อยากเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้บ้าง เพราะอย่างที่คุณภควันต์ตั้งข้อสังเกตไว้ในวันงาน อันที่จริง คำถามทำนองนี้เป็นคำถามที่มีคนเขียนอีเมล์มาถามผมบ่อยที่สุด มากกว่าพวกคำถามเศรษฐศาสตร์หรือการลงทุนซะอีก เผื่อว่าท่านอื่นๆ อยากจะรู้ด้วย
ก่อนหน้าที่ผมจะไปเรียน MBA ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจเลย ทัศนคติของผมเป็นแบบวิศวกรสุดๆ บังเอิญว่าผมเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ใน Sales Office บ่อยครั้งผมจึงแอบรู้สึกรำคาญพวกเซลล์ด้วยซ้ำว่า อะไรๆ ก็เงินๆๆ อะไรก็ยอดขายๆๆๆ ทำไมไม่รู้จัก appreciate เทคโนโลยีเสียบ้างเลย อธิบายอย่างนี้คงนึกกันออกนะครับว่าตอนนั้นหัวคิดของผมเป็นประมาณไหน
ตอนตัดสินใจไปเรียน MBA ก็ไม่ได้อยากเรียนเรื่องธุรกิจเท่าไรหรอก แค่คิดเอาว่า วิศวกร career path มันสั้น ถ้าไม่หาทาง transfer ตัวเองไปสู่ management ถึงจุดหนึ่ง รายได้ก็คงจะอยู่กับที่ เลยคิดว่าต้องไปเรียน MBA เพื่อเพิ่มรายได้ คิดได้แค่นี้เองแหละ
แต่พอไปเรียน MBA กลับค้นพบว่าตัวเองชอบเรื่องธุรกิจมาก มากกว่าวิศวะเสียอีก แบบว่าอึ้งไปเลยว่า เราไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาเศรษฐศาสตร์ และกลยุทธ์ทางธุรกิจ พอได้เรียนก็รู้สึกประมาณว่า ”เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” หลายคนบอกว่า เรียน MBA แล้วไม่ได้อะไรเลย วิชาความรู้ใช้จริงไม่ได้ แต่สำหรับผม การได้ไปเรียน MBA ถือว่าคุ้มแบบสุดๆ เพราะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผม ถ้าไม่ได้ไปเรียน ตอนนี้ก็คงเป็นคนละคน คิดอะไรแบบวิศวกรอย่างเดียวเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิม ไม่เคยรู้ว่าโลกนี้มีอะไรอย่างอื่นอีก
ฉะนั้นที่จริงแล้วที่ผมจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมเพิ่งเริ่มต้นจากศูนย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง (ผมเริ่มเรียน MBA ปี 2001) ผมว่าสิ่งที่ช่วยทำให้ผมเรียนรู้เรื่องธุรกิจได้มากที่สุดคือ การที่ผมมีแรงบันดาลใจกับมัน สำหรับคนที่ไปเรียน MBA เพื่อหวังให้หลักสูตรป้อนความรู้ทางธุรกิจที่จำเป็นทั้งหมดมาให้ บอกได้เลยว่าผิดหวังแน่นอน แล้วก็จะมานั่งบ่นว่า เรียนแล้วไม่ได้อะไรเลย ผมว่าการที่เราจะเชี่ยวในเรื่องใดได้ ต้องเกิดมาจากการที่เรามี passion ในสิ่งนั้น passion จะเป็นตัวผลักดันให้เราวิ่งไปหาความรู้ที่จำเป็นเอง เหมือนพวกแฟนพันธ์แท้ไม่ว่าในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ คนพวกนี้ไม่ต้องให้มีใครมาคอยป้อน พวกเขาเรียนรู้เองทั้งนั้น ผมว่าเศรษฐศาสตร์หรือการลงทุนก็ไม่แตกต่างกับเรื่องอื่นคือ คุณต้องมี passion กับมัน ไม่ใช่แค่สนใจนะครับ ต้องมี passion ปัจจัยนี้สำคัญที่สุด ตอนที่เรียน MBA ผมชอบอ่านพวก Harvard Business Case มาก อ่านแล้วอ่านอีก แถมยังชอบจดจำรายละเอียดใน Case เหล่านั้นทั้งที่ไม่ได้ออกสอบ บ้ามั้ยล่ะครับ เหอๆ
ปัจจัยข้อที่สองผมว่าก็คือเราต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือมากน่ะครับ คือถ้าเราอยากรู้มาก มันก็ต้องอ่านมากน่ะครับ ไม่มีทางลัด นั่งเทียนเอาเองคงจะไม่ได้ ที่จริงคนไทยอ่านหนังสือกันน้อยนะครับ ใครอ่านมากกลายเป็นพวกนักวิชาการไป แต่พวกฝรั่งเขาอ่านหนังสือกันเยอะมาก เวลามาเที่ยวเมืองไทย แทนที่จะลงไปว่ายน้ำในทะเล เห็นเอาหนังสือเล่มอย่างหนามานั่งอ่านกันเป็นชั่วโมงๆ ข้างชายหาด (ถ้าจะแค่พักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือ ไม่เห็นจะต้องเหาะเครื่องบินมาเลย เหอๆ) คนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือพิมพ์มากกว่าคนไทยประมาณ 30 เท่า แสดงว่า เขาเป็นนักอ่านกันทุกคน ไม่ใช่แค่พวกนักวิชาการ
ใครที่ยังอ่านหนังสือน้อยอยู่ ผมแนะนำให้ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้กลายเป็นคนที่อ่านหนังสือบ่อยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต อาจจะตั้งเป้าขึ้นมาเลยว่า ในหนึ่งปีจะต้องอ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อย 12 เล่ม หนังสือการ์ตูนไม่นับนะ ถ้าอยากเก่งเรื่องเศรษฐศาสตร์หรือการลงทุน ก็ลองตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือแนวนี้ให้ได้ 12 เล่มในหนึ่งปี เช่นนี้เป็นต้น สำหรับตัวผมเอง ผมอ่านเยอะอยู่แล้ว เลยไม่ต้องตั้งเป้า ผมชอบเข้าไปใน Amazon เพื่อเบราหนังสือมาก เป็นความสุขอย่างหนึ่ง แบบว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง และคิดว่าอยากจะรู้ ต้องสั่งซื้อมาอ่านสักหน่อย ปีๆ หนึ่งก็เสียตังให้ Amazon ไปหลายหมื่นบาท
วิธีอ่านให้มีประสิทธิภาพคือต้องช่างเลือกในการอ่านด้วย หนังสือที่เขียนไม่ดี เขียนยืดเยื้อ ก็อย่าเสียเวลาอ่าน ถ้าจะเสียเวลาอ่านทั้งที ต้องเลือกเล่มที่เขียนดีๆ หน่อย อันนี้จะช่วยประหยัดเวลาได้มากเลย ส่วนใหญ่ผมจะอ่านเป็นพวกพอกเก็ตบุ้คมากที่สุด พวกตามเว็บผมกลับไม่ค่อยได้อ่าน เพราะสายตาไม่ค่อยจะดีครับ
ผมว่าวิธีการของผมก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ ส่วนที่บางคนถามว่า แต่ละวันผมแบ่งเวลาเพื่อการอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง อันนี้ผมไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ organize มากถึงขนาดนั้น ช่วงไหนติดลมบนก็จะอ่านเยอะมาก ช่วงไหนอ่านเยอะไปหน่อยชักจะเบลอก็จะหยุดอ่าน ไว้มีสมาธิก็จะกลับมาอ่านใหม่ อะไรประมาณนี้ สรุปแล้ว หลักการมีอยู่แค่สองข้อ หนึ่ง มี passion สอง อ่านมากๆ ครับ

พี่คับผมเป็นคนอ่านมากเหมือนกานนน พวกพอกเก็ตบุ๊คอะงับ ก็เป็นมาหลังๆจากเรียนจบแล้วทำงาน โดยตอนเรียนเนี่ยไม่สนใจเรื่องอ่านเลยสักนิด
มีคำถามพี่นิดหน่อยอะงับ
คือว่าเวลาผมอ่าน (ก็ไปทางการลงทุน, เศรษฐศาสตร์ ,บริหาร, พัฒนาตัวเองพวก how to, หุ้น ราวๆนี้อะครับ)ผมประสบปัญหาอย่างนึง..คือพี่เคยเป็นไหมครับ กับการแบบว่าข้อมูลที่ีเข้ามาๆๆเนี่ยมันเยอะ แล้วก็หลากหลายบางทีทำให้สับสนปนงง จนเกิดอาการคือรู้ แต่ใช้ข้อมูลไม่เป้นขึ้นอะงับ ไม่รู้ว่าจะหยิบยกอะไรเป็นหลักหรืออะไรเป็นข้อมูลรองประมาณนั้นอะงับ
อยากจะถามพี่ว่าถ้าเราอ่านสือมากๆแล้ว พี่มีวิธีสรุปข้อมูลจาก data เป็น information ยังไงให้สามารถใช้ประโยชน์กับมันได้สูงสุดอะครับ
รบกวนพี่ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ (ถ้าพี่ไม่งงคำถามผมนะ ^^)
^^