สุมาเฉียนกล่าวว่า
ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ยมาแล้ว คนเราต้องการบำเรอดวงตาของเราด้วยรูปโฉมของหญิงงาม บำเรอโสตด้วยเสียงดนตรี บำเรอปากด้วยอาหารเลิศรส บำเรอร่างกายด้วยความสุขสบาย บำเรอใจด้วยอำนาจและความรุ่งโรจน์ ต่อให้ท่านสาธยายเหตุผลกับพวกเขาอย่างไร สิ่งที่อยู่ในจิตใจเบื้องลึกของพวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนี้แล้ว ทางที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้พวกเขาเป็นไปอย่างที่พวกเขาเป็น ทางที่ดีรองลงมาคือ การชักนำพวกเขาเข้าหาประโยชน์ ที่ดีรองลงมาอีกคือ ใช้พูดเชิงบังคับ รองลงมาอีกคือ ออกกฏเกณฑ์ ส่วนที่แย่ที่สุดคือ การใช้กำลังเข้ากำหราบสัญชาตญาณที่อยู่ภายในจิตใจของพวกเขา
ประเทศต้องมีชาวนาไว้ปลูกข้าว มีแรงงานไว้ขุดแร่ มีช่างไว้ทำสิ่งของ และมีพ่อค้าไว้กระจายสินค้า ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้รัฐบาลทำเรื่องเหล่านี้ คนทุกคนสามารถทำงานของตนเองไป ทำอะไรก็ได้ที่ตนอยากทำและทำได้ดีที่สุด ของถูกจะวิ่งไปหาที่ที่มีคนแย่งกันซื้อ ของแพงจะทำให้คนค้นหาของที่ถูกกว่า เมื่อทุกคนแลกเปลี่ยนกันตามใจ สิ่งของจะถูกผลิตขึ้นโดยไม่ต้องสั่ง นี่แหละคือวิธีที่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยธรรมชาติ
จาก Records of the Historians by Sima Qian อ่านแล้วนึกว่ากำลังอ่าน The Wealth of Nations ของอดัม สมิธยังไงอย่างนั้น แต่เล่มนี้แต่งก่อนนานมากแล้ว

ไม่ค่อย consistent อ่ะครับ
แต่จะคล้ายๆ กับ “ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า” ของพ่อขุนฯ มากกว่า
ีIs this also consistent with a sufficiency economy (Thai version)?
ข้าน้อยเลื่อมใสในความคมกริบจริง ๆ ค่ะ
สุดยอดแล้วพี่ท่าน
คนโบราณอ่านอะไรทะลุปรุโปร่ง เหมือนมีดอันคมกรีบ กี่พันปี คนก็เป็นแบบนี้ เหมือน บัวสี่เหล่า เราต่างทำหน้าที่ของตนไปตามกำลังความสามารถที่ธรรมชาติให้มา ขอต่อยอด จากสมัยราชวงศ์เซีย มายุค อดัม สมิธ ทามกลางกระแสโลกานุวัตร์ มี ใครที่ช่างแสดงความเห็นได้คมๆแบบ คนโบราณ คนยุค 100 ปี ก่อนบ้าง (คนยุคเราที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้)
สุมาเฉียนเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์จีนน่ะครับ ไม่ได้เป็นลูกหลานสุมาอี้
จากสามก๊กเหรอครับ?
สุมาเฉียน นี่หลานของสุมาอี้รึเปล่าครับผม?