ยุคนี้คำว่า อิสรภาพทางการเงิน มาแรงมาก
ผมตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า อิสรภาพทางการเงิน โดนใจ Gen Y (คนที่เกิดหลัง 1976) มากที่สุด ส่วนพวก Gen X นั้น เท่าที่ได้สัมผัส ดูจะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง ส่วนถ้าเป็นพวก Babyboomers นั้นแทบจะไม่โดนเลย โลกตอนวัยเด็ก ที่ไม่เหมือนกันส่งผลต่อมุมมองชีวิตของคนแต่ละรุ่น ที่ไม่เหมือนกันด้วย
สำหรับตัวผมเอง คำว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ค่อยโดนเท่าไร (ผมเกิด 1975) เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ ผมชอบวิธีคิดแบบบัฟเฟตมากกว่า ปู่บัฟ บอกว่า คนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ
ผมรู้จักคนใกล้ชิดคนหนึ่งที่รวยมาก รวยจนไม่ต้องทำงานเลย คุณรู้มั้ยว่า ความทุกข์ของเขาคืออะไร ความทุกข์ของเขาคือ การตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องคิดให้ออกว่า วันนี้จะทำอะไรดี เพื่อจะได้ไม่ต้องทนเบื่อ มันเป็นสภาวะที่อึดอัดมาก คุณลองไปเดินห้างฯ ทุกวันสิครับ สองสามวันแรก คุณอาจรู้สึกดี แต่ลองไปทุกวัน สักสามเดือนสิครับ คุณจะพบว่า มันน่าเบื่อที่สุด จะให้ไปเที่ยวต่างประเทศแทนหรือครับ เหอๆ คนนี้เขาไปมาหมดแล้ว ประเทศละหลายรอบแล้วด้วย ผมว่าถ้ามีทัวร์ไปดวงจันทร์เมื่อไร เขาคงจะรีบสมัครทันที เพราะเป็นที่ที่เขายังไม่เคยไป มันคงช่วยทำให้เขาหายเบื่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
ผมว่างานเป็นด้านหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ผมสังเกตว่าผมเป็นคนที่ตีค่าตัวเองจากงานที่ตัวเองทำ ดังนั้นถ้าให้อยู่เฉยๆ ใช้เงินไปเรื่อยๆ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าแน่ๆ
มนุษย์ใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการทำงานมากที่สุด (ถ้าไม่นับตอนนอน) เราทำงานสัปดาห์ละตั้งห้าวัน หยุดแค่สองวัน คนที่ทำงานที่ไม่ชอบจะมีความสุขแค่ 2 วันเท่านั้น ในขณะที่ คนที่ได้ทำงานที่ชอบจะมีความสุขถึง 5 วัน ส่วนอีก 2 วันคือการพักผ่อนเพื่อสะสมพลังงานเพื่อใช้ทำงานที่ชอบในช่วงห้าวันถัดไป คนที่ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปทำงานเป็นคนที่น่าอิจฉาอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายชีวิตของผมจึงไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน แต่คือการมีโอกาสได้ทำงานที่ชอบไปตลอดชีวิต ครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้หมายความว่า คนเราต้องทำแต่งานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเลยว่างานนั้นจะได้เงินเดือนพอกินหรือไม่ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ถ้าเรายังหางานที่ตอบสนองเราทั้งเรื่องเงินและความชอบไม่ได้ เราควรอดทนทำงานที่ตอบสนองเราเรื่องเงินได้อย่างเดียวไปก่อน แต่ควรหาโอกาสและวางแผนไปด้วยว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้ทำงานที่ตอบสนองเราได้ทั้งเรื่องเงินและความชอบได้อย่างไร ส่วนคนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ
มีหลายครั้งที่มีนักลงทุนที่เจอผมแล้วถามผมว่า ตอนนี้ผมเล่นหุ้นอย่างเดียวหรือเปล่า พอผมตอบว่า อาชีพหลักของผมตอนนี้คือ การทำหนังสือ ครับ ส่วนหุ้นเป็นแค่ hobby ที่สนใจ เพราะผมไม่ชอบฝากธนาคาร นักลงทุนก็มักจะทำหน้าผิดหวังกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมนักลงทุนหลายคนถึงเข้าใจว่า ผมอยากเป็นเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ทั้งที่ผมก็ไม่เคยบอกอย่างนั้นเลย
ทุกวันนี้ ผมโชคดี ที่ผมได้ทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน และเป็นงานที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการไปทำงานประจำด้วย ความท้าทายต่อไปก็คือผมจะสามารถรักษามันให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ได้หรือเปล่า ส่วนความคิดที่จะเกษียณนั้น ไม่มีเลยครับ กลัวเบื่อมาก
แล้วเป้าหมายของคุณล่ะครับ เล่าสู่กันฟังได้
(ปล. คำว่างานที่ชอบนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องชอบทุกอย่างของงานนั้น ทั้ง 100% นะครับ ผมมองว่า งานอย่างนั้นหายากมากจนถึงหาไม่ได้เลย งานที่เราชอบประมาณ 75% ของเนื้องานทั้งหมด แล้วมีอีกสัก 25% ที่เป็นส่วนที่เราอาจจะไม่ชอบบ้าง ผมก็ถือว่าเป็นงานที่น่าทำแล้วล่ะครับ)

ตามใจตัวเองครับ
ขอบคุณค่ะ บล๊อค อ่านเข้าใจง่าย …จากคนที่เกลียดเศรษฐศาสตร์ บวกเลขยังผิด…มีทัศนะใหม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ขอบคุณค่ะ
ความจริงข้อนี้เห็นไม่ได้ด้วยตาจริงๆนะนี่ ขอน้อมนำมาเป็นเข็มทิศชีวิตด้านการงานนะครับ
ขอบคุณครับ
ทักทายครับ รุ่นพี่วิศวะ
อ่านแล้วโดนตรงแป๊ะๆ ตีแผร่ปริศนาลึกๆในใจผมได้อย่างแป๊ะๆ
ผมเป็นคนที่อินกับคำ”อิสระภาพทางการเงิน” อยู่หลายส่วนเหลือกัน
แต่มันตะงิดใจ ว่าขาดอะไรซักอย่างๆ ที่สำคัญ
วันนี้คำตอบผมชัดเจนแป๊ะๆ หลังจากอ่านบันทึกนี้จบ
“ชีวิตที่โชคดีที่สุด คือ ชีวิตที่ได้ทำงานที่รัก”
“ผมเลิกอินกับคำอิสระภาพทางการเงิน หันมาอินกับ อิสระภาพในการใช้ชีวิต :chic: “
ขอบคุณมากเลยครับ ทำให้ผมหายสับสนกับชีวิตเลย
แวะเข้ามาอ่าน
เจอคำถามที่ตอบยากมากเลยแฮะ
“เป้าหมายของผมคืออะไร ?”
เพราะของผม
มันคล้ายๆกับว่า ก็ทำต่อจากเมื่อวานนี้
ซึ่งมันก็ทำต่อจากวันก่อน
ผ่านไปสักช่วงนึง ค่อยมาคิดว่าแล้วจะไปไหนต่อ
ผมว่า ถ้าความจำของผมดีๆ
ผมอาจจะต้องแปลกใจว่า
สิ่งที่ผมวางแผนจะทำเมื่อหลายๆๆๆๆปีก่อน
กับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ มันอาจจะกลับทิศกันก็ได้
แต่ผมชอบเป้าหมายแบบที่คุณว่านะ
“ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”
มันทำให้อยากตื่นนอนในตอนเช้า
แต่ถ้าเป็นของผม
ผมอยากจะเพิ่มอีกนิดนึงว่า
“และขอให้ชอบไปเรื่่อยๆจนกว่าจะเห็นความสำเร็จ”
อิสรทางการเงินคือการจับคู่กันได้ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายครับ
เ้ช่น มีรายได้ 20000 บาท ต้องหักเงินออม 4000 บาท เท่ากับเหลือเงินอีก 16000 บาท
แล้วจึงจับคู่ ว่าจะจ่ายอะไรเท่าไร ใช้ให้พอครับ อย่าเกิน ถ้าสามารถจับคู่กันได้ทุกเดือนก็มีอิสระครับ
แต่ถ้าเดือนไหนจับคู่ไม่ได้ก็ต้องยืมเขาทีนี้ละ ก็ขาดอิสระแน่นอน
เคยอ่านเจอในพันธ์ทิพย์
มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าแต่งงานกับครอบครัวเจ้าของปั้มน้ำมัน พอแต่งงานเข้ามาปุ๊บ ชีวิตก็คือการเฝ้าร้าน 7 วัน เช้าจรดค่ำ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุดเลย
พอเอ่ยบอกขอพ่อสามีว่าอยากปิดร้านไปเที่ยวต่างจังหวัดสักสามวัน พ่อสามีตอบว่า จะหยุดทำไม ถ้ายังมีแรงอยู่ ให้ทำไปเรื่อยๆ เอาไว้แก่ไม่มีแรงทำงานแล้ว ค่อยไปเที่ยว
เธออึ้งไปเลย
น่าเห็นใจเธอจริงๆ ครับ เพราะสภาพแวดล้อมบังคับทำให้เธอไม่มีสิทธิ์ได้เลือกงานที่ทำ
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง Reward System อีกอย่างหนึ่งของครอบครัวคนจีน คือ ระบบกงสี ผมว่ามันเป็น incentive system ที่โหดร้ายมาก เอาไว้วันหลังจะเขียนถึงนะครับ