
หลังจักรวรรดิโรมันล่มสลาย (ราวศตวรรษที่ 5) พวกที่เข้าไปยึดเกาะอังกฤษคือพวกอานารยชนเชื้อสายเยอรมันเผ่า Anglo-Saxon ซึ่งมีจำนวนมากกว่าชนพื้นเมืองที่อยู่ก่อนอย่างมาก จนกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวอังกฤษส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (คนอังกฤษผิวขาวกว่า 90% ในปัจจุบันมี DNA เชื้อสาย Anglo-Saxon)

พวก Anglo-Saxon เข้าไปอยู่แบบต่างคนต่างอยู่่นับได้เจ็ดแคว้น แต่ละแคว้นล้วนมีกษัตริย์ของตัวเองปกครอง ต่อมาพวกไวกิ้งก็ได้เข้ามารุกรานเกาะอังกฤษและปกครองพวก Anglo-Saxon จนกระทั้ง King Alfred แห่งแคว้น Wessex ได้พยายามต่อต้านไวกิ้งด้วยการเข้าไปยึดกรุงลอนดอน และประกาศตนเป็นปฐมกษัตริย์ของชาว Anglo-Saxon ทั้งมวล หรือ King Alfred the Great (848-899 AD)

แต่ไม่นานนัก พวกเดนมาร์กก็ได้เข้ามารุกรานและยึดครองเกาะอังกฤษอีก พวก Anglo-Saxon พยายามต่อสู้และผลัดกันมีชัยจนพวกเดนมาร์กได้ชัยชนะเด็ดขาดในที่สุด ทำให้ชาวเดนมาร์กได้ปกครองพวก Anglo-Saxon อังกฤษและเดนมาร์กกลายเป็นราชอาณาจักรเดียวกัน โดยกษัตริย์เดนมาร์กถือว่าเป็นกษัตริย์อังกฤษด้วย
จวบจน Harthacnut กษัตริย์เดนมาร์กองค์สุดท้ายที่ปกครองอังกฤษมีโรคประจำตัว และไม่มีบุตร จึงยอมเรียก Edward พี่น้องต่างมารดาของตนที่ถูกเนรเทศไปอยู่แคว้น Normandy (อยู่ในดินแดนฝรั่งเศส แต่เป็นที่อยู่ของชาว “นอร์แมน” ไวกิ้ง) ให้กลับมา และแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบังลังก์อังกฤษต่อจากตน ทั้ง Harthacnut และ Edward ต่างก็เป็นลูกของ Emma of Normandy ซึ่งแต่เดิมเป็นราชินีของกษัตริย์ Anglo-Saxon (มีบุตรคือ Edward) มาก่อน แต่ยอมแต่งงานครั้งที่สองกับกษัตริย์เดนมาร์ก (มีบุตรคือ Harthacnut) เพื่อความอยู่รอด Edward จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้สืบทอดบังลังก์อังกฤษต่อจาก Harthacnut เพราะมีทั้งเชื้อสายกษัตริย์ Anglo-Saxon และ เดนมาร์กในคนๆ เดียว

เมื่อ Harthacnut ตาย Edward ได้ครองอังกฤษต่อมาในนาม King Edward the Confessor (1003-1066 AD) และถือว่าพวก Anglo-Saxon ได้กลับมามีเอกราชอีกครั้ง เพราะได้กษัตริย์ที่มีเชื้อสาย Anglo-Saxon ปกครองประเทศ
แม้ Edward จะได้เป็นกษัตริย์อังกฤษ แต่อำนาจส่วนใหญ่ยังอยู่กับ Godwin ขุนนางที่กษัตริย์เดนมาร์กเคยแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงปกครองอังกฤษ Edward พยายามคานอำนาจกับ Godwin โดยยกที่ดินจำนวนมากให้กับศาสนาจักร (จน Edward ได้เป็นนักบุญ) เพื่อให้ศาสนาจักรช่วยรับรองว่า พระองค์มีความชอบธรรมที่จะเป็นกษัตริย์ เพราะทรงมีเทวสิทธิ์ ซึ่งทำให้ศาสนจักรมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้นด้วย เพราะถ้ากษัตริย์ไม่ตอบสนองต่อศาสนจักร ศาสนจักรก็จะลงโทษด้วยการประกาศว่า กษัตริย์เป็นพวกนอกศาสนา แล้วสั่งให้ปิดโบสถ์ทั้งประเทศ ชาวบ้านเดือดร้อนก็จะออกมาต่อต้านกษัตริย์
Edward ยังได้ผูกไมตรีกับ William เจ้าแคว้น Normandy เพื่อให้ William คอยช่วยเหลือตนในการต่อกรกับ Godwin โดย Edward ก็ไม่มีลูกอีกเช่นกัน จึงได้สัญญากับ William ว่าจะยกบัลลังก์อังกฤษให้กับ William ไปครอบครองต่อจากตน เหตุเพราะ William ก็เป็นหลานคนหนึ่งของ Emma ด้วย เขาจึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสมเพราะว่ามีเชื้อสายกษัตริย์อังกฤษอยู่
ในพงศาวดารของพวก Normandy เล่าว่า วันหนึ่ง Harold บุตรของ Godwin ได้ล่องเรือไปอัปปางในฝรั่งเศส William ได้ช่วยชีวิต Harold ไว้ Harold จึงสาบานว่า จะสนับสนุน William ให้ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป ในขณะที่ พงศาวดารของพวก Anglo-Saxon ยอมรับว่า มีเรื่องนี้อยู่จริง แต่บอกว่า Harold ถูกจับได้ และถูกบังคับให้สาบาน จึงถือว่าสัญญานี้เป็นโฆฆะ เพราะ Harold ไม่ได้สาบานอย่างเต็มใจ นักประวัติศาสตร์ทุกวันนี้ ยังสรุปไม่ได้ว่าเวอร์ชั่นไหนเป็นเรื่องจริง พงศาวดารแต่ละชาติล้วนเขียนเข้าข้างตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อ Edward ตายลง Harold ลูกชายของ Godwin ก็ได้ฉวยโอกาสปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนทันที ซึ่งไม่มีขุนนางคนไหนยอมรับ เพราะไม่มีเชื้อเจ้า (ไม่มีเทวสิทธิ์) เมื่อ William ทราบข่าว ก็ยกทัพมาบุกเกาะอังกฤษ เพื่อทวงบัลลังก์ตามสัญญา เขาได้สังหาร Harold และตั้งตนเป็นกษัตริย์อังกฤษนามว่า King William the Conqueror (1028-1087 AD) กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์นอร์แมน

ในสมัยของ William นั้นเต็มไปด้วยการก่อกบฎ โดยพวกขุนนาง Anglo-Saxon ที่ไม่ยอมรับอำนาจของ William ซึ่งแม้ว่าจะมีเชื้อสายกษัตริย์อังกฤษ แต่เขาก็เป็นนอร์แมน William จึงต้องทำสงครามปราบปรามกบฎอย่างโหดร้ายจนราบคาบ
William II กษัตริย์องค์ต่อมา ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน พระองค์โปรดการล่าสัตว์มาก จึงสั่งให้เวนคืนที่ดินของชาวบ้านจำนวนมาก เพื่อนำมาทำป่าให้พระองค์ล่าสัตว์ ทรงไม่เคารพศาสนาจักร และสั่งให้เก็บภาษีจากพระ ในที่สุดพระองค์ก็ตายด้วยลูกธนูปริศนาขณะกำลังล่าสัตว์ แต่เนื่องจากไม่มีภรรยาและลูก (มีแต่สนมชายจำนวนมาก) Henry I น้องชายของพระองค์จึงได้สืบบัลลังก์แทน
Henry I มีลูกในสมรสแค่สองคนคือ Matilda (ญ) และ William (ช) แต่ William เสียชีวิตกะทันหันบนเรืออัปปาง ทำให้ Henry I ช็อคมาก ทางออกทางเดียวคือต้องแต่งตั้ง Matilda ซึ่งเป็นผู้หญิง ให้เป็นรัชทายาทแทน แต่บังเอิญ Matilda มีสามีเป็นศัตรูกับอังกฤษ ทำให้ Stephen ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์จึงอ้างว่าเธอไม่สมควรได้เป็นกษัตริย์ด้วยประการทั้งปวง และตั้งตนเป็นกษัตริย์แทน และกลายเป็นความขัดแย้ง ที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง 19 ปี (the Anarchy) ในเวลาต่อมา
สงครามจบลงด้วยการประนีประนอมให้ Stephen ได้เป็นกษัตริย์แต่จะต้องยอมแต่งตั้ง Henry II ลูกชายของ Matilda ให้เป็นรัชทายาทต่อไป
หลังจาก Henry II บัลลังก์อังกฤษก็สืบทอดโดยลูกชายสองคนของพระองค์ ได้แก่ Richard the Lionheart (ริชาร์ดใจสิงห์) และ John Lackland ตามลำดับ Richard เป็นคนเก่ง แผ่ขยายอาณาจักรได้มาก แต่ John ในยุคต่อมาเป็นคนอ่อนแอ ทำให้ต้องสูญเสียดินแดนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญ พวกขุนนางได้รวมหัวกันบังคับให้พระองค์ลงนามในสนธิสัญญา Magna Carta (1215 AD) ซึ่งจำกัดอำนาจกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บภาษีใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาขุนนางก่อน ทำให้อังกฤษเปลียนจากระบอบที่กษัตริย์มีอำนาจเต็ม (Absolute Monarchy) กลายมาเป็นระบอบที่กษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาด (Limited Monarchy) นับแต่นั้น
ในสมัยต่อมา Henry III ลูกของ John ได้พยายามขัดขืนพวกขุนนาแต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ทรงต้องยอมเรียกประชุมสภา Parliament เพื่อขอความเห็นชอบเป็นครั้งแรก

ความวุ่นวายทางการเมืองที่ดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลังนี้ยังนับว่าแค่ “เบาะๆ” เมื่อเทียบกับความวุ่นวายที่ตามมาในยุคหลังจากนี้


เขียนได้ดี อ่านง่าย
กะจะโพสต์เดือนละหนึ่งตอน ไปจนถึง Elizabeth II เลย คงใช้เวลาประมาณครึ่งปีจบ
สนุกมากเลยโจ๊ก รออ่านภาคต่อไป