ผมเบื่อ เวลาที่มีคนออกมาแนะให้ รัฐบาลใช้เงินให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผมเบื่อ เวลาที่มีคนออกมาแนะว่า ธปท.ต้องลดดอกเบี้ยลงอีก เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุน
ผมเบื่อ เวลาที่มีคนออกมาเรียกร้องว่า ธปท.ต้องทำเงินบาทให้อ่อนลง เพื่อกระตุ้นการส่งออก
ผมไม่ได้บอกว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ผลเลย พวกมันได้ผลบ้าง แต่แท้จริงแล้ว พวกมันคือ วิธีการพยุงตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้นเอาไว้โดยยอมแลกกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่จะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐฯ จะเพิ่มต้นทุนการลงทุนให้กับภาคเอกชนในอนาคต ดอกเบี้ยที่ลดลงจะสร้างภาวะเงินเฟ้อซึ่งลดทอนอำนาจซื้อของประชาชนในระยะยาว เงินบาทที่อ่อนจะกดวิถีชีวิตของคนในประเทศเอาไว้ และทำให้ผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องปรับปรุงศักยภาพในการแข่งขัน
แต่นั่นยังไม่ใช่สาเหตุที่ผมเบื่อพวกมัน แต่ผมเบื่อพวกมันเพราะ เมื่อใดก็ตามที่พวกมันถูกนำมาใช้ ในทางการเมือง มักยกเลิกไม่ได้ในที่สุด มาตรการที่บอกว่าจะเอามาใช้ชั่วคราวจะกลายเป็นมาตรการถาวร ที่ถูกคาดหวังให้มีต่อไปเรื่อยๆ ถ้าใช้แล้วไม่ได้ผล แทนที่จะเลิกกลับเรียกร้องว่าต้องใช้ให้มากกว่าเดิมถึงจะได้ผล ที่สุดแล้ว พวกมันคือตัวการสำคัญที่ถ่วงการเติบโตในระยะยาวเอาไว้แบบถาวร
ประเทศสามารถพัฒนาขึ้นทันทีได้ง่ายๆ ด้วยการถอดมาตรการเหล่านี้ออกไปเสีย เพราะแค่นี้ก็เท่ากับการเอาตัวถ่วงความเจริญตัวหนึ่งออกไปแล้ว
ถ้ามีตะเกียงวิเศษก็ดีจะได้เสกมาตรการเหล่านี้ให้หายไปให้หมด



เป็นรัฐสวัสดิการทุกรัฐบาลซะแล้วประเทศเรา :silly:
ผมเบื่อคำว่าประชาธิปไตย=ทำอะไรก็ได้ 555 (blogพี่ใกล้จะอันตรายขึ้นทุกที)
บอกแล้วไงครับว่า เรื่องเอาระยะยาวมา tradeoff กับระยะสั้น ยังไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผมเบื่อ เพราะที่จริงแล้ว เราควรให้ priority กับระยะสั้นมากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด ขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละคน
แต่ที่ผมเบื่อคือทุกวันนี้มันไม่ได้ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาชั่วคราวแล้ว แต่มันถูกนำมาใช้ตลอดเวลาต่างหาก
บทความนี้มีทั้งที่ผมเห็นด้วยและไม่ได้เห็นด้วยกับคุณสุมาอี้
เห็นด้วยว่า มาตรการที่การเมืองนำมาใช้แล้ว จะยกเลิกไม่ได้ในที่สุด
แต่ผมคิดว่า แม้ว่ามาตรการนี้ในอนาคตแล้วจะเป็นตัวถ่วงความเจริญระยะยาว แต่ในระยะสั้น หากไม่ทำอะไร ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมคงไปไม่รอดเสียก่อน จนเกิดวิกฤติทุกอย่างยิ่งกว่าปี ’40 อีก
แต่เห็นด้วยที่มีคนคิดเรื่องเนื้อหาสาระของประเทศอย่างนี้ คงต้องช่วยกันให้การคิดเรื่องเหล่านี้ไปปรากฏในสื่อกระแสหลักบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้สื่อกระแสหลักในบ้านเราเสื่อมลงทุกที ไม่ช่วยหาทางออกให้สังคม ซ้ำยังจับประเด็นแต่ข่าวที่ทำลายบ้านเมืองด้วยซ้ำไป
จากเม้นท์ที่เข้ามาเกี่ยวกับ อ.อุ๊ ยิ่งทำให้แน่ใจเลยว่า key success ของธุรกิจนี้เป็นเรื่องของ Personality ของผู้สอนมากที่สุด
เรื่องเรียนนี่ผมว่า ถ้ามีคนสอนดีกว่าจริงๆ คงไม่ต้องโปรโมตอะไรมากหรอกครับ
เดี๋ยวเด็กก็วิ่งมาต่อคิวเองแหละ
อ.อุ๊ เป็นที่เรียนพิเศษที่เดียวเลยที่ไม่เคยแจกใบปลิวตามสยาม รถไฟฟ้า หน้าโรงเรียน
จากในเว็บข้างต้น คอร์ส ปิดเทอมตุลานี่เต็มทุกคอร์สสาขาหลักตั้งแต่วันเปิดรับจองอีก ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยพี่ชายผม ก็ร่วม 7 ปีแล้วนะครับ
อ.อุ๊ เป็นครูที่ยังไม่ลืมความเป็นครูจริงครับ
ผมเรียนกับท่านตอนม.สี่ คอร์สสด ได้ไปถามข้อสงสัยนิดหน่อยแล้วก็พุดคุยบ้าง
สองปีต่อมา พอผมเรียนคอร์สเอนท์อ.อุ๊ยังจำได้เลย มาถามว่า “อ่าว เรากลับมาจากอเมริกาแล้วหรอ?”
ปลื้มครับ ผมไปเอเอฟเอสมาปีนึง ตัวเองก็แทบจะลืมไปสนิทละว่าเคยบอกเค้าไว้
นับถือครับๆ
ถ้ารุ่นแก่ๆ พี่ๆคนไหนไม่ทันยุคอ.อุ๊ ลองเข้าไปฟังเล่นได้ที่ <a href="http://www.chem-ou.com/chemou/" title="เว็บอ.อุ๊" นะครับ
วิธีการพูด การสอนดีมากครับ
ไม่เคยรู้สึกว่าพยายามขายคอร์ส แต่เป็นการพยายามช่วยเด็กมากกว่า
ปล. ผม เรียนครับทุกคอร์สเรย
ตะเกียงวิเศษเป็น “ทรัพยากรที่หายาก” และที่สำคัญ “คนที่จะร่ายมนตร์ใช้ตะเกียงวิเศษ” ให้ได้ประโยชน์ก็ยิ่งหายาก ยิ่งถ้าได้นักเศรษฐศาสตร์มาใช้ตะเกียงด้วยแล้ว ยิ่งต้องเพิ่มแนวคิดที่ใช้มือทั้งสองอีก(on the other hand) ยิ่งยากไปกันใหญ่ครับ
เคมี อ.อุ๊ ทำกำไรมหาศาล ไม่ใช่เพราะเนื้อหา แต่เพราะลีลาการสอนและบุคลิกส่วนตัวของอ.อุ๊ครับ
ถ้าใครพยายามแข่งด้วยการเปิดโรงเรียนกวดวิชาเคมีบ้าง แม้จะสามารถทำเนื้อหาได้ดีเท่ากับ อ.อุ๊ ก็ไม่มีทางได้กำไรเท่ากับอ.อุ๊ แน่นอนครับ ลองสังเกตดูจะพบว่า พวกโรงเรียนกวดวิชาที่เป็นแฟรนไชส์ จ้างครูที่ไหนก็ได้หลายๆ คนมาสอน แล้วเก็บค่าหัวคิว จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ (ECC, คุม้อง etc) ส่วนโรงเรียนที่มี อ.สอนอยู่แค่คนเดียว แต่เปิดเทปซ้ำไปซ้ำมา กลับประสบความสำเร็จทั้งสิ้น นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า กำไรของธุรกิจนี้มาจากลีลาคนสอน ไม่ใช่มาจากเนื้อหา
สังเกตว่า อาจารย์อันดับหนึ่งของทุกวิชาจะมีบุคลิกส่วนตัวที่โดดเด่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาษาไทยครูลิลลี่ สังคมดาว้องก์ อังกฤษครูพี่แนน (รายนี้เต้นและร้องแร็พให้เด็กฟังด้วย)
เนื้อหาเลียนแบบได้ง่าย แต่บุคลิกส่วนตัวและลีลาการสอนเลียนแบบได้ยาก เพราะเป็นพรสวรรค์ส่วนบุคคลครับ
ในทางเศรษฐศาสตร์ ทรัพยากรที่มีค่าคือทรัพยากรที่เป็นที่ต้องการของคน “และ” มีจำนวนจำกัด มีอย่างแรกอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะมีค่า
ธุรกิจนี้มีลักษณะคล้ายวงการบันเทิงมาก ถ้าชาวบ้านอยากเห็นเบคแฮมในทีวี คุณจะจ้างคนที่เล่นบอลเก่งเท่ากับเบคแฮมมาออกทีวี เพื่อประหยัดค่าตัว แล้วบอกว่าดูคนนี้แทนได้มั้ย ชาวบ้านเขาไม่เอาด้วยแน่ๆ ด้วยเหตุนี้ เบคแฮมจึงต้องได้รับค่าตัวที่สูงลิว เพราะเขาเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีแค่หนึ่งเดียวในโลก คือตัวของเขาเอง ทุกวันนี้เรายังโคลนนิ่งมนุษย์ไม่ได้
เมืองเรามีตัวถ่วง แต่ว่าเมกามีตัวล้มเศรษฐกิจเลย เป็นพวกไหนบ้างครับ