มีคนบอกให้เขียนเรื่องธุรกิจขายตรงหลายคนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้าเขียนสักที เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างอ่อนไหว กลัวเขียนไปแล้วจะมีคนออกมาด่าทออย่างรุนแรง แต่ผมมาคิดดูแล้ว บล๊อกของผมใช้ระบบเผด็จการอยู่แล้วนี่หว่า ไม่เห็นต้องกลัวเลย งานนี้เป็นไงเป็นกัน
ถ้าห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค สมัยก่อน ผู้ผลิตมีอำนาจสูงสุดเพราะผู้บริโภคติดแบรนด์ แต่หลายปีที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจแบบ Hypermart เริ่มทำให้พ่อค้าคนกลางมีอำนาจมากขึ้น ผู้ผลิตเริ่มถูกห้างค้าปลีกบีบคั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคก็มีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลงเพราะ ถูกห้างค้าปลีก spoil ให้ชอบซื้อของลดราคา ซึ่งห้างค้าปลีกก็ไม่ได้เป็นคนลดราคาให้เองแต่ไปบีบผู้ผลิตให้ลดราคาให้ สินค้าของผู้ผลิตทุกรายถูกวางอยู่บนหิ้งเทียบกัน ถ้าใครไม่ลดราคาก็ขายไม่ได้ มาร์จิ้นของผู้ผลิตจึงสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องดิ้นรนหาสารพัดวิธีที่จะหลุดจากอำนาจของห้างค้าปลีก แต่ก็เป็นเรื่องยาก วิธีส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ
MLM ไม่ใช่โมเดลธุรกิจแบบใหม่ แต่เป็นนวัตกรรมทางด้านช่องทางจัดจำหน่ายของผู้ผลิต มันคือหนทางดิ้นรนแบบใหม่ของผู้ผลิตที่จะกลับมาขายสินค้ามาร์จิ้นสูงๆ ให้ได้เหมือนเช่นเดิมและเป็นเพียงไม่กี่วิธีเท่านั้นในตอนนี้ที่ใช้ได้ผล MLM ทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องพึ่งห้างค้าปลีกอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคจะทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางเบ็ดเสร็จในตัวคนเดียว จึงตัดห้างค้าปลีกออกจากห่วงโซ่ได้เลย
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการหาสมาชิกของบริษัทขายตรงไม่ใช่หวังให้สมาชิกช่วยขายสินค้าให้ แต่เป็นการหวังให้สมาชิกเองนั้นแหละเป็นผู้ซื้อสินค้าไปใช้ วิธีนี้ช่วยจะทำให้ผู้ผลิต (ซึ่งก็คือบริษัทขายตรง) สามารถขายสินค้าที่มาร์จิ้นสูงๆ ได้ เพราะไม่ต้องวางสินค้าบนหิ้งแข่งกับยี่ห้ออื่นอีกต่อไป ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกก็เต็มใจซื้อสินค้าไปใช้แบบไม่เกี่ยงราคาเพราะรู้สึกว่าเป็นการทำยอดให้ตัวเองไปด้วย แถมยังมีความภักดีต่อแบรนด์สูงสุด เพราะถึงกับช่วยเถียงแทนบริษัทจนเส้นเลือดคอบูด (การทุ่มโฆษณาทางทีวียังสร้างความภักดีไม่ได้มากขนาดนี้) เมื่อใดก็ตามที่บริษัทขายตรงสามารถสร้างสังคมกลุ่มหนึ่งที่ปวารณาตนว่าจะใช้แต่สินค้าของบริษัทเท่านั้น แม้ว่าสมาชิกเองจะขายสินค้าให้คนอื่นไม่ได้เลยแต่เครือข่ายสมาชิกที่มีขนาดใหญ่พอและสมาชิกทุกคนใช้สินค้าของบริษัทเป็นประจำ บริษัทก็สามารถขายสินค้าได้เป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ต้องง้อห้างค้าปลีกเลย
บริษัทขายตรงจะไม่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงอันนี้ให้สมาชิกทราบเป็นอันขาด แต่จะบอกว่า การเข้ามาเป็นสมาชิกเป็นการสร้างรายได้พิเศษให้กับตัวสมาชิกเอง เพราะถ้าสมาชิกรู้ว่าบริษัทหวังให้สมาชิกเองมาเป็นคนซื้อสินค้าของบริษัท คงไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นสมาชิกแน่นอน
เขียนถึงแต่ในแง่ร้ายก็ดูจะโหดร้ายกับเขามากไปหน่อย MLM ก็มีแง่ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดอาชีพ “งานขาย” ผมคิดว่างานขายเป็นอาชีพที่คนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมากที่สุด งานขายเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงๆ หรือนามสกุลดังๆ แต่อยู่ที่ความสามารถส่วนตัวเป็นหลัก มันจึงหนึ่งในไม่กี่อาชีพเท่านั้นที่ให้โอกาสคนที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่นในสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จจาก MLM จริงๆ แล้วมีอยู่น้อยมากๆ แต่ก็เหมือนกับการประสบความสำเร็จรูปแบบอื่นๆ ที่ต้องมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่น้อยมากเสมอ ถ้าหากคุณรู้สึกรำคาญคนที่พยายามขายสินค้าให้คุณ ก็แค่หัดปฏิเสธให้เป็นก็พอไม่ต้องไปคิดแทนเขาว่า เดี๋ยวเขาจะเสียใจหรือเปล่า คนที่กลัวการปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ

ถ้าเลือกได้ ผมขอเป็นเจ้าของบริษัทที่มีโมเดลแบบ MLM ดีกว่าเป็น upline สูงสุดในโมเดลแบบ MLM ครับ
แล้วจะมี MLM ในอุดมคติมั้ยครับ
เสียเพื่อนไปหลายคนก็เพราะ MLM นี่แหล่ะครับ
Pingback: หยุดเติม หรือ หยุดตัก ? … เมื่อไม่รัก “บริโภคนิยม” « Let’s talk about the Culture . . . . . Gap!
ผู้บริโภคมีใจให้สินค้าได้ครับ เพราะการซื้อของเป็นเรื่องของตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ด้วย ไม่ได้เป็นเรื่อง functional หรือ price/value อย่างเดียว ผมเองก็ซื้อ iPod เพราะชื่นชอบแบรนด์
อาจารย์ด้านการตลาดของผม บอกว่า Do charge the most loyal customers the highest price. เพราะนั้นคือเหตุผลว่าทำไมบริษัทต้องมีฝ่ายการตลาดด้วย
“คนที่กลัวการปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ”
อ่านครั้งแรกไม่ทันเก็ท เลยขอเพิ่มเติมว่า
1. คนที่กลัวถูกปฏิเสธเป็นนักขายไม่ได้หรอกครับ
2. คนที่กลัวการปฏิเสธคนอื่น เป็นเพื่อนนักขายไม่ได้หรอกครับ
“เพราะถ้าสมาชิกรู้ว่าบริษัทหวังให้สมาชิกเองมาเป็นคนซื้อสินค้าของบริษัท คงไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นสมาชิกแน่นอน”
ผมว่าคงไม่ขนาดนั้นครับ ลองเปลี่ยนประโยคเป็น “ถ้าสมาชิกรู้ว่านักเขียนชื่อดังคนหนึ่ง: (ฉายา ท่านแม่ทัพ ฮ่าฮ่า) หวังให้สมาชิกมาเป็นคนซื้อหนังสือ คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกแน่นอน”
ผู้บริโภคจะมีใจให้สินค้าไม่ได้เชียวหรือครับ (หนังสือเค้าก็ดีนะ ฮิฮิ) สินค้าดีๆก็มีอยู่มากมาย แม้การขายตรงและนักขายตรงจะน่ารังเกียจเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีของหลายชิ้นดีจริงนะเออ
MLM เป็นของดี..แต่คนที่เอามาใช้บางคนทำไม่ถูกทาง ไม่ถูกวิธี..ทำให้อีกหลายคนเลย ยี้ MLM
ส่วนตัวไม่ nagative กับ MLM นะครับ
ความจริง ชอบ concept เสียด้วยซ้ำ
อย่างที่ คุณนรินทร์ ว่ามา นั่นแหละ
งั้นเดี๋ยวจะผนวกกับ “บริโภคนิยม” ของ อ.นิธิ
แล้วเขียนให้อ่านกันนะครับ
: )
อยากบอกว่า เมื่อก่อนไม่แน่
แต่เดี๋ยวนี้ คนทำงานขายตรง รู้ล่ะครับ
ว่า เขาอยู่ตรงไหนของ supply chain
ซึ่งบางที ก็เป็น producer
และ บางที ก็เป็น consumer
… รวมเรียก prosumer นั่นแหละ
บริษัท หลอก คนขาย … ยากครับ
นอกจากจะคนที่อยู่ “ห่างไกล” จริงๆ
ยังไงก็รู้ตัวดีว่า ในสายงานนี้
… ต้องซื้อ และ ต้องขาย (2 in 1)
ที่เห็นดูเหมือน “หลอกตัวเอง” … คิดว่าจำเป็นนะครับ
งานขายให้มี attitude ไปในทาง producer > consumer
หรือ ทำหน้าที่ “ขาย” มากกว่า “ซื้อ” … อันนี้ เข้าใจได้ครับ
… motivation นี่ใช่กับงานขายทั่วไปอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องเฉพาะกับการขายตรง
แต่ที่โดนหลอกให้ขาว หลอกให้ผอม หลอกให้หน้าเด้ง
หรือ หลอกให้ทำยอด ทั้งๆ ที่ไม่ต้อง (เพราะเราไม่ใช่ลูกจ้างนี่สิ)
หรือ หนักกว่านั้น คือ หลอกให้บริโภคแต่ “มายา” ของสินค้านี่สิ ที่ยังไม่ตื่นกัน
สรุปว่า ถ้าเป็น MLM จริงๆ ไม่ใช่ลูกโซ่
ผมไม่ negative ครับ … รู้(เท่า)ทัน
khun_aut
อืม ผมเคยคิดว่าบริษัทหวังอยากให้สมาชิกช่วยขายให้เยอะๆ นะครับ แต่อ่านแล้วมาคิดก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลทีเดียว ที่ลูกค้าที่แท้จริงของบริษัทก็คือสมาชิกนั่นเอง ไม่ใช่ลูกค้าของสมาชิกอีกที เพราะสมาชิกซื้อของไปแล้วเหลือก็คืนไม่ได้
MLM ที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีนี่ก็เพราะความโลภของมนุษย์โดยแท้ บังคับคนรู้จักให้ซื้อของ ชักชวนแกมบังคับให้สมัครสมาชิก ให้ไปฟังบรรยาย … คนไม่รู้เรื่องรู้ราวบางคนก็เสียรู้ โดนความฝันบังตา