0445: Krugman’s analysis of the Tom Yum Goong crisis

วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 40 ถือเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดของประเทศไทย แต่บางทีผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่า เราไม่ค่อยเข้าใจวิกฤตครั้งนี้เท่าไร ไม่รู้ว่าอะไรคือต้นตอของวิกฤตนี้กันแน่ นักวิชาการของบ้านเราแต่ละสถาบันบางทีก็มีค่ายหรือมีความลำเอียงแอบแฝงอยู่

ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือของ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลชื่อดัง เล่มหนึ่ง ชื่อ The Return of Depression Economics and the Crisis of 2008
มีบทหนึ่งที่อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ (บทที่ 4) อย่างละเอียด ตามมุมมองของ Krugman เอง ผมเห็นว่า Krugman เป็นคนนอก และยังเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ่ง เลยเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าจะนำข้อเขียนของ Krugman มาแปลให้คนไทยฟัง เพื่อจะได้รู้ว่า คนนอกเขามองวิกฤตครั้งนี้อย่างไร

Krugman เร่ิมต้นด้วยการอธิบายว่า เศรษฐกิจไทยซึ่งเดิมทำเกษตรกรรมเป็นหลักนั้น เริ่มบูมขึ้นในช่วงปี 80′s จากการที่ ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้ามา ก่อให้เกิดการจ้างงานมหาศาล เงินทุนต่างประเทศช่วยส่งให้จีดีพีเติบโตในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี

ในช่วงต้น 90′s นั้น การลงทุนส่วนใหญ่ของคนไทยเองยังมาจากเงินเก็บส่วนตัวของนักธุรกิจเอง ส่วนอสังหาริมทรัพย์ก็ลงทุนด้วยเงินแบงก์ซึ่งมาจากเงินออมของภาคครัวเรือนอีกที แต่หลังจากนั้น ประเทศตะวันตกเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทุนดอกเบี้ยต่ำจึงหลั่งไหลออกจากประเทศเหล่านี้เพื่อมาหาผลตอบแทนสูงในประเทศเกิดใหม่ ในตอนแรกเงินเหล่านี้เข้าไปในละตินอเมริกาก่อน แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มเข้ามาในอาเซียนด้วย เพราะให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งกว่า

เพื่อให้เห็นภาพว่าเงินเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยทางไหน ครุกแมนยกตัวอย่างว่า ธนาคารญี่ปุ่นเริ่มต้นด้วยการให้ไฟแนนซ์ในประเทศไทยกู้เงินเยน ไฟแนนซ์เหล่านี้ก็นำเงินเยนไปแลกเป็นบาท แล้วปล่อยกู้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย เพื่อไฟแนนซ์โครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยที่ไฟแนนซ์เหล่านั้นกู้มาจากญี่ปุ่นในอัตราต่ำ

เมื่อไฟแนนซ์มาแลกเงินเยนเป็นเงินบาทมากๆ เงินบาทย่อมต้องแข็งขึ้นเป็นธรรมดา แต่ในเวลานั้น ประเทศไทยใช้นโยบายตรึงค่าเงิน แบงก์ชาติจึงต้องเข้าแทรกแซงตลาดเงินด้วยการขายเงินบาท (ซื้อดอลล่าร์) เพื่อรักษาค่าเงินในอยู่ที่เดิม ทำให้แบงก์ชาติต้องเก็บเงินดอลล่าร์ไว้ในรูปของทุนสำรองมากขึ้น ในขณะที่เงินบาทที่ขายออกมาก็เข้าสู่ตลาด ทำให้มีเงินบาทเพิ่มขึ้นในระบบ เมื่อเงินบาทส่วนนี้เข้าสู่ระบบธนาคารก็ทำให้ธนาคารสามารถนำไปปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการปล่อยกู้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น จนเกิดภาวะฟองสบู่

ที่จริงแล้ว แบงก์ชาติสามารถลดปริมาณเงินบาทที่เข้าสู่ระบบนี้เพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ได้ด้วยวิธี Sterilization ได้แก่การขายพันธบัตรเงินบาท เพื่อดูดซับเงินบาทออกไปจากระบบ แต่อย่างไรก็ตาม การขายพันธบัตรมากๆ ก็ไปทำให้ดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินบาท กับเงินเยนนอกประเทศยิ่งถ่างขึ้นไปอีก เงินทุนต่างประเทศจึงยิ่งไหลเข้ามามากขึ้นอีก วิธีนี้จึงใช้ไม่ได้ผลในช่วงนั้น

ครุกแมนอธิบายต่อไปว่า ที่จริงแล้ว วิธีเดียวที่จะหยุดฟองสบู่ในเวลานั้นได้คือการหยุดตรึงค่าเงินบาท แต่ในเวลานั้นทุกภาคส่วนมองว่า การใช้ระบบค่าเงินคงที่ เป็นระบบที่ส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุนมากกว่า จึงไม่มีใครอยากให้เลิกตรึงค่าเงินบาท ฟองสบู่อสังหารฯ จึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเศรษฐกิจในประเทศบูม ค่าแรงก็เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยเริ่มได้เปรียบเรื่องต้นทุนค่าแรงน้อยลง การส่งออกจึงลดลง ในเวลาเดียวกัน ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนไทยมีกำลังซื้อสูงขึ้น การนำเข้าจึงมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากได้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลายมาเป็นขาดดุล

เมื่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มน่าตกใจ ก็กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้วงจรเงินทุนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรเริ่มสะดุด ธนาคารเริ่มมีหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีศักยภาพจริง แต่ที่ผ่านมาทำได้เพราะมีเงินใหม่ไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ราคาไม่ตกลง ถึงตอนนี้ แบงก์ชาติต้องเปลี่ยนจากการทำเงินบาทให้อ่อนลง กลายเป็นทำให้แข็งขึ้นแทน เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ เพราะเงินทุนไหลออก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่า เพราะเงินทุนสำรองจะต้องลดลงจากการเอาเงินดอลล่าร์ออกมาซื้อเงินบาท เพื่อพยุงค่าเงิน ทุนสำรองจึงค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ

ครุกแมน อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ทึ่จริงแล้วก็พยุงค่าเงินบาท นอกจากจะใช้ทุนสำรองแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ใช้การขึ้นดอกเบี้ยในประเทศให้สูงขึ้นไปอีก เพื่งดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้ามามากขึ้น เพื่อมากินส่วนต่างดอกเบี้ย และย่อมทำให้เงินบาทแข็งขึ้นเองได้ แต่เนื่องจากตอนนั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลงแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยจะไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้นอีก วิธีนี้จึงไม่ได้ผลเช่นกัน

ที่จริงแล้ว ประเทศไทยอาจใช้ยาแรงตั้งแต่แรกด้วยการปล่อยให้เงินบาทอ่อนตั้งแต่เนิ่นๆ หรือออกมาตรการโหดๆ ออกมาเพื่อควบคุมฟองสบู่ แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้ทำ เพื่อกลัวว่าจะกระทบความเชื่อมั่น ประเทศไทยเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อลุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นเองก่อนที่เงินทุนสำรองจะหมด ซึ่งสุดท้ายแล้วภาพที่หวังไว้ก็ไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยจึงต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กค 1997 เนื่องจากไม่มีเงินทุนสำรองเหลือพอที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ได้อีกต่อไป

So the Thai government dithered. It wasn’t willing to let the baht fall, nor was it willing to take the kind of harsh domestic measures that would have stemmed the loss in reserves. Instead, it played a waiting game, apparently hoping that something would eventually turn up.

นอกจากนี้ ครุกแมนยังได้ชี้ต้นเหตุของปัญหาเพิ่มเติมด้วยว่าส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินของไทย ซึ่งเต็มไปด้วยระบบเครือญาติ การปล่อยสินเชื่อจึงไม่ได้ดูที่ความเป็นไปได้ของโครงการ หรือสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่ดูที่ connections ของเจ้าของโครงการเป็นหลัก ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าเจ้าของโครงการมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดี ต่อให้โครงการไปไม่รอดด้วยตัวของมันเอง เจ้าของโครงการก็สามารถใช้สายสัมพันธ์ผลักดันโครงการให้สำเร็จได้ ถ้าเงินทุนไหลเข้ามามากๆ แต่ระบบการพิจารณาสินเชื่อรัดกุม ก็ยังช่วยป้องกันฟองสบู่ได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อวัฒนธรรมการปล่อยสินเชื่อก็แย่ด้วย ยังไม่มีอะไรที่จะช่วยให้ประเทศไทยรอดจากวิกฤตนี้ได้

The answer, basically, was political connections – often, indeed, the owner of the finance company was a relative of some government official. — True, loans to finance companies were not subject to the kind of formal guarantees that backed deposits in U.S. savings and loans. But foriegn banks that lent money to the minister’s nephew’s finance company can be forgiven for believing that they had a little extra protection, that the minister would find a way to rescue the company if its investments did not work out as planned. —-

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , . Bookmark the permalink.

7 Responses to 0445: Krugman’s analysis of the Tom Yum Goong crisis

  1. long says:

    จะเกิด รอบ นี้ คง ใช้ เวลาหน่อย เพราะ ประเทศเทย ลอย ตัวค่าเงิน แล้ว

    ตัว ฉนวน หลักเลย ยังไม่มี
    โดยส่วนตัว คิดว่า คง ซึมๆ มึนๆ ไป ละครับ หรือจะมี ฉนวนตัวอื่น(การเปลี่ยนแปลง–แต่ คงกระทบแค่ผิวๆ ละ ผมว่า โครงสร้างหลัก คงไม่กระทบ มาก)

  2. Dream Theater says:

    คุณหมอนุ่นแจ่มเลยครับ

  3. Narin Olankijanan says:

    This is a test, please ignore

  4. หมอนุ่น says:

    ขออนุญาติพี่โจ๊ก มาช่วยตอบนะครับผม ><

  5. เล็ก says:

    ไม่ทราบว่ามีตอนต่อหรือป่าวครับ จะตั้งตารออ่านเยย แล้วไม่รู้ว่ามีคนแปลเล่มนี้เป็นภาษาไทยบ้างไม๊ครับ
    ปล. ถ้าไม่มีผมแนะนำ พี่โจ๊ะ แปลเลยละกันนะ อิๆๆ ผมจะอุดหนุนคนแรกเลย ฮ่าาา

  6. Nider says:

    Prepare to ….

    ที่จริงผมมีลางสังหรนะครับว่า มันกำลังจะกลับมาจะหนักหรือจะเบากว่าครั้งก่อนไม่รู้
    รู้แต่ว่าถ้ายังไม่บันยะบันยั้งล่ะก็ …ไม่รอดแน่

    แต่ก็อีกนั่นแหละมันเป็นเรื่องของอนาคต ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นรึเปล่า? ถ้าเกิดจะเกิดเมื่อใด?

    แต่การเตรียมความพร้อมไว้ก่อนก็ทำให้เราเหมือนมีเครื่องชูชีพครับ.(ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมนะ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>