ชาร์ล ดาร์วิน เป็นผู้ที่สังเกตเห็นว่า สิ่งมีชีวิตอาศัยการคัดเลือกตามธรรมชาติในการดำรงเผ่าพันธุ์อันเป็นกลไกพื้นฐานของวิวัฒนาการ ทุกชีวิตต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อให้เกิดการคัดเลือกนี้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้จะขยายจำนวนขึ้น ส่วนสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะลดจำนวนลงจนสูญพันธ์ไปในที่สุด
ระบบเศรษฐกิจก็มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน การแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการเป็นกลไกที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพ บริษัทที่ผลิตสินค้าได้ดีกว่าหรือถูกกว่าก็จะได้รับการต้อนรับจากลูกค้า ในขณะที่บริษัทที่ขาดประสิทธิภาพก็จะแข่งขันไม่ได้ และค่อยๆ ล้มหายตายจากไปเอง
เราอาจรู้สึกไม่ชอบการแข่งขัน เพราะฟังดิ้นรนและโหดร้าย แต่วิทยาศาสตร์รวมทั้งเศรษฐศาสตร์ต่างมองการแข่งขันในแง่ดีว่าเป็นกลไกพื้นฐานของธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม Garrett Hardin นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกันคนหนึ่ง ได้เสนอแนวคิดว่า ในภาวะแวดล้อมที่แต่ละคนต่างแย่งชิงทรัพยากรกันแบบต่างคนต่างคิดนั้น การแข่งขันจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรโดยขาดประสิทธิภาพโดยที่ทุกคนก็มองเห็นผลเสียในระยะยาวนี้ได้อย่างชัดเจนแต่ก็จะไม่มีใครทำอะไรได้ ถือเป็นแนวคิดหนึ่งที่มองด้านลบของการแข่งขัน ซึ่ง Hardin ตั้งชื่อมันว่า Tragedy of the Commons
ตัวอย่างของ Tragedy of the Commons ได้แก่ การที่ทะเลสาบเป็นสาธารณสมบัติของชุมชนที่ใครๆ ในชุมชนก็สามารถจับปลาได้โดยไม่จำกัด ทุกคนจะแย่งกันจับปลาในปริมาณที่มากเสียจนถึงจุดที่ปลาไม่สามารถวางไข่ได้ทันและทำให้ปลาในทะเลสาบลดลงอย่างถาวร แล้วชุมชนก็จะไม่มีปลาให้จับอีก ชาวบ้านทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะใครๆ ก็มีสิทธิ์จับปลาได้ไม่จำกัด
แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าทำไมจึงควรให้ทรัพยากรทุกอย่างมีเจ้าของที่ชัดเจนแทนที่จะปล่อยให้เป็นของสาธารณะ เพื่อมิให้เกิดการแข่งขันแบบทำลาย ตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เรื่อง Property Rights และแนวคิดนี้ยังอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมว่าเป็น เกมแห่งความลำบากใจของจำเลย (Prisoners’ Dilemma) อย่างหนึ่งที่ผู้เล่นทุกคนรู้ว่าทางเลือกที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองมากที่สุดคือทางเลือกที่ทำให้ทุกคนได้ผลตอบแทนน้อยลง แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องเลือกทางเลือกอย่างนั้น เพราะไม่มีใครอยากเสียเปรียบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีการมอบรางวัลโนเบลให้แก่ Elinor Ostrom นักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่คัดค้านแนวคิดเรื่อง Tragedy of the Commons โดยแสดงให้เห็นว่ามีชุมชนทางการเกษตรหลายแห่ง ที่สามารถจัดการให้ทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวมดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยที่ยังปล่อยให้เป็นสาธารณสมบัติของส่วนรวมอยู่ ชุมชนเหล่านี้อาศัยการกดดันกันเองทางสังคม
ทางออกอีกอย่างหนึ่งของ Tragedy of the Commons คือการออกกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อห้ามไม่ให้เกิดการแข่งขัน เมื่อเราเห็นว่าการแข่งขันนั้นอาจทำให้เกิดผลเสียสุทธิต่อทุกคนได้ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันที่มากเกินไปของบรรดาซูปเปอร์สโตร์ต่างๆ เช่นในยุคหนึ่งที่แข่งขันกันมากถึงขนาดแข่งกันเปิด 24 ชม. ซึ่งอาจเป็นการแข่งขันที่ใช้ทรัพยากรมากเกินไป เพราะยอดขายในช่วงหลังเที่ยงคืนอาจน้อยมาก เมื่อเทียบกับไฟฟ้าและแรงงานคนล่วงเวลาที่ต้องใช้ ถ้ามีเจ้าหนึ่งคิดทำเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด เจ้าอื่นก็จำเป็นต้องทำตามเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ให้มากที่สุด สุดท้ายแล้วทุกเจ้าก็ต้องเจ็บตัว เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงกว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องทำเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ อีกทั้งยังทำให้คนงานต้องทำงานหนักกว่าที่ควรจะเป็นและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมากจนเกินไป รัฐบาลก็อาจออกกฎห้ามมิให้เปิดร้านหลังเที่ยงคืน เพื่อช่วยให้ทุกเจ้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันในลักษณะที่ไม่ค่อยมีใครได้ประโยชน์มากนักเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องใช้
วิธีแก้ปัญหาแบบนี้อันหนึ่งที่ผมพบในชีวิตจริงก็คือ การบังคับให้นักเรียนทุกคนต้องใส่เครื่องแบบนักเรียนมาเรียนหนังสือ ในแง่หนึ่งกฎเกณฑ์นี้อาจเพิ่มต้นทุนด้านการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคนที่ต้องซึื้อเครื่องแบบนักเรียนทั้งที่การศึกษาหาความรู้น่าจะกระทำในชุดอะไรก็ได้ คนที่มีเงินน้อยอยู่แล้วแทนที่จะได้เรียนหนังสือก็อาจมีโอกาสน้อยลงเพราะต้นทุนส่วนนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่ในมุมกลับ กฎเกณฑ์นี้อาจเป็นกุศโลบายที่ช่วยลดการแข่งขันแต่งตัวมาโรงเรียนเพื่ออวดรวยของนักเรียนอันเป็นธรรมชาติของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์เราที่ใช้เสื้อผ้าเป็นวิธีส่งสัญญาณให้คนอื่นรู้ถึงฐานะทางบ้านของตัวเอง เมื่อมีกฎเกณฑ์นี้ก็ช่วยทำให้ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ
หลักฐานหนึ่งที่แสดงว่ากฎเกณฑ์นี้อาจมีกุศโลบายที่ว่าจริงๆ คือ การที่บางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาชายแต่งเครื่องแบบเฉพาะปีแรกเท่านั้น ในขณะที่นักศึกษาหญิงจะต้องแต่งเครื่องแบบหมดทุกชั้นปี เพราะปกติแล้วผู้หญิงมักแข่งขันกันแต่งตัวมากกว่าผู้ชายครับ

Tragedy of the Commons ในราชวงศ์อังกฤษ(ตอนที่ 1-4 )น่าจะเป็นการแข่งขันกวาดล้างอีกฝ่ายให้สญพันธุ์ เพื่อยึดอำนาจไว้แก่ตน ใครโหดกว่า และโหดก่อน ก็ได้เปรียบ
และน่าสังเกต อีกว่า สังคมที่เต็มไปด้วยการปลุกระดม น่าจะมาจากTragedy of the Commons ในทำนองว่า แข่งกันสร้างอำนาจบนความงมงาย ใครปลุกระดมจนได้สเกลก่อน ย่อมได้เปรียบ
ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจพฤติกรรมสังคมได้มากทีเดียว
อันสุดท้ายนี้เห็นภาพชัดเจนมากครับ เพราะความจริงแล้วผู้หญิงมันชอบแต่งตัวแข่งกัน
ชอบตรงดีครับ
ถ้ามีโอกาส หวังว่าคงได้ร่วมมือกันล้างระบบใหม่นะครับ
Tragedy of the commons แต่ละเคสในที่ทำงานคุณเบิร์ด ฟังแล้วเครียดจริงๆครับ
เรียน คุณเบิร์ด
เป็นธรรมชาติของระบบราชการครับ ที่ทำงานผมก็เช่นกัน
ที่ทำงานของผมนั้น ไม่ค่อยมีใครอยากทำงาน เพราะ รัฐจ่ายเงินเดือนแก่ทุกคนแบบคงที่ เท่ากัน ปรากฏว่า ทุกคนเลยไม่ยอมทำงาน บางคนก็อ้างป่วย บางคนก็อ้างทำไม่เป็น บางคนก็ทำให้นิ้วตัวเองหัก เพื่อจะได้อ้างได้ว่าไม่ต้องพิมพ์งานตลอดไป ทุกคนอยู่ในสภาพโยนงานโดยมีข้ออ้าง เป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย ทุกคนรู้ดีว่า ถ้าไม่มีใครทำงาน รัฐจะล่มสลาย แต่ก็ไม่มีใครอยากทำงาน เพราะใครกล้าขยันทำงาน งานทั้งหมดในหน่วยงานจะมากองอยู่ที่เขาคนเดียว คนทำงานคือคนที่เสียเปรียนคนอื่น จึงไม่มีใครยอมทำงาน ปัจจุบันยังไม่มีทางออกของ Tragedy of the Commons แบบนี้
ในขณะเดียวกัน การคอรัปชั่น รับสินบน ก็เป็นเกมแห่งความลำบากใจ อีกอย่างหนึ่ง ใครไม่โกง ย่อมเสียเปรียบคนอื่นในหน่วยงาน ทำนองว่า ถ้าคุณไม่คอรัปชั่น คนอื่นก็คอรัปชั่นอยู่ดี ทุกคนเลย คอรัปชั่นไว้ก่อน ทั้งยังมี แข่งขันประจบสอพลอนาย แล้วได้ดี ฯลฯ ทำให้ที่ทำงานเต็มไปด้วยแข่งคอรัปชั่น และแข่งสอพลอนาย
ปัจจุบันยังไม่มีทางออกTragedy of the Commons แบบนี้
การแข่งขัน ถ้าใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ จักเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
สมัยทำงานที่แรกเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บริษัทให้ผ้าพนักงานหญิงไปตัดเสื้อโดยบังคับสีและเนื้อผ้า ขณะที่พนักงานชายไม่บังคับและไม่ให้อะไรเลย ไปซื้อใส่เอาเอง … คงเป็นเหตุผลเดียวกันกับผู้หญิงมักแข่งขันกันแต่งตัวมากกว่าผู้ชาย
ลูกสาวตอนสองขวบ พาไปเดินห้าง แผนกที่ชอบที่สุดคือกระเป๋าถือผู้หญิง ถลาไปจับ ไปถือ
อ่านเรื่อง Tragedy of the Commons แล้วนึกถึง bird of paradise ที่แข่งกันสร้างหางให้ยาวที่สุดเลยครับ
เพิ่งรู้สึกตัวว่า จริงๆ แล้วชอบอ่าน blog แบบนี้มากกว่า เมื่อก่อนเราก็จะเสียเวลาในการทำงานบางส่วนไปกับการอ่าน blog ที่น่าสนใจ แต่ปีที่ผ่านมานี่ เสียเวลา เสียอารมณ์และเสียงานกับ drama ใน facebook มากจนลืมไปว่าจริงๆ แล้วชีวิตมันยังมีอะไรดีๆ อยู่มากนะ
ขอให้คุณนรินทร์เขียนบทความแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะคะ (เมื่อก่อนตัวเองก็เขียนบล็อก ทำเว็บในสิ่งที่สนใจ แต่สองสามปีมานี้มันหมดแรงจูงใจไปได้ไงก็ไม่รู้ค่ะ)