
เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมต้องมีเมือง ทำไมประชากรถึงไม่อยู่กันแบบกระจายออกไปให้หนาแน่นเท่าๆ กันทั่วทั้งแผ่นดิน
ผมว่าเมืองเกิดขึ้นเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการเดินทาง แรกเริ่มเดิมทีนั้นเมืองอาจเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำก่อนเพราะคนสมัยก่อนจำเป็นต้องไปที่แม่น้ำเพื่อใช้น้ำอยู่บ่อยๆ จึงต้องการลดต้นทุนในการไปยังแหล่งน้ำ เมื่อนาย ก.มาตั้งรกรากใกล้แม่น้ำ นาย ข.ที่รู้จักมักจี่กับนาย ก. และมีเรื่องที่ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็จะมาตั้งรกรากอยู่ใกล้ๆ กับนาย ก. อีกเพื่อประหยัดต้นทุนในการไปมาหาสู่กัน แต่นาย ข รู้จักกับนาย ค. ด้วย นาย ค. ก็เลยมาตั้งบ้านอยู่ใกล้นาย ข.อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้บริเวณนั้นเริ่มมีประชากรหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเมืองขึ้นมาในที่สุด
เมืองไม่ได้ช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมืองยังทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างอื่นคุ้มค่าด้วย สถานที่อะไรก็ตามที่ต้องมีต้นทุนในการก่อสร้างแพงมาก เช่น สภา โรงละคร ห้องสมุด ฯลฯ ถ้าสร้างอยู่ในเมืองแห่งเดียวก็จะถูกใช้ประโยชน์โดยคนจำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าประชากรกระจายอยู่อย่างเบาบางเท่ากันหมดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจะทำให้คนจำนวนเท่าเดิมได้ใช้สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะต้องสร้างมันขึ้นมาซ้ำๆ กันมากขึ้นมามากขนาดไหนทั่วประเทศ
เมือง มี “พลังแห่งเครือข่าย” อยู่ เพราะยิ่งคนสำคัญๆ สถานที่สำคัญๆ ไปอยู่รวมกันมากเท่าไร คนที่คิดจะตั้งรกรากใหม่ก็จะยิ่งอยากไปอยู่ใกล้บริเวณนั้นมากขึ้น เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางได้ในหลายๆ กิจกรรม ยิ่งอยู่ใกล้กันก็ยิ่งคุ้ม เมืองที่ใหญ่อยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นไปอีก
สุดท้ายแล้วขนาดของเมืองจะถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีในการสร้างบ้าน บ้านในสมัยโบราณมีแค่ชั้นเดียว เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1000 คือ เมืองคอร์โดว่า ประเทศสเปน มีประชากรแค่เพียง 450,000 คน ก็เรียกว่าเต็มขีดจำกัดแล้ว แต่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสมัยนี้ที่มีคอนโดและตึกระฟ้าแล้วคือเมืองโตเกียว มีประชากร 35 ล้านคน ตึกหลายแห่งในเมืองโตเกียวมีชั้นใต้ดิน 5-6 ชั้นเลยทีเดียว ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีในการสร้างที่อยู่อาศัยก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้คือสามารถทำให้คนอยู่ซ้อนๆ กันขึ้นไปบนอากาศได้มากขึ้นเมืองก็คงจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีก (ถ้าไม่ถูกจำกัดด้วยการที่คนเป็นโรคตึกป่วยไปเสียก่อน)
ผมว่าเมืองที่เจริญที่สุดในโลกคือนิวยอรก์นะคับแต่ว่าจะเจริญเท่ากรุงเทพมหานครในอนาคตรึเปล่านะผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ว่าตึกในรูปภาพนี้ดูสวยดีนะคับ
อนาคต คนคงมี 2 บ้าน
คอนโดไว้อยู่วันธรรมดา
บ้าน นอกเมือง เสา อาทิต ไว้พักผ่อน สูดอากาศ ปลูกต้นไม้ ดมกลิ่น ดิน
ถ้าเมืองน่าอยู่คงดีกว่า นี้ เห็นเด็กที่โตในเมืองเเล้วน่าสงสาร…
ไม่ขอบอยู่เมืองแบบ จำยอม ใครมีวิธีหาทางออกช่วยบอกที หรือว่ากำลังจะเกิดสิ่งใหม่เหมือนกับบทความ life style บอกไว้ เพราะแนวโน้มประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วเขากำลังออกจากเมืองกัน(ข่าว จากบางกอกโพสต์ มีบทความบอกว่า บริษํท KPMG ที่ออสเตเลีย เขาก็ใช้วิธีนี้คือให้คนเก่ง ที่สำคัญมีทางเลือกว่าจะอยู่ในเมืองหรือนอกเมืองโดยใข้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมเมืองกับชนบท และกำลังแพร่หลายไปตามเมืองใหญ่ๆของโลก)บทความอยู่ในห้องหาได้จะมาบอกถ้ามีคนสนใจ ตัวเองก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน 365 วันเห็นแต่ตึก คนที่ไม่รู้จัก อากาศ หดหู่ ไม่สดชื่น ดีที่มีคนมาแชร์ ความคิด ความเห็น และแนะนำให้เกิดสังคมบนอินเตอร์เน็ตแบบนี้นะไม่ง้าน หาข้อดีได้น้อยจริง เมืองหลวงนิ
ผมตกข่าวอะไรหรือเปล่าเนี้ย..เรียนอะไรกันหรือครับ..
เรื่องเมือง..หรือครับ เอาใกล้ตัว กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนี้มีประมาณ 10 ล้าน แต่ผมว่าจริงๆมีมากกว่านี้เยอะครับ จะทำอย่างไรให้ลดลงครับ ผมว่ามันเยอะเกินไปแล้วครับ ผมก็ไม่อยากอยู่หรอกครับในเมือง แต่มันไม่มีที่ไป
ว่าแต่ท่านแม่ทัพไปอยู่มวยวัดเป็นการฐาวรแล้วหรือครับ แง แง
ท่านแม่ทัพสอนวิชาอะไรหรือครับ ผมไปลงทะเบียนเรียนด้วยได้มั้ยเนี่ย