0101: การจราจรติดขัด -
เวลาการจราจรติดขัดมากๆ เรามักมีความรู้สึกว่าเลนข้างๆ ไปได้เร็วกว่าเลนที่เรากำลังอยู่เสมอ และเราก็พยายามเปลี่ยนเลนไปยังเลนข้างๆ เพื่อให้ไปได้เร็วขึ้น แต่พอเข้ามาอยู่ในเลนใหม่ปุ๊บ เราก็พบว่าเลนที่เราอยู่เดิมเริ่มไปได้เร็วกว่าแทน ลองถามคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่รู้สึกเหมือนกัน ทำไมจึงมักจะเป็นอย่างนั้น?
เรื่องนี้ถ้าลองคิดดูให้ดีโดยใช้สายตาของพระเจ้ามองลงมาบนโลก เราจะเห็นได้ทันทีว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่มีทางที่ทุกคนในถนนจะรู้สึกพร้อมกันว่าเลนของตัวเองไปได้ช้ากว่าเลนของคนอื่น เพราะอย่างน้อยที่สุดถ้าหากแต่ละเลนไปได้เร็วไม่เท่ากันจริง จะต้องมีบางคนที่รู้สึกว่าเลนของตัวเองไปได้เร็วกว่า เหตุที่คนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าเลนของตัวเองไปได้ช้ากว่าเป็นเพราะเรามักจดจ่อกับความโชคร้ายของเรามากกว่าความโชคดี หรืออย่างที่ฝรั่งมีสำนวนว่า “หญ้าของข้างบ้านมักดูเขียวกว่าหญ้าที่บ้านของเราเอง” เวลาที่เลนของเราไปได้เร็วกว่าเลนอื่นเรามักไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องการจราจร แต่พอเวลาที่เลนของคนอื่นไปได้เร็วกว่าเลนของเราบ้าง เรามักหันมาสงสัยว่าทำไมรถถึงติด
เวลาที่รถติดมากๆ เรามักพยายามเปลี่ยนเลนไปมาเพื่อให้สามารถไปได้เร็วขึ้น แต่พอเปลี่ยนเลนไปมาได้สักพักหนึ่ง เราก็มักพบว่า รถคันที่เราแซงไปแล้วเมื่อสิบห้านาทีก่อนกลับมาอยู่ข้างๆ เราอีกครั้ง ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนเลนไปมาจะไม่ช่วยทำให้ไปได้เร็วขึ้นมากเท่าไร
ที่จริงแล้ว เวลาที่รถติดมากๆ จะมีรถจำนวนหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนเลนไปมาเพื่อให้ไปได้เร็วกว่าคนอื่น กระบวนการที่รถเหล่านี้พยายามเปลี่ยนเลนไปมาช่วยทำให้ทุกเลนไปได้เร็วเท่าๆ กัน เมื่อใดก็ตามที่มีเลนใดเลนหนึ่งไปได้ช้ากว่าเลนอื่น รถที่อยู่ในเลนนั้นจำนวนหนึ่งจะเปลี่ยนไปยังเลนที่ไปได้เร็วกว่า ทำให้เลนนั้นมีจำนวนรถน้อยลง รถที่เหลืออยู่ในเลนนั้นจึงไปได้เร็วขึ้น ดังนั้นเลนทุกเลน (ที่มุ่งไปทางเดียวกัน) มีแนวโน้มที่จะไปได้เร็วพอๆ กันอยู่แล้ว คุณจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลนไปมาเพื่อให้ไปได้เร็วกว่าคนอื่น แต่คุณสามารถไปได้เร็วขึ้นโดยอาศัยการเปลี่ยนเลนไปมาของรถคันอื่นด้วยการอยู่แต่ในเลนเดิมตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คุณมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า การเปลี่ยนเลนไปมาจะช่วยทำให้คุณไปได้เร็วกว่ารถคันอื่นๆ ได้ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลตอบแทนที่เกิดจากการที่คุณยอมแบกรับความเสี่ยงและความเครียดที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนเลนไปมา ยิ่งคุณยอมที่จะเสี่ยงและเครียดมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งไปได้เร็วกว่าคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น เพียงแต่ว่า ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นค่อนข้างน้อยจนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและความเครียดที่ต้องแบกรับ ในเวลาปกติ มักไม่ค่อยคุ้มกันเท่าไร

December 8th, 2007 at 1:51 pm
คุณนรินทร์ ทำให้ผมใช้เวลาในการเปิดหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง … พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน
แต่ยังไม่รู้ว่าจะประยุกต์ใช้อย่างไร? นี่อาจเป็นวิกฤตเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล ว่าไว้ … ไม่ร้(จริง) ไม่เข้าใจ(และเข้าไปในใจ) นำมาใช้ไม่ได้
เครียดไปอีกแบบ
: )
December 8th, 2007 at 9:56 pm
ผมว่าเปรียบแบบนั้นไม่ได้นะครับ เพราะเหมือนกำลัง assume ว่า เป็นตลาดแบบสมบูรณ์ (Perfect market) ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น อุปมาได้เหมือนกับว่า
ขับรถไม่เปลี่ยนเลน = ซื้อกองทุนดัชนี
เปลี่ยนเลนเมื่อพบว่าเลนข้างๆน่าจะไปได้เร็วกว่า = เลือกหุ้นแบบ bottom-up
ซึ่งผมคิดว่าหลายๆคนก็เห็นด้วยกับผมว่า ถนน ก็เหมือนกับตลาดหุ้น คือไม่ได้เป็นสภาวะตลาดแบบสมบูรณ์ ทุกคนรู้เท่ากัน (ไม่เท่าแน่ๆครับ คนที่ขับแถวนั้นทุกวัน น่าจะรู้ดีกว่าพวกไม่คุ้นทาง)
สำหรับเศรษฐกิจพอเพียง เอ่อ ถามจริงๆว่า เราสามารถวิจารณ์ได้อย่างอิสระเสรีด้วยหรือครับในเรื่องนี้?
http://www.prachatai.com/05web/th/home/10437
December 9th, 2007 at 2:04 am
บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกรำคาญพวกที่ชอบเปลี่ยนเลนไปมา บางทีตามหลังผมอยู่ ก็เปลี่ยนไปเลนข้างๆ สักพักก็เบียดมาหน้าผม แล้วก็เปลี่ยนออกไปอีก ส่วนผมวิ่งอยู่ในเลนตัวเองไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าพอดูกันยาวๆ แล้ว รถคันที่เปลี่ยนเลนก็กลับไปอยู่หลังผมเหมือนเดิมครับ
December 9th, 2007 at 7:32 am
คนที่เปลี่ยนเลนแซงเราไปเมื่อสิบนาทีก่อนกลับไปอยู่ข้างหลังเราได้ เพราะ market efficiency นั่นแหละครับ ถ้าเราไม่ตั้งใจสังเกตเราจะไม่เห็น ผมสังเกตบ่อยๆ ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
คำว่า market efficiency ไม่ได้แปลว่า คนที่พยายามเปลี่ยนเลนจะไปได้เท่ากับคนที่อยู่เฉยๆ แต่หมายความว่า ความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากการพยายามเปลี่ยนเลนนั้นจะมีค่าไม่มากนัก มันเกิดขึ้นมาเพื่อชดเชยความเสี่ยงของเปลี่ยนเลนบ่อยๆ (ความเสี่ยงที่จะโดนชน ความเครียด ฯลฯ) ที่คุณแบกรับไว้เท่านั้น
แน่นอนว่าถ้าคุณรู้บางสิ่งบางอย่างที่ตลาดยังไม่รู้ คุณย่อมสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่วนใหญ่แล้วที่เราเปลี่ยนตัวเล่นไปๆ มาๆ นั้นเราตัดสินใจไปตามข้อมูลที่ตลาดรู้แล้ว วิธีนี้ไม่สามารถทำให้เราเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว
December 9th, 2007 at 1:10 pm
เอาเรื่องการขับรถนะครับ
ผมว่าถ้าเราไม่รีบไม่คุ้มหรอกครับ เพราะสร้างความเครียดแก่ผู้ร่วมทาง และอาจสร้างความเสื่อมเสียให้บุปผการีกรณีถูกด่าพ่อล่อแม่
แต่ถนนเส้นไหนที่ไปบ่อยๆ ผมมักจะจำได้ครับ ว่าเมื่อถึงตงนี้ ควรอยู่เลนไหน
แม่ภรรยาผมเคยให้ผมขับจากวังบูรพาไปโรงแรมพลาซ่าแอนธินีในช่วงหกโมงเย็นซึ่งรถติดอย่างแรง ผมก็ซิ่งและแทรกแหลกจนไปถึงในเวลาครึ่งชั่วโมง ท่านชมว่าขับได้เหมือนแทกซี่เลย(หรือด่าก็ไม่แน่ใจ)
December 9th, 2007 at 3:44 pm
และอาจสร้างความเสื่อมเสียให้บุปผการีกรณีถูกด่าพ่อล่อแม่
ก๊ากๆๆ ขำกลิ้งเลย
December 10th, 2007 at 6:23 pm
ผมว่ามันมีเลนที่วิ่งได้เร็วกว่าเลนอื่นๆจริงนะครับ
อย่างถนนราชพฤกษและพระราม ๓ ที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ
จริงมีถนนอื่นๆอีก
ผมจะรู้เลยว่า ถึงช่วงไหนควรอยู่เลนไหนถึงจะเร็วที่สุด
ซึ่งถ้าไม่มีอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์แปลก ซึ่งมีบ้าง
มันก็เป็นอย่างนั้นทุกๆวันนะครับ เหมือนๆเดิม
ผมว่าเป็นเพราะพฤติกรรมในการขับ ของผู้ใช้ทางร่วมกันมากกว่า
เพราะผมขับในช่วงเวลาเดิมๆ ดังนั้นผู้ใช้ทางร่วมกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเดิมๆ
เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม..หรือเปลี่ยนได้ช้า
แล้วพวกเขาก็ทำพฤติกรรมเดิมๆ จนผมจับได้เองว่าต้องใช้ถนนนี้อย่างไร
ถึงจะไปจึงจุดหมายได้เร็วและดีที่สุด
แต่ถ้าเป็นเส้นไหนที่ไม่คุ้นเคย ก็ขับไปแบบปกติ ธรรมดา
แต่ถ้าขับไปอีกซักรอบสองรอบก็พอจับทางได้แล้วละครับ
December 11th, 2007 at 8:34 am
นึกถึง การทำงานของ Router เป็น Packet switching เลยเป็น Random เวลาส่งถ้า Route ไหนว่างก็จะส่งไปตาม Route นั้น จะเป็นการใช้ประสิทธิภาพเส้นทางที่ดีที่สุด
ถ้าเปรียบเป็นถนน ทุกเลนจะถูกใช้ตลอด ประสิทธิภาพการใช้ดีขึ้น
December 14th, 2007 at 3:55 pm
เพิ่งอ่านหนังสือ
“เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม” จบไป
ตามมาอ่านที่บลอคนี้ดูครับ
เขียนดีนะครับเนี่ย
June 11th, 2008 at 3:35 pm
คืออยากถามถึงอันดับประเทศที่รถติดมากที่สุดในโลกยี่สิบประเทศครับ
ถ้าตอบได้เร็ซก็จะดีมากมายเลยครับ
ขอขอบคุณล้วงหน้าครับ