0110: ระบบอัตราแลกเปลี่ยน

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนในโลกนี้มีอยู่หลายระบบ แต่ทุกระบบล้วนอิงแนวความคิดที่ตรงกันข้ามกันสองขั้ว

แนวความคิดแรกเห็นว่า ต้องพยายามทำอัตราแลกเปลี่ยนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ส่วนแนวความคิดที่สองเห็นว่า ค่าเงินนั้นกำหนดให้ตายตัวเลยไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้มากที่สุด มิฉะนั้นแล้ว จะก่อให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นและนำไปสู่วิกฤตค่าเงินในที่สุด

เดิมทีเดียว โลกของเราใช้โลหะมีค่าโดยเฉพาะทองคำแทนเงินตรา วิธีนี้ไม่ต้องกำหนดค่าสมมติของมันขึ้นมาเพราะทองคำมีค่าในตัวของมันเองคือเท่ากับต้นทุนที่ใช้ในการขุดพวกมันขึ้นมาจากดิน ค่าของเงินจึงตรงกับความเป็นจริงตลอดเวลา แต่ปัญหาใหญ่ของระบบการเงินแบบนี้คือ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณทองคำที่สามารถขุดขึ้นมาได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ เช่น เศรษฐกิจอาจกำลังโต 6% แต่ขุดทองเพิ่มขึ้นได้แต่ 2% ต่อปี ภาวะเงินฝืดจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพราะปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

ต่อมาประเทศต่างๆ เริ่มมีการพิมพ์เงินกระดาษขึ้นมาใช้แทนทองคำเพื่อความสะดวก เงินกระดาษเป็นสิ่งสมมติจึงต้องมีการกำหนดค่าของมันขึ้นมา แต่เดิมกำหนดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกระดาษกับทองคำให้คงที่ไว้ เช่น 1 ปอนด์สเตริง แลกทองคำได้ 7.32 กรัม เป็นต้น นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะต้องมีทองคำจำนวนเท่ากันสะสมไว้อยู่เสมอ และยอมให้ใครเอาเงินกระดาษมาแลกทองคำกลับไปได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการประกันค่าของเงินกระดาษ

แรกๆ ระบบการเงินแบบนี้ก็ใช้ได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ทองคำค่อยๆ มีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนในการขุดทองสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังเหมือนเดิมอยู่ ค่าของเงินกระดาษจึงสูงกว่าความเป็นจริง ชาวบ้านจึงเริ่มเอาเงินกระดาษมาแลกทองคำกับรัฐบาล เมื่อมีคนมาแลกมากๆ ปริมาณเงินก็ค่อยๆ หายไปจากระบบทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา ในขณะเดียวกันทองคำของรัฐบาลก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนกระทั้งในปี 1931 รัฐบาลอังกฤษต้องประกาศยกเลิกการรับแลกทองคำกับเงินปอนด์ในที่สุด หลังจากไม่กี่ปีทุกประเทศก็ยกเลิกตาม ทั่วโลกหมดความมั่นใจในเงินกระดาษ นำไปสู่วิกฤตค่าเงินและเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงขึ้นทั่วโลก (The Great Depression)

หลังจากนั้นเกิดสงครามโลกขึ้น ระบบการเงินของโลกปั่นป่วน หลังสงครามสงบก็เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบการเงินแบบใหม่ให้กับโลกอีกครั้ง เรียกว่า Bretton Woods System ระบบนี้เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เช่นเดิม แต่ peg ค่าเงินของทุกประเทศไว้กับดอลล่าร์ ในขณะเดียวกันก็มีกลไกลรักษาสมดุลด้วยการให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินอยู่ตลอดเวลาเป็นการสร้างดีมานด์และซัพพลายเทียมเพื่อทำให้อัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (เป็นการปรับสมดุลแบบหลอกๆ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามดีมานด์ซัพพลายจริง แต่เป็นดีมานด์ซัพพลายเทียม)

ระบบนี้ธนาคารกลางของทุกประเทศจะต้องใช้เงินดอลล่าร์เป็นทุนสำรองของทุกประเทศและใช้ทุนสำรองนี้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยที่สหรัฐเป็นประเทศเดียวที่รับแลกเงินดอลล่าร์กับทองคำในอัตราคงที่ที่ $35/ออนซ์ เพื่อทำให้เงินดอลล่าร์มีความน่าเชื่อถือมากเท่ากับทองคำ ธนาคารกลางของทุกประเทศจะได้มั่นใจที่จะเก็บทุนสำรองไว้ในรูปของดอลล่าร์ 

ระบบนี้ใช้การได้ดีถึง 20 ปี แต่หลังจากนั้น สหรัฐฯ เกิดต้องใช้จ่ายไปกับสงครามเวียดนามครั้งใหญ่ทำให้ขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาล ผู้คนเริ่มไม่มั่นใจในเงินดอลล่าร์จึงแห่กันนำเงินดอลล่าร์มาเปลี่ยนเป็นทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด นิกสัน ต้องประกาศยกเลิกการรับแลกทองคำกับเงินดอลล่าร์กลายเป็นวิกฤตค่าเงินอีกครั้ง  

หลังจากวิกฤตสงบลง ระบบการเงินของโลกก็ยังเป็นระบบที่คล้ายกับ BWS อยู่เช่นเดิมตรงที่ประเทศส่วนใหญ่ก็ยังคงบริหารเงินทุนสำรองของตัวเองในรูปของเงินดอลล่าร์เป็นหลัก แต่คราวนี้เงินดอลล่าร์กลับมั่วนิ่มไม่มีทองคำหนุนหลังไปเฉยๆ ซะงั้น ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดการเสียวินัยทางเงินของสหรัฐได้ง่าย เพราะสหรัฐฯ จะสามารถพิมพ์เศษกระดาษออกมาซื้อสินค้าจากประเทศอื่นได้โดยไม่จำกัด สหรัฐจึงเริ่มใช้จ่ายเกินตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ประเทศส่งออกก็หันมาเติบโตโดยการพึ่งพาการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐฯ เป็นหลัก สหรัฐฯ จึงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและมีหนี้สินล้นพ้นตัว กลายเป็นปัญหา Global Imbalance

Global Imbalance เป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากแก้ไข เพราะทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ระยะสั้นจากปัญหานี้ ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นดินพอกหางหมูที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในเงินดอลล่าร์เมื่อเร็วๆ นี้ในที่สุด

โลกของเรากำลังจะเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อขจัดความไม่สมดุลที่สะสมมานานนี้ให้หมดไป เป็นที่เชื่อกันว่า การปรับตัวครั้งนี้จะพาโลกของเราเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก (Global Recession)

วิกฤตค่าเงินเกิดขึ้นเป็นระยะๆ (ไทย เม็กซิโก อาเจนติน่า และล่าสุดก็สหรัฐ) และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต ตราบใดที่โลกของเราปรารถนาที่จะเห็นอัตราแลกเปลี่ยนนิ่งอยู่ 

ระบบที่ไม่มีวิกฤตคือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่ปราศจากการแทรกแซงใดๆ ของธนาคารกลางอย่างแท้จริง (unmanaged float) เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่กดค่าเงินให้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ค่าเงินจะถูกปรับให้เป็นไปตามความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลาช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สมดุลขึ้น (เมื่อขาดดุลการค้ามากๆ ค่าเงินก็จะอ่อนลง การส่งออกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ดุลการค้าก็จะกลับมาดีเอง) แต่ระบบนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเป็นระบบที่ไม่ทนต่อ “แรงเสียดทานทางการเมือง” ของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ในสังคมที่จะได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินอ่อนหรือแข็งเกินความเป็นจริง

โลกของเราจึงยังต้องเผชิญกับวิกฤตค่าเงินอีกต่อไปเรื่อยๆ

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

11 Responses to 0110: ระบบอัตราแลกเปลี่ยน

  1. terati20 says:

    การที่เงินบาท มี ตลาด offshore มันจะมีผลอะไรกันบ้างครับ

    สุดท้ายเเล้ว ทุกสิ่งก็เป็นวัฏฏสงสาร

    ..

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>