สมัยนี้ เราได้ยินคำว่า “คนรากหญ้า” บ่อยขึ้น แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนรากหญ้าจริงๆ หน้าตาเป็นยังไงกันแน่
ทุกวันนี้ คนรากหญ้าจริงๆ แทบไม่ได้พื้นที่สื่อเลย โดนคนเมืองขโมยซีนไปหมด สื่อมวลชนเสนอแต่เรื่องของคนเมืองจนกระทั้งทำให้หลงคิดไปว่าประเทศนี้มีแต่คนเมือง ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนรากหญ้าต่างหากที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
เราไม่เคยรู้เลยว่า คนรากหญ้าจริงๆ ต้องการอะไรกันแน่ เพราะความต้องการของคนรากหญ้าที่ได้ยินผ่านสื่อ ล้วนแล้วแต่ถูกสื่อสารโดย แกนนำม๊อบ เอ็นจีโอ หรือไม่ก็นักการเมืองทั้งสิ้น คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนรากหญ้าเองจริงๆ ตกลงก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่คนพวกนี้พูดใช่ความต้องการของคนรากหญ้าจริงหรือไม่
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีพื้นที่นาที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย กินเนื้อที่มากถึง 5 จังหวัดในเขตภาคอิสานตอนล่าง จึงอาจถือได้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็น headquarter ของคนรากหญ้าเลยทีเดียว ที่นี่มีคนอยู่มากกว่า 6 แสนคน ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวหอมมะลิ และปลูกต้นยูคาลิปตัสทั้งนั้น ความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงน่าจะสะท้อนชีวิตของคนรากหญ้าได้ระดับหนึ่ง (แต่ไม่ได้จะหมายความว่า คนรากหญ้าทุกคนเหมือนกันหมดนะครับ)

- ณ นาแห่งหนึ่งในทุ่งกุลาร้องไห้

- ปัจจุบันที่นี่เลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือไปแล้ว (ว้า อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมด


(ข้างต้น เป็นการ crop ภาพมาจากภาพประกอบในนิตยสารสารคดี caption และวงกลมสีแดงนั่นผมเติมเอาเอง)
ชาวนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีรายได้น้อยมาก ต่อไปนี้เป็นคำให้การของผัวเมียชาวนาคู่หนึ่งในนิตยสารสารคดี “นาของฉันมี 8 ไร่ ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ฉันปลูกข้าวหอมมะลิทุกปี ปีที่แล้วข้าวเปลือกขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 18 บาท แต่ฉันขายไปก่อนที่ตั้งแตตอนโลละ 10 บาท ได้สองหมื่นห้า ถ้าเก็บไว้ขายตอนแพงๆ ก็คงได้เพิ่มอีกเท่าตัว ข้าวเพิ่งขึ้นราคาตอนฉันขายไปหมดแล้ว แต่ได้เท่านั้นฉันก็พอใจเพราะไม่ได้ลงทุนมาก ฉันไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยาอะไรเลย กลัวควายที่เลี้ยงในนาจะเป็นอันตราย หญ้าขึ้นก็ถอนออกเอาไปให้ควายกิน แล้วก็เอาขี้มันนั่นแหละมาใส่นา” เช่นนี้ที่ GDP ต่อหัวของคนอิสานแค่ 3 หมื่นต่อปีเท่านั้น ก็น่าจะไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะผัวเมียคู่นี้สองหัวรวมกันยังหาได้แค่ 2.5 หมื่นเท่านั้น ทุ่งกุลาร้องให้ ปลูกข้าวนาปีได้อย่างเดียว ยังปลูกข้าวนาปรังไม่ได้ เนื่องจากที่นี่ยังไม่มีระบบชลประทาน
แม้จะมีรายได้ต่ำมาก แต่ค่าครองชีพก็ต่ำมากด้วย วันๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย จับหนูนากิน เก็บผักหลังบ้านกิน (ยกเว้นจะดื่มเบียร์ถึงต้องใช้เงิน) ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน ตกเย็นก็มีเวลาเตะตะกร้อได้ ชาวนาจึงเป็นอาชีพที่แม้จะเหนื่อยและรายได้น้อยก็จริง แต่ก็สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องดิ้นรน
การดิ้นรนไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แม้จะได้เงินดือนแค่ 6-7 พันบาท แต่ก็เป็นรายได้ที่มากกว่าการทำนาถึง 3 เท่า (แม้ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้นด้วยก็ตาม) จึงไม่แปลกที่คนรากหญ้าส่วนหนึ่งยินดีทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานทำในกทม. เพื่อรายได้ที่สูงกว่า คนรากหญ้าบางส่วนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่พอหมดหน้านาก็เข้ามาหารายได้เสริมในเมืองด้วย ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เวลาขึ้นแท็กซี่ ผมชอบดูใบขับขี่ของคนขับ สังเกตว่า คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะมาจากภาคอิสานกันทั้งนั้น เคยได้ยินว่า คนที่เดินขายหวยที่เราเห็นตามปั้มน้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นคนรากหญ้าเหมือนกัน พวกเขาจะนั่งรถเข้ามาเดินขายหวยในกทม. เฉพาะช่วงใกล้วันหวยออกเท่านั้น ขายเสร็จก็จะกลับบ้าน งวดต่อไปก็ค่อยนั่งรถเข้ามาขายใหม่ ไม่ได้อยู่ในกทม.แบบถาวร ถือเป็นแรงงานนอกระบบอีกประเภทหนึ่ง แต่อันนี้ก็ยังงงอยู่ว่า คุ้มค่ารถได้ยังไง เอาไว้วันหลังต้องลองสัมภาษณ์คนขายหวยดูหน่อย แต่สรุปแล้ว ชาวนาเป็นอาชีพที่รายได้น้อยมาก แต่อยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรน ถ้าอยากได้รายได้สูงขึ้นก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นด้วยการเข้ามาหารายได้ในเมือง


มาทำนาที่บ้านได้เลย มีที่ว่างรออยู่
ลงทุนไปถามอาจารย์คณะเกษตรที่ TK park มาครับ ได้ความรู้มาเยอะทีเดียว
อาจารย์บอกว่าปัญหาของภาคอิสานคือดินเป็นดินทรายอุ้มน้ำไม่ได้ ทำให้ทำนาได้แค่ปีละครั้ง แต่ถ้าอยากทำหลายครั้งจริงๆ ก็ทำได้ครับ ต้องเอาพลาสติกมารองใต้ชั้นดิน
เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทำให้มีสารพิษตกค้างหรือทำให้ดินเสื่อม จริงๆ แล้ว ผิดถนัดครับ การใช้ปุ๋ยเคมีไม่มีสารพิษตกค้างใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งปุ๋ยเคมียังมีราคาถูกที่สุดเมื่อนับธาตุอาหารต่อบาทอีกด้วย
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เหมาะสำหรับปลูกแบบเอาไว้กินเองเท่านั้น ปลูกแบบค้าขายสมัยนี้ไม่ได้ เพราะมันเสียเวลามาก อย่างเช่น ถ้าจะปลูกถั่วเพิ่มไนโตรเจนก่อนแล้วไถกลบก็เสียเวลาไปเฉยๆ สองเดือนเต็ม แทนที่จะทำนาได้หลายรอบ ถ้าซื้อปุ๋ยคอกมาใส่เลย ต้นทุนสูงกว่าปุ๋ยเคมี เพราะธาตุอาหารน้อย
ส่วนปุ๋ยชีวภาพก็แพงกว่าปุ๋ยเคมีเหมือนกัน เวลานี้มีปัญหามาก เพราะมีการปลอมกันเยอะ
ถ้าจะทำเกษตรให้มีกำไร ก็ต้องทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ มีพื้นที่สักหนึ่งไร่ก็ทำได้แล้ว แต่ถ้าจะให้ดี มีห้าไร่ แล้วทำเกษตรผสมผสาน จะดีที่สุด
ผมชักสนใจอยากลงทุนทำเกษตรเสียแล้ว พื้นที่การเกษตรอีกหน่อยจะเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน เมื่อถึงเวลานั้นใครทำล่วงหน้ามาก่อนสงสัยรวยแน่เลย อิอิ
ช่วยหาหนทางให้ชาวสวนลิ้นจี่ส่วนหนึ่งเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น
อาจารย์มีวิธี เเก้ปัญหา ราคาสินค้าเกษตรอย่างไรบ้าง
เห็นลิ้นจี่ กำลังมีปัญหาตอนนี้
ระบบชลประทานเป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ ผมว่าหากลงทุนหนักๆทำระบบท่อดีๆครั้งเดียวอาจแก้ปัญหาความยากจนได้ยั่งยืนระดับหนึ่งทีเดียว
ผมว่าเรายังไม่รู้จะพัฒนาไปทางไหนจะเป็นประเทศเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือเป็นประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่มีแหล่งบริการและท่องเที่ยวหรือเปล่าครับ เลยไม่กล้าลงทุนอะไรที่ใหญ่โต
ผมว่าเราต้องเลือกทางใดทางหนึ่งและมุ่งพัฒนา หากทำนู่นนิดนี่หน่อย เราไม่เสี่ยงแต่ไม่เก่งทางใดสักอย่าง ไปๆมาๆจะเป็นผลเสียมากกว่าดี
(ต่อ)
ที่บ้านมีนาอยู่ 40 กว่าไร่ อยู่ภาคกลาง แต่ไม่ได้อยู่ในส่วนที่มีชลประทาน เลยทำนาได้ปีละครั้ง นาที่มีอยู่เดิมก็ทำเอง ตอนหลังให้คนเช่าทำเพราะคนทำแก่แล้ว ทำไม่ไหว ลูกๆหลานๆก็ไปทำอาชีพอื่น ตอนนี้ให้คนมาทำนาฟรีๆไม่เก็บค่าเช่ายังไม่มีใครมาทำเลย เขาไปทำโรงงานหมด
case studyนี้ ยืนยันความถูกต้องของบทความคุณนรินทร์ บทไหนดูเอาเอง
ปล. ทำไมถึงจะให้คนมาทำฟรีล่ะ ก็เพื่อรักษาสภาพนา ถ้านาไม่ถูกไถ ไม่ได้ทำสัก 2-3 ปี หญ้าจะขึ้นรกมาก ต่อไปจะไถยาก
ผมว่ายิ่งขุดไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเริ่มเข้าใจว่าความยากจนมีสาเหตุมาจากอะไร
บางทีเวลาเรามีอารมณ์ เช่น สงสาร โกรธ เราก็คิดอะไรง่ายๆแบบ over simplify เหตุการณ์ หลายครั้ง คำถามหลายคำถาม ข้อบ่นหลายอย่าง มันมีข้อมูลและคำอธิบาย เชิงเศรษฐศาสตร์ การลงทุน เทฤษฎีเกมม์ การปกครอง รวมทั้งภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อม แต่เราก็เลือกจะใช้อารมณ์ในการอธิบายแสดงความเห็น บางทีนี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของพวกเราคนธรรมดา กับพวกที่ประสบความสำเร็จในการทำกิจการก็ได้ (พาดพิงไปถึง1001 Investment Ideas)
เราพูดว่าเก็บภาษีทั้งประเทศมาพัฒนากรุงเทพ มีข้อเขียนหลายแหล่งรวมทั้วของคุณนรินทร์ด้วยที่แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายภาษี แต่คนหลายๆคนส่วนมากก็พวกNGOก็ยังพูดเช่นเดิม
ทำไมเราไม่ทำชลประทานในอีสานให้เหมือนภาคกลาง อีสานมีแม่น้ำกี่สาย สายใหญ่มั๊ย ทำเขื่อนแล้วเก็บน้ำได้แค่ไหน ลงทุนแล้วคุ้มไหม ภูมิประเทศมันเอื้อหรือเปล่า
ถามว่าจริงๆแล้วมีใครอยากทำนาบ้าง หาได้น้อยคน คนที่มาอ่านBlogมีกี่คนที่ทำนา หรืออยากจะทำนาจริงๆ ให้รวมคนที่รู้จักด้วย รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอีก 10 ทอดด้วย ลองถามดู เอาง่ายๆ ขึ้นแท็กซี่ ถามคนขับก็ได้ เช่น
ถาม ขับมากี่ปีแล้ว
ตอบ 10กว่าปีแล้ว
ถาม บ้านเดิมอยู่ไหน
ตอบ อยู่ร้อยเอ็ด อาจสามารถ
ถาม ที่บ้านทำนาหรือเปล่า มีนากี่ไร่ หน้าฝนกลับบ้านทำนาหรือเปล่า คุ้มไหม
ตอบ………………..อันนี้ต้องลองถามดูเอง เขียนมากเดี๋ยวเกิดการปนเปื้อนcontaminateทางความคิด(เหมือนนักวิชาการไหม พูดไทยปนฝรั่ง)
อึม แล้วรัฐควรจะลงทุนอะไรดี
อ่า … คุณนรินทร์ 1001 !
สงสัยเราจะซื้อหนังสือเล่มนี้พร้อมกัน
อ่านไป ตั้งข้อสังเกตุไปว่า ดูท่า รากหญ้า จะมีหลาย segment
ณ ทุ่งกุลา รากหญ้าที่นั่น มีค่านิยม/ทัศนคติ แบบหนึ่ง
ณ ทุ่งราบอยุธยา ก็น่าจะแตกต่างออกไป
- ต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม และธรรมชาติ
อีกนัยหนึ่ง อย่าพยายามให้ ‘ธรรมชาติ’ เหมือนกัน
- มันผิดธรรมชาติ !
สิ่งที่เหมือนกันของ ‘รากหญ้า’ คือ ความไม่เป็นธรรม
แม้กรุงเทพฯ จะมี GDP สูงกว่าจังหวัดไหนๆ
กรุงเทพก็ไม่เคยผลิตข้าวแข่งกับใครได้
การค้า ‘ข้าวไทย’ จึงควรส่งกำไรส่วนใหญ่ให้แก่ คนรากหญ้า
หาใช่พ่อค้ารับไป 80 … แบ่งชาวนา 20 แบบทุกวันนี้
(ข้าวนี่ local content ทั้งน้าน)
ไม่อยากบ่นเรื่อง ‘รัด-บาน’ ที่ยังชกกันไม่เลิก
ลองแวะอ่านบทสัมภาษณ์สุดท้าย คุณรงค์ วงศ์สวรรค์
ท่านบ่นได้น่าฟังกว่าผมเยอะ
Take care ขะรับ คุณนรินทร์
: )
ผมคิดว่าประเทศเรา ชอบพัฒนาแบบรวมทุกอย่างไว้ที่กรุงเทพ ทำให้ทรัพยากรถูกทุ่มไว้ที่กรุงเทพมากขึ้น เป็น vicious cycle กรุงเทพเป็นที่ๆมีโอกาสในการทำมาหากินมากที่สุด เลยแออัดมากอย่างที่เห็น ส่วนที่ๆห่างไกลออกไปอันเป็นที่อยู่ของพวกรากหญ้าก็ยังเป็นที่ๆมีโอกาสน้อยต่อไป
แต่ช่วงระยะหลังๆนี่ ดีขึ้น เห็นพูดถึงการกระจายความเจริญไปสู่ชนบทมากขึ้น
อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาพร้อมหน้ากัน ควรกระจาย โอกาส ให้ทั่วถึงกันด้วย
ไม่อยากต้องรู้สึกผิดที่เหมือนตัวเองสุขสบายบนความทุกข์ยากของคนอื่น
ทุกวันนี้บริจาคช่วยเหลือเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เรียนหนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี ก็ไม่รู้สึกได้บุญอะไร แค่ได้ลดบาปที่เอาเปรียบคนที่อยู่ต่างจังหวัดมากกว่า