0196: คุณตก Mean หรือเปล่า?

Thailand Salary 2008

ดูแล้วเป็นยังไงครับ ตก Mean กันบ้างหรือเปล่า?

เท่าที่ดูเหมือนว่า สายวิศวะจะไม่ใช่อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงอีกต่อไปแล้ว ดูออกจะแย่กว่าอาชีพอื่นด้วยซ้ำ รุ่นผมน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่จบออกมาตอนฟองสบู่ของอาชีพนี้แตกพอดี ตอนผมอยู่ม.ปลาย วิศวะขาดแคลนมาก จุฬาฯ รับแค่ 400 คน กลายเป็นคณะยอดฮิต พอผมเอ็นทรานซ์เขาก็เลยเพิ่มเป็น 700 คน พอรุ่นนี้จบออกมา ฟองสบู่ก็แตกพอดี ดีมานด์ลดฮวบ แต่ซัพพลายดันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เวรกำจริงๆ

ช่วงสิบปีที่ผ่านมาผมว่าสายไอทีมาแรง (ตอนนั้นผมเองยังต้องหันเข้าสู่สายนี้เลย) แม้เงินเดือนจะไม่ถึงกับโดดเด่นมาก แต่เป็นอาชีพที่หางานค่อนข้างง่าย มีความต้องการตลอดเวลา เพราะไอทีบูม แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ใกล้หมดยุคหรือยัง เพราะเป็นมานานระยะหนึ่งแล้ว

สังเกตว่า คณะยอดฮิตในแต่ละยุคจะแปรผันไปตามรายได้ของอาชีพนั้นในชั่วเวลานั้นจริงๆ เงินเดือนมีผลต่อการเลือกเรียนของเด็กมากๆ เดี๋ยวนี้ได้ยินมาว่า คณะที่มาแรงสุดๆ คะแนนสูงขึ้นทุกปีกลายเป็น คณะนิติศาสตร์ สงสัยยุคนี้คนไทยทะเลาะกันมากขึ้นมังครับ

จะยังไงก็แล้วแต่ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเลย ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าอาชีพไหนได้เงินเดือนมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อถึงตอนที่เราจบออกมา แนวโน้มมันจะเปลี่ยนไปทางอื่นพอดี เซ้งเป็ด เหมือนเล่นหุ้นเลย ซื้อหุ้นของธุรกิจที่เลิศที่สุดทีไร มักจะติดดอยทุกที

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink.

33 Responses to 0196: คุณตก Mean หรือเปล่า?

  1. Chanwit says:

    Jobs in the technological area has no way to get the highest pay because they deal with the machine which their solutions are alway definitive. IT, EE, ME, PE, .. fall into this job catagory.
    The job dealing with people, managing the people should get the substantial high pay because the human has a multitude of life. (aka infinite dimensional vector space)

  2. ขาประจำ says:

    พี่ขุนอรรถน่าจะเล่นโกะ่นะครับ เพราะว่าโกะสามารถประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ว่า แต่ละเรื่องในชีวิตประจำวัน เราจะให้น้ำหนักในแต่ละเรื่อง มากน้อยแค่ใหน และ กลยุทธ์ของเราคืออะไร ซึ่งคนที่ชอบกลยุทธ์จะชอบโกะ กันทั้งนั้น (อันนี้ผมเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เหอๆๆ) ดังนั้น การวาง นโยบาย กลยุทธ์ และยุทธวิธีก็จะแตกต่างกัน ในแต่ละสนามรบชีวิตที่ตนเองได้กระทำลงไปในแต่ละด้านแต่ละภาคส่วน แต่ภาพใหญ่คือ การประสบผลสำเร็จในชีวิต คือภาพรวมของสงครามชีวิตทั้งหมด คิดว่าอีกไม่เกินปี ท่านนรินทร์อาจมีมิทติ้ง กันนะครับหลัีง จากอบรมเซียนหุ้นเสร็จน่าจะมีเวลา พบปะสังสรรค์ คนในบล็อคนี้ อะ แต่ละคนก็ไม่ใช่เข้ามา วัน สองวันที่ใหนกัน

  3. Resnick says:

    เกือบตกมีน โชคดีไป :D

    ขอแชร์ความคิดครับ จากประสบการณ์ในสายอาชีพ ผมมองว่าสายไอทีจะไปได้อีกพัก อย่างน้อยน่าจะผ่าน 10 ปีไปได้ และงานก็จะหาได้ง่ายไปอีกซักพักใหญ่เช่นกัน (เทียบกับสายอาชีพอื่น) โดยเฉพาะสำหรับเด็กจบใหม่ เพราะลักษณะงานไอทีนั้นแม้มี supply ใหม่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากสถาบันที่เพิ่มขึ้นและจำนวนที่รับมากขึ้นในแต่ละปี แต่โดยธรรมชาติแล้วคนที่ทำอาชีพนี้ เมื่อทำไปซักพัก (ประสบการณ์ไม่เกิน 5-10 ปี) มักจะมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นมากพอสมควร ทั้งที่ยังคงเป็นงานที่ทำรายได้ได้พอสมควรอยู่

    พยายามหาคำอธิบายแล้วก็ได้คำตอบ(ที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง) ว่าประเด็นหนึ่งคือลักษณะงานที่มีบ่อยครั้งที่ต้องทำจนดึก อีกประเด็นคือสายงานไอทีนั้นมีพฤติกรรมที่ขัดกับแรงขับเพื่อสร้างสัมพันธ์(เลือกใช้คำนี้ เพราะพึ่งซื้อมาและอ่านจบวันนี้เลย :) ) เนื่องจากงานที่ทำมักจะมีโอกาสพูดคุยน้อยมาก ๆ

    สาเหตุอาจมาจากขั้นตอนการสมัครสอบและเข้ามาเรียนในมหาลัย เพราะคนส่วนใหญ่ตอนม.ปลายก็ล้วนแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกัน ทำให้ตอนเลือก(หรือถูกเลือกให้)เรียนมักจะมองแต่ผลตอบแทนและการหางานที่ง่ายเป็นหลัก ประกอบกับเนื้อหาวิชาที่เลือกเรียนที่แม้จะมีงานที่ต้องคิดให้ได้เองมาก แต่ก็มีเพื่อนสนิทร่วมหัวกันเรียนพอสมควร และมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเข้ามาเรียนนั้นเป็นคนที่แต่เดิมไม่สามารถทนกับความเงียบนาน ๆ หรือทำงานที่วัน ๆ ต้องคุยแต่กับคอมตลอดเวลาได้ (นึกสภาพบางงานที่อาจไม่ต่างกับโดนขัง เช่น การอยู่ในห้อง server คนเดียวไปเป็นปี ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกตำแหน่งที่จะเป็นแบบนี้) ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ชอบก็คือทำงานไปซักพักแล้ว สุดท้ายจึงคิดจะเปลี่ยนสายงานกัน เช่นอาจจะไปเรียนต่อปริญญาโทด้านที่ตนสนใจเพื่อชุบตัวใหม่ เป็นต้น

    คนที่ทำงานสายงานคอมนั้น เมื่อคิดจะย้ายไปทำงานด้านอื่นก็สามารถย้ายไปทำสายอื่น ๆ ได้ไม่ยากเกินความสามารถนัก เพราะพื้นฐานของคนที่เรียนด้านนี้มักจะมีระบบความคิดที่ดี (เหมือนคนที่จบวิศวะหรือวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย) บวกกับการมีความสามารถด้าน IT ที่บริษัทไหน ๆ ก็ล้วนต้องการ ทำให้ได้เปรียบในตอนเปลี่ยนงาน รวมถึงความชอบและอยากที่จะทำในงานใหม่ด้วยแล้ว ทำให้หลายคนสามารถเปลี่ยนเป็นสายงานเป็นสายที่ตัวเองต้องการได้ (มักเป็นงานที่ใช้ตรรกะและความคิดอยู่ แต่ใช้คอมน้อยลงจากเดิมระดับหนึ่ง) หรือบางคนก็ย้ายไปทำงาน Hybrid เช่นทำโปรเจค IT ที่เกี่ยวกับระบบ Finance เป็นต้น เพื่อหวังว่าวันนึงจะสามารถผันตัวเองไปทำด้านที่อยากทำมากกว่าได้

    แม้แต่คนที่ไม่เปลี่ยนสายที่ทำอยู่สายไอทีเหมือนเดิมเป็นเวลานานนั้น ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เช่นเป็น Senior Analyst, Consultant, Manager ซึ่งจะทำงานที่มองภาพรวมมากของระบบมากขึ้น ทิ้งงาน Programmer ไว้ให้รุ่นน้องจบใหม่ทำกัน ทั้ง ๆ ที่งานทางด้าน IT ส่วนใหญ่เลยเนื้องานเกิดจากงานเขียนโปรแกรม นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้มีงานเหลือเฟือให้เด็กจบใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยรุ่นพี่ไม่มีหวงอาชีพ ดีด้วยซ้ำเพราะจะได้มีคนมาทำหน้าที่ที่”เคยชอบ”แทน

    ทั้งนี้ไม่ได้หมายรวมว่าทุกคนที่ทำ IT จะเป็นเช่นนี้ หลาย ๆ คนแม้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้วแต่ไฟยังแรงมากก็มีให้พบเห็นทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับคนทั้งหมด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>