0192: การกระจายรายได้

เห็นเมนต์กันถึงเรื่องรายได้เมื่อกระทู้ที่แล้ว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมก็เลยไปค้นตัวเลขเอามาดู ไม่ได้ตั้งใจจะยุให้คนแต่ละภาคแตกแยกกันนะครับ ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง

GDP ต่อหัว ณ ปี 2547 (บาทต่อปี)

  1. กทม.         284,447
  2. ปริมณฑล 223,291
  3. ตะวันออก 229,877
  4. กลาง 162,412
  5. ตะวันตก 78,961
  6. ใต้ 70,761
  7. เหนือ 50,733
  8. อิสาน 32,099

ที่จริงควรใช้รายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า แต่หาไม่ได้ แต่จีดีพีต่อหัวก็พอแทนได้ครับ เห็นแล้วก็อึ้งเหมือนกัน ไม่คิดว่ามันจะต่างกันเป็นเท่าขนาดนี้ มันทำให้ที่มีคนบอกว่าเป็นเพราะความยากจนดูเป็นคำอธิบายมีน้ำหนักขึ้นมาทันที เพราะรายได้ต่ำสุดดันเป็นภาคเหนือกับภาคอิสานพอดี แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสรุปได้ขนาดนั้น อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ หรือว่าแม้จะจนจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสาเหตุเสมอไป

ภาคตะวันออกน่าจะมีรายได้มากเพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนภาคใต้น่าจะเป็นเพราะมีชายทะเลมากทำให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพมาก ทั้งประมง และการท่องเที่ยว ที่เอามาให้ดูนี่ ผมไม่ได้เรียกร้องให้มีการกระจายรายได้ให้มากขึ้นนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนเราถ้ามีความขวนขวายจริงๆ เกิดภาคไหนก็เหมือนกัน มาหางานที่กทม.ทำก็ได้จริงไหมครับ ผมยังเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าผมเป็นคนรากหญ้า ผมจะทำยังไงดี คิดไปคิดมา ผมว่าผมคงไปทำงานตะวันออกกลางแน่เลยครับ เห็นไหมครับว่าบ้านเกิดมันไม่เกี่ยว มันอยู่ที่ว่าเราจะดิ้นรนกระเสือกกระสนมากแค่ไหน

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , . Bookmark the permalink.

39 Responses to 0192: การกระจายรายได้

  1. ABC says:

    พอดีกำลังหาตัวเลขเกี่ยวกับ GPP และ GRP อยู่แต่เจอ GDP เวบนี้แทน ^^’ ก็ขอร่วมแจมออกความเห็นสักหน่อย ย้อนหลังไปไกลน่าดู (ขอตอบยาวนะคะ)

    เราค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ PoomK ส่วนตัวเชื่อนะคะว่าความขยันและทัศนคติเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ก้าวพ้นและยกระดับสถานะตนเองได้ แต่เราไม่เชื่อว่าเป็นทั้งหมด เราก็คนเมืองนะคะ เราคิดเสมอว่าเราโชคดีและสบายกว่าคนจำนวนมากในประเทศ และไม่คิดว่าที่คนอืนจนเพราะไม่พยายามแต่อย่างใด ตัวอย่างง่ายๆ คือในประเทศไทยความเจริญหรือสิทธิ์ประโยชน์ขั้นพื้นฐาน(หรือไม่พื้นฐาน)ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองที่เจริญๆ เป็นสำคัญ(แต่ปัจจุบันก็ดีขึ้นมากแล้ว) เอาง่ายๆ ไม่ต้องไปขนาดภาคอื่นหรอก เอาภาคกลางนี่แหละ ในบางตำบล บางหมู่บ้าน สายโทรศัพท์ยังเข้าไปไม่ถึง หากจะใช้อินเตอร์เน็ต ต้องมีต้นทุนสูงกว่าคนในเมืองมาก เช่นใช้ air card เสียรายเดือนในราคาแพงๆ และใช้ความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ต่ำกว่า เข้าถึงได้ยากกว่า+จ่ายแพงกว่า หรือ ระบบขนส่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน ในกรุงเทพฯ เนี่ยการขนส่งมันสะดวก(แต่ติดปัญหารถติด) อย่างในหมู่บ้านหนึ่ง นักศึกษาทำรายงานแต่ไม่มีร้านปริ้นงานครบวงจรแบบในกรุงเทพฯ มหาลัยก็ไกลจากบ้าน ต้องนั่งรถออกไปเพื่อจะปริ้นท์งาน แทนที่จะเสียค่าปริ้นท์แผ่นละ 1-2 บาท ถัวเฉลี่ยอาจสูงกว่า 5 บาทก็ได้ นี่คือต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่ม(ทั้งที่รายได้น้อยอยู่แล้ว) นี่คือสิ่งที่เราเคยพบเห็นจริงของคนที่อยู่ในพื้นที่ (ซึ่งเราชื่นชมความอดทนของน้องเค้ามากๆ) ตอนเพื่อนไปทำบุญเที่ยวภาคใต้ ถนนของหมู่บ้านบางแห่งยังเป็นดินสีแดงอยู่เลย น้ำก็ต้องใช้เครื่องวิดเอา(แต่ก็หลายปีแล้ว) แล้วถ้าวันนี้โอเคความเจริญแพร่ขยายไปกว้างขึ้น แต่ในกรุงเทพฯหรือหัวเมืองใหญ่ก็ไปไกลกว่านั้นหลายปีแสง

    คือเปรียบเป็นการทดลองวิทยาศาสตร์ ตั้งสมมติฐาน ควบคุมตัวแปรต้น ตัวแปรตาม จับคนไปไว้ในพื้นที่นั้น (คนที่มีพื้นเพแบบเดียวกันตั้งแต่เกิด) สภาพแวดล้อมเดียวกัน อันน้้นจะเทียบกันได้ แต่ถ้าเอาคนที่พื้นเพไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างกัน(ต่างกันเป็นเจนเนอเรชั่น) ไม่ได้โตในกรุงเทพฯ หรือในเมือง มันก็ต่างกันแล้วค่ะ ความพร้อมในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ก็ต่างกัน แม้ความพยายามจะมีเท่ากันหรือมากกว่า แต่ผลสำเร็จของความพยายามที่ลงไป 100 เท่ากัน(ถ้าสามารถวัดได้) มันให้ผลที่ไม่เท่ากันเลย เพราะทรัพยากรและการเข้าถึงโอกาสและความเป็นไปได้รวมถึงต้นทุนที่ต้องเสียต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเมื่อมันสะสมเพิ่มพูน x ด้วยระยะเวลาจะกลายเป็นความแตกต่างที่มหาศาลมาก คนที่สามารถเสพความเจริญและเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้มากกว่าไม่แปลกที่จะมีโอกาสในผลสำเร็จและผลตอบแทนที่มากกว่า ถ้าเทียบกันแล้วในประวัติศาสตร์เรามียอดมนุษย์ทั้งหญิงชาย ที่สามารถถีบตัวเองจากการไม่มีอะไรเลยได้ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเสียด้วยซ้ำ จนขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้ แต่นั่นเทียบเป็น % แล้วก็น้อยมาก คือเราไม่เห็นด้วยกับตรรกะที่ว่าปัจเจกควรพัฒนาและขวยขวายพยายามเองโดยไม่ต้องอาศัยรัฐ หรือรัฐไม่ต้องแก้ปัญหา เพราะถ้ามองแบบนี้คือคุณไม่ได้เผชิญความลำบากนั้นจริงๆ (อย่างที่บอกยอดมนุษย์ที่ว่ามันมี % น้อยมาก) อันนี้คือสาระสำคัญ ยิ่งถ้าไปเปรียบกับต่างประเทศ(โดยเฉพาะที่เจริญแล้ว)ก็เหมือนเปรียบมวยคนละคู่ค่ะ เพราะประชาชนในหลายๆ ภาคยังขาดทั้งโอกาสและสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำ ถ้าว่าบ้านเราคนรอให้แจก เราคิดว่าประเทศอื่นเค้าแจกมากกว่าเราอีกนะคะ (ไม่ต้องรอให้ขอเสียด้วยซ้ำ) ไม่เถียงนะว่ามีคนที่จนเพราะพฤติกรรมตัวเองจริงๆ (ก็ไม่ต่างจากพนักงานบริษัทที่เป็นหนี้บัตรเพราะรูดเกินหรอกค่ะ เผลอๆ หนี้สินจะมากกว่าชาวนาชาวไร่เสียอีก เราเองก็เคยเป็นหนี้บัตรเช่นเดียวกัน) ที่จะสื่อก็คือความเจริญมันกระจุกอยู่เฉพาะที่มันแออัดแค่ในหัวเมืองใหญ่ รวมถึงโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ ด้วย ถ้าความเจริญมันขยายแพร่กระจายเราอาจจะไม่เห็นคนอีสานมาทำงานในกรุงเทพฯ หรือต้องไปทำงานที่ตะวันออกกลาง (โดนหลอกค่านายหน้าก็ไม่ใช่น้อยๆ) จุดนี้มากกว่าที่เราคิดว่าหากรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตรงนี้ได้ ทั้งความเหลื่อมล้ำและความเสมอภาคคงจะเกิดได้ยากในประเทศของเรา

       0 likes

  2. ifew says:

    จริงครับ อยู่ที่คน

       0 likes

  3. 1001ii says:

    GNP ตัว N คือ National คือ นับงานที่ทำโดยคนชาตินั้น ไม่ว่าจะไปทำที่ไหน
    GDP ตัว D คือ Domestic คือนับเฉพาะงานที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ว่าคนทำจะเป็นใคร

    คนอิสานที่ไปทำงานซาอุ หรือมาขับแท็กซี่ที่กทม. จะไม่รวมอยู่ใน GDP ของภาคอิสาน ครับ

    ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อสารว่าคนอิสานขี้เกียจ แต่ผมต้องการจะบอกว่า ใครก็ตามที่ขาดความดิ้นรนกระเสือกกระสนที่จะพ้นจากความยากจน ย่อมมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเกิดที่ไหนก็ตาม คนอิสานที่ไปทำงานที่ซาอุ หรือมาขับแท็กซี่ที่กทม.ก็คือ คนอิสานที่รู้จักขวนขวาย พวกเขาไม่ได้คิดว่าการเกิดที่อิสานทำให้พวกเขาเสียเปรียบ

       0 likes

  4. ohmohm says:

    ขอมูล GDP ต่อหัว ณ ปี 2547 (บาทต่อปี) แยกตามภาค ภาคมันหมายถึง GDP ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่ ( ภาค ) นั้นๆ หรือเกิดจากคนที่อยู่ในภาคนั้นนะครับ เพราะถ้าคนอิสานไปทำงานซาอุ ผลผลิตการงานที่ได้อาจไม่นับว่าอยู่ในภาคอิสานนะครับ แต่ไปอยู่ซาอุ
    ที่มันน้อย ผมว่าน่าเป็นเพราะโอกาสมีน้อย ( http://1001ii.wordpress.com/2008/04/17/012/ ) ไม่ใช่เพราะคนอิสานไม่ขยัยขวนขวายหรอกครับ

       0 likes

  5. PoomK says:

    ผมไม่คิดว่าคนทุกคนจะมีทางเลือกขนาดนั้นนะครับ

    ตัวอย่างเรื่องภาระผูกพันธ์ที่ยกมามันเป็นเคสที่ไม่ชี้ให้เห็นปัญหาเลย มันเป็นเคสสุดโต่งเกินไปหรือเปล่า? ผมสงสัยว่าแนวคิดแบบนี้มันต่างกับ”แนวคิดของคนกรุง”ที่ว่าคนจนนั้นจนเพราะโง่ ตรงไหนกัน

    กรณีของต่างจังหวัดกับต่างประเทศอาจมองให้เป็นปัญหาเดียวกันได้ คือทำไมคนในประเทศไทยจึงจนกว่าหลายๆประเทศ หากคำตอบคือเป็นเพราะคนไทยนั้นขี้เกียจ ผมว่าไม่จริง เทียบกับหลายๆประเทศแล้วคนไทยโดยเฉพาะคนชั้นแรงงานนั้นขยันมาก จึงมีแรงงานไทยต่างด้าวไปทำงานต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ค่อยมีคนในประเทศเหล่านั้นอยากจะทำ (มีทางเลือกที่ดีกว่า)

    ความขยันมีผลกับฐานะความเป็นอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น แต่ความคิดแบบนี้มันอาจทำให้เรามองข้ามปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่โอกาสของคนในแต่ละสังคมนั้นมันไม่เท่ากัน

    ผมไม่เชื่อว่าถ้า Beethoven มาเกิดเป็นรากหญ้าเมืองไทยแล้วจะเป็นได้เหมือนที่เค้าเคยเป็น

       0 likes

  6. 1001ii says:

    GDP คือ รายได้ที่เป็นค่าแรงและเงินเดือน + รายได้ที่เป็นดอกเบี้ย + รายได้ที่เกิดจากการให้เช่า + รายได้ของคนอาชีพอิสระ + กำไรของบุคคลที่ทำธุรกิจ + ภาษีทางอ้อม + ค่าเสี่อมราคา

    ฉะนั้นจึงเป็นการรวมรายได้ของนายทุนเข้าไปด้วย ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว ถ้าหากการกระจายรายได้ของประเทศนั้นไม่ดี ตัวเลขนี้จะแตกต่างไปจากเงินเดือนเฉลี่ยมากพอสมควรทีเดียว

    แต่โดยทั่วไป GDP per capita นิยมใช้เป็นตัววัดความมั่งคั่งของประเทศ

       0 likes

  7. โทษนะครับ นอกเรื่องนิดนึง
    คือผมสงสัยเกี่ยวกับคำว่า GDP น่ะ แบบบ้านๆเลยนะครับ GDP นี่พอจะสรุปว่าเป็นรายได้ต่อหัว
    ของประชากรในภาคนั้นๆได้หรือไม่ครับ อย่างข้างบน GDP คน กทม. อยู่ที่ 280k รายได้เฉลี่ย
    ต่อเดือนอยู่ที่ 23K ซึ่งถ้าพูดจริงๆ ผมเดินในเมือง หันซ้าย มองขวา ก็ไม่น่าจะเกิน 23k กันสักเท่าใหร่

    และยิ่งเทียบกับ http://1001ii.wordpress.com/2009/04/18/0189 ที่บอกว่าแรงงาน
    ในระบบ 9 ล้านคน มีผู้ไม่ได้รับเช็คช่วยชาติ (เงินเดือนเกิน 15000 บาท) เพียง 9 แสนคน หรือแค่
    10% เท่านั้นเอง มันเลยดูขัดๆกัน

    รบกวนช่วยอธิบายถึงคำว่า GDP ด้วยภาษาบ้านๆแบบที่แม่ค้าขายกล้วยแขกจะเข้าใจได้ใน 5 นาที
    หน่อยครับ….

       0 likes

  8. 1001ii says:

    เห็นมีแต่คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ที่กล้าออกมาพูดว่า ทุกวันนี้คนไทยเห็นแก่ตัว มันเป็นคำพูดที่ unpopular มากๆ แต่มันก็เป็นความจริง เราปล่อยให้มีคนเอาเปรียบสังคมมากๆ ไม่ช้าไม่นาน การเอาเปรียบสังคมก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไป

       0 likes

  9. terati20 says:

    พูดถึงเรื่องรายการทีวี เเนะนำเกมโชว์ ญี่ปุ่น เกมซ่าท้ากึ๋น ช่อง 9คืนวันอังคาร
    ดูเเล้วเข้าใจเลยครับว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงพัฒนาถึงขั้นนี้ เด็กๆก็ช่วยกันคิด
    ช่วยทำเพื่อส่วนรวม

    คนไทยไม่ค่อยคิดถึงส่วนรวมกันนะครับ ฟุตบาทบ้านเรากลายเป็นร้านขายของไปหมด
    คนต้องไปเดินบนถนน ถนน ซอยต่างๆก็กลายเป็นที่จอดรถของคนเเถวนั้น

    สุดท้ายการกระจายรายได้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจาก ประชาชนในภูมิภาคนั้น
    มีความต้องการ เเละพยายามจะรวยขึ้นด้วยตนเอง โดยรัฐต้องพยายามลดอุปสรรคเเละส่งเสริม

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>