิดมาจาก สเปิร์มกับรังไ ข่ดี (พ่อแม่)คงไม่มีปัญญาส่งใ ห้ไ ปเ รียนถึงเมืองผู้ดี
February 22nd, 2009 at 9:36 pm
แต่คิดๆดูแล้วทำไม่ต้องมีการเลือกตั้งล่ะครับ ในเมื่อเรามีคนที่มีคุณสมบัติดี เพรียบพร้อมสุด ประเสริฐ เป็นผู้นำอยู่แล้ว จริงๆเราไม่ต้องการผู้นำจากการเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ พวกนี้วันๆคิดแต่จะโกงชาติ
ถ้าไม่มีนักการเมือง ป่านนี้ไทยเราคงเจริญไปถึงไหนๆ ถนนหนทาง เขื่อนเต็มเมือง
February 23rd, 2009 at 6:08 pm
ที่จริงผมว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการคัดเลือกผู้กำหนดนโยบายสาธารณะที่ค่อนข้างจะขัดแย้งในตัวเองอยู่แล้ว…
ผู้แทนคือผู้ที่จะมากำหนดนโยบายสาธารณะ ที่รัฐจำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะก็เพราะ เรื่องบางเรื่องไม่สามารถทำให้ถูกใจทุกฝ่ายได้ จึงต้องมีใครสักคนตัดสินว่า ควรจะเดินไปทางไหน โดยเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง นโยบายสาธารณะที่ดีจึงมักเป็นนโยบายที่จะมีคนบางส่วนไม่พอใจเสมอ เพราะคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้งจริงๆ
แต่การเลือกตั้งมันทำให้ผู้แทนต้องคอยเอาใจคนกลุ่มต่างๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งได้ แบบนี้จะทำให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ดีได้อย่างไร
ถ้าผู้ลงคะแนนพากันเลิกตัดสินที่นโยบาย แล้วหามาดูจากคุณสมบัติของผู้สมัครว่ามากพอที่จะเป็นผู้แทนได้หรือไม่ เมื่อได้ผู้แทนมาแล้วก็มอบอำนาจให้ผู้แทนคิดนโยบายที่ดีกับส่วนรวมจริงๆ โดยไม่ต้องเอาใจใคร แบบนี้นโยบายสาธารณะที่ออกมาก็น่าจะเป็นนโยบายที่ดีกว่า
February 23rd, 2009 at 9:14 pm
การเลือกตั้งครั้งไหนล่ะครับ คุณนรินทร์ ??
(สงสัยเก็บเอาไว้นาน – ฮา)
คุณนรินทร์ทำให้ผมนึกถึง อาโนล์ด ชวาฯ
เอาเข้าจริง เลือกตั้งเหมือนซื้อหวยนะครับ ผมว่า
เลือกคน (from his/her Qualitfications)
เลือกคนเก่ง/คนดี (from her/his perceptions)
เลือกพรรค (from their -longer- credibilities)
เลือกนโยบาย(พรรค) (from their populism policy ???)
หรือ แบบที่ผมเคยคิด คือ
เลือกจากผลงาน (her/his masterworks/accomplishment)
… สุดท้ายก็เหมือนๆ กัน
เพราะหากพวกเขาคิดจะเข้ามา’เอา’แล้วล่ะก็ พวกเขาทำได้ทั้งนั้น
(แถม order taker พวกนี้ มักมีความอดทนสูงกว่าคนปกติด้วยซ้ำ)
ทางที่ดี ผมคิดว่า เราควรเลือกด้วยความเข้าใจในระบบฯ
ระบบแบบนี้ ได้คนดีมาก-และไม่ดีน้อย (พร้อมๆ กันในคนๆ เดียว)
ไม่ว่าจะเลือกด้วยปัจจัยใดก็ตาม เมื่อเลือกแล้ว ต้องทำใจไปสักวาระ
ดีไม่ดีค่อยว่าใน … next election
ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยอย่างที่คุณนรินทร์ว่า นั่นแหละ
: )
ปล. เรื่องแบบนี้ พูดตอนไหน ก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ต้องระวัง’พวกคนบ้าพลัง’อยู่ดี !
February 26th, 2009 at 10:56 am
เพิ่งเข้ามาครั้งแรก อ่านหนังสือของคุณ ไป 3-4 เล่ม เขียนเรื่องยากให้เข้าใจง่ายดี เนื้อหาใน Blog ดูผ่านๆ น่าสนใจดี เป็น Blog ที่น่าติดตามอันหนึ่งครับ
ขอบคุณ
หม่องตัย
February 26th, 2009 at 10:41 pm
ยินดีต้อนรับครับ
February 28th, 2009 at 5:34 pm
อ่านแล้ว ก็เลือกยากจังเลยครับ ประวัติการทำงาน จริงๆมันก็เมคได้หนิครับ เหมือนตอนสมัครงาน แต่ตอนนี้ ตัวเลือกที่มีก็น้อยมากครับ แต่เห็นด้วยครับ
February 28th, 2009 at 6:18 pm
make ได้ครับ แต่สมัยนี้ คู่แข่งทางการเมืองจะเอาประวัติมา x-ray ดูทุกอณูเลยครับ ถ้าเจอก็โดนสอยอยู่ดี
March 1st, 2009 at 11:00 am
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ยังใช้ได้อยุ่มั้ง ถ้าไม่ดีแตกเสียก่อนคง พอพิ่งได้ แต่ระยะเวลาครับพิสูจน์ ว่าคนๆนั้น ทำอะไรมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน สม่ำเสมอ มากน้อย เท่าไหร่ คงพอ กรองคนๆนั้นได้เยอะอยู่ครับ
March 2nd, 2009 at 7:41 am
บางที ผมว่าการเลือกตั้งไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ที่จะได้ผู้ปกครองที่ดี
นักเลือกตั้ง ต้องคอยเอาใจ คนเลือกทั้งๆที่เป็นเรื่องไม่ดีในระยะยาว
ก็ต้องทำเพื่อเอาใจคนเลือก
บางอย่างที่ถูกต้องเเละดีในระยะยาวก็ ทำไม่ได้ถ้ากระทบคนส่วนใหญ่
March 4th, 2009 at 3:42 pm
อืม ! นโยบาย มันก็คล้ายๆกับนิยายน่ะครับ
ฟังนโยบายก็คล้ายๆ กับฟังนิยาย
ฟังแล้วเคลิ้ม ฝันหวาน
แต่ ..
ไม่เป็นจริงซักที
สิ่งที่ออกจากปากนักการเมืองส่วนใหญ่
ผมไม่ค่อยให้ราคาเท่าไหร่แล้วล่ะครับ
เพราะมันเหมือนกับฟังพากย์มวย
คนพากย์ก็พากย์ไป
ส่วนนักมวยก็ชกกันไป
แบ่งแยกหน้าที่กันเด็ดขาด
ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
บางทีนักมวยโดนน๊อค จบไฟต์ไปแล้ว
คนพากย์ยังมันปากพากย์อยู่เลย
แต่ถ้าไม่ได้ฟังนโยบายจากปาก
ก็จะไม่รู้ว่า
นักการเมืองคนนั้น
มีอะไรในหัวหรือเปล่า
อาจจะสมองกลวง
เก่งแค่ยกมือไหว้ดะ กับแจกเงินก็ได้
เลือกยาก เหมือนซื้อหวยจริงอย่างที่คุณข้างบนว่านั่นแหละ
March 4th, 2009 at 3:45 pm
อ้อ ! ลืมบอกไปครับ
อ่านหนังสือคุณแล้วชอบ
เลยตามมาอ่าน Blog ต่อ
March 4th, 2009 at 9:29 pm
มาแอบอ่านครับ
เคยอ่านหนังสือของคุณสนุกดี มาอ่านในบล๊อกก็ สนุก ได้ความรู้
ไว้จะมาติดตามบ่อยๆครับ
March 6th, 2009 at 11:14 pm
อ่านความเห็นแต่ละคนแล้ว
เข้าใจเลยครับ ไม่ว่าคนดีแค่ใหน พอลงเล่นการเมืองแล้วจะถูกเหมารวมว่าเป็นคนเลวทันที
แบบนี้ใครจะอยากเป็นนักการเมืองเพื่อประชาชนหล่ะครับ ขาดแรงจูงใจสุดๆไปเลย
แบบนี้ก็ไม่ต้องหานักการเมืองดีๆหรอกครับ เพราะทุกๆคนไม่อยากได้ และกีดกันคนดีเข้ามาด้วยตัวเอง
คนที่เข้ามา ก็คือคนที่ต้องการผลประโยชน์ และไม่สนใจคำครหาใดๆ เพราะมีแรงจูงใจครบถ้วน
แล้วคนก็จะเหมารวมนักการเมืองเลวทั้งนั้นโดยไม่คิดอะไร แล้วก็จะชักจูงนักการเมืองไม่ดีเข้ามาเป็นวัฏจักร
August 20th, 2009 at 3:50 pm
น่าสนใจมากค่ะ
แต่จะอิง Qualification ได้ในระดับไหน ถ้า Qualification มันซื้อกันได้???
ซื้อตำแหน่ง / ซื้อใบเซอร์ ฯลฯ …?
สุดท้ายประชาชนก็ควรมี ความรู้และวิจารณญาน ในการเลือก “คนมีคุณสมบัติ” เข้ามาบริหารประเทศ
ห่วงอนาคตประเทศไทยค่ะ