ที่ผ่านมา มีคนอีเมลมาขอถามผมทำนองนี้เยอะมาก
“ลงทุนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกว่า ชอบเรื่องการลงทุนมากกว่างานประจำไปเสียแล้ว ก็เลยอยากจะเปลี่ยนงานประจำไปสู่สายงานทางด้านการเงิน ไม่ทราบว่าคุณนรินทร์มีความเห็นอย่างไร”
เผื่อว่ายังมีหลายคนที่อยากถามแบบนี้เหมือนกัน ผมก็เลยขออนุญาตเขียนคำตอบของผมเอาไว้ตรงนี้เลย
ที่ถามบ่อยคือ ถ้าไม่ได้เรียนจบการเงินมา เขาจะรับเข้าทำงานหรือเปล่า อันนี้ ถ้าจะเอาให้ชัวร์ๆ เลย ผมว่าควรจะไปเรียนต่อโท MBA ครับ ที่จริงแล้ว มีคนในแวดวงการเงินปัจจุบันนี้ที่จบตรีคณะอื่นมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะวิศวะ) แล้วมีโท MBA พ่วงอีกใบ เก่งๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจบโท MBA แล้วมาสมัครงาน เรื่องวุฒิการศึกษาไม่เป็นอุปสรรคแน่นอนครับ
บางคนถามว่า ถ้าไม่ต่อโทแต่พยายามสอบ CFA/CISA ให้ได้แทน จะทดแทนกันได้หรือเปล่า ปกติแล้ว CFA/CISA เป็นอะไรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในวงการนี้นะครับ ผมเลยคิดว่า น่าจะได้นะครับ ถ้าคุณเป็น CFA เขาคงไม่กล้าอ้างว่าคุณไม่มีความรู้การเงินหรอก แต่ปัญหาก็คือว่า เรื่องนี้ผมไม่ชัวร์นะครับ
เรื่องตำแหน่งงานทั่วไปก็คงจะได้แก่การเป็น analyst ตามโบรกเกอร์ต่างๆ หรือ มิฉะนั้นก็เป็น fund manager ตามบลจ.ต่างๆ ก็ได้นะครับ (ที่จริงบลจ.ก็มีงาน analyst ด้วย คือ เป็น in-house analyst) ส่วนตามบริษัทนั้นจะเป็นงาน corporate finance อันนี้จะยุ่งอยู่กับบริษัทตัวเอง มากกว่าตลาดหุ้น เพราะฉะนั้น ถ้าอยากมาทำงานการเงินเพราะชอบตลาดหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่งานที่เหมาะนัก
ส่วนสำหรับคนที่อยากมาทำงานด้านการเงินเพื่อเสริมประสบการณ์ให้กับการลงทุนของตัวเองเป็นสำคัญ ผมแนะนำให้หางานประเภทวาณิชธนกร (Investment Banker) ดูนะครับ ตามโบรกหรือตามธนาคารนั้นแหละครับ ผมว่า IB เป็นงานที่ทำให้เรามีโอกาสได้รู้อะไรดีๆ เยอะมาก แบบที่ไม่มีทางหาอ่านในตำราได้เลย และเอามาใช้กับการเล่นหุ้นได้เยอะมากด้วย เป็นสุดยอดของงานทางด้านการเงินเลยในความคิดของผม
ส่วนเรื่องเงินเดือน อาชีพนี้ขึ้นอยู่กับโบนัสอย่างรุนแรง ซึ่งโบนัสจะขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในปีนั้นอีกที เพราะโบรกกำไรเหวี่ยงมาก ก็เลยต้องอาศัยการจ่ายโบนัสเป็นหลัก เพื่อช่วย smooth out กำไรของบริษัท ปีไหนตลาดหุ้นดี ก็ยิ้มเลยครับ ปีไหนแค่ก็หน้าเหี่ยวกันหน่อย
สุดท้ายนี้ ผมอยากเตือนว่า การไปทำงานประจำเป็นนักการเงิน กับการเป็นนักลงทุนเองนั้น ไม่เหมือนกันเลย นักการเงินจะรับผิดชอบเงินของคนอื่น และเป้าหมายองค์กรของโบรกคือค่า Fee ดังนั้นบ่อยครั้งจึงไม่สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง บางคนอาจจะรู้สึกอึดอัดได้ แต่อันนี้แล้วแต่คนนะครับ
ขอให้โชคดี

หวัดดีเช่นกันครับผม ^^
ดีครับ หมอนุ่น
มีเด็กคนหนึ่ง
ที่บ้านปลูกข้าวได้ผลผลิตดีมากๆ
แต่ได้ข่าวว่า เพื่อนที่รู้จักเมื่อ 2 ปีก่อน
ที่บ้านย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมือง
ทำงานเกี่ยวกับโรงงาน “รายได้ดี และมี ประกันสังคมคุ้มครองด้วยนะ”
สุดท้าย เค้าบอกคุณพ่อ คุณแม่ แล้วบอกว่า เลิกทำนาดีกว่า ย้ายไปทำงานในเมือง น่าจะ work
ไปๆมาๆหลังจากคุณพ่อคุณแม่ขายที่นา และย้ายเข้าเมือง
… ก็ประสบกับความล้มเหลว เนื่องจากทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้
คนเราฝันได้
แต่ต้องมีทางเลือกให้เดินเมื่อฝันนั้นมันผิดไปจากที่เราคิด
อย่าเก็บฝันไว้ในลิ้นชัก แล้วก็ lock เอาไว้
หนำซ้ำยังลืมกุญแจไว้ที่ไหนสักแห่งอีกด้วย ^^
แต่ก็อย่าฝันเฉยๆ ต้องลงมือทำ แประเมินตนเองเสมอๆ
มีความสุขกับทุกๆวันนะครับผม
(มาแจมครับ …หมอนุ่นครับ)
Bingo!
IB ช่วยทำให้เรามี”ภูมิต้านทาน”ในตลาดหุ้น
จริงๆ เท่าที่รู้จัก เพื่อนๆที่อยู่สาย IB พวกนี้จะต่างออกไปนะครับ เค้าจะไม่ค่อยอยากซื้อหุ้น เพราะว่า เค้าเป็นคนจัดสรรปั้นแต่งเรื่องราวของหุ้น ก่อนเข้าตลาด หรือตอนที่กำลังจะเพิ่มทุน ให้มีคนมาซื้อ
คือ IB เป็นคน Create Story ส่วน Analyst เป็นคนเอาไปทำ Valuation ต่อ จะเป็นอารมณ์ประมาณนี้ ดังนั้นพวก IB เลยไม่อยากซื้อหุ้น เพราะไม่ค่อยจะเชื่อใน Story อะไรเท่าไหร่
มีประสบการณ์เหมือนกันว่า Fund manager เวลาบริหารกองทุน กับ ลงทุนเองไม่เหมือนกัน
Fund manager เลยกลายเป็นพวก Lemming ตามๆเขาไปโดนด่าก็โดนกันหมดเหมือนๆเพื่อน
คงมีเเต่ ปู่บัฟ ที่บริหารเองกินเอง
ผมก็คิดจะทำครับ แต่อายุขึ้นเลข 3 แล้ว กลัวจะทำได้ไม่ดีเท่าเด็กใหม่ๆ ที่จบมาด้านนี้โดยตรง