0122: ค่าครองชีพ

ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี

ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น

การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกะทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้

David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก

ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง  

  

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

18 Responses to 0122: ค่าครองชีพ

  1. Dekisugi says:

    สวัสดีครับสารวัตรเบิร์ด

    ยินดีที่ได้พบกันครับ

    กติกาที่ไม่ดี ถ้ารีบแก้จะแก้ง่ายครับ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพราะคนที่หันมา “เล่นตามกติกา” จะมีจำนวนมากขึ้น พอคนส่วนใหญ่ปรับตัวให้เล่นตามกติกาที่ไม่ดีได้แล้ว ก็จะไม่มีใครอยากเปลี่ยนกติกา พอใครจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนกติกา จะยากมากครับ เพราะแรงต้านจะเยอะมาก

    ปัญหา Reward System ที่บิดเบือนของเราเป็นปัญหาที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานมาก จึงแก้ยากมากครับ ผมมีทฤษฏีว่า ปัญหาลักษณะนี้จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีวิกฤตเข้ามากระทบสังคมครับ วิกฤตจะทำให้ระบบที่เน่านั้นสำแดงผลร้ายออกมา แล้วหันมาทำร้ายคนส่วนใหญ่ เมื่อนั้นคนส่วนใหญ่จึงจะเริ่มเห็นข้อดีของการปฏิรูป แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติ การแก้ไขแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเป็นการยากที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ปรับตัวกับกติกาที่ไม่ดีแล้วหันมาเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง

    ต้องรอวิกฤตครับ ในช่วงวิกฤตจะมีโอกาสให้แก้ไขปัญหาที่ไม่ดีๆ ทั้งหลายอยู่เสมอ

  2. เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. says:

    สวัสดีครับพี่โจ๊ก
    บทความพี่ตรงไปตรงมา นับถือครับ
    คนที่เอาใจเจ้านายแล้วก้าวหน้าก็มีไม่น้อย
    ทำให้คนขยันทำงานหมดกำลังใจ
    ในความเห็นของพี่โจ๊กแล้ว พี่มีวิธีการแก้ไขไหมครับ
    และใครครับ ที่พอจะมีอำนาจหรือเป็นกุญแจสำคัญที่จะล้างระบบเดิมๆนี้ได้
    ขอบคุณพี่โจ๊กครับ

  3. ohmohm says:

    แต่คนสิงคโปร์ที่ตกรถไฟ ท่าทางจะมีเหมือนกัน
    http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=c2_31082006_01

  4. แก้มใส says:

    จริง หรือ ค่ะ ที่ว่า ถุง ผ้าทำให้ โลกเรา ร้อนๆๆ อยากจะบอกว่าถุง ผ้า ซื้อมาใช้ ไปมหาลัยไม่ซ้ำ ใบ อาคึ

  5. ริน says:

    ขอบคุณสำหรับหลักเศรษฐศาสตร์เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ :)

  6. noooon010 says:

    ขอบคุณพี่สุมาอี้สำหรับข้อคิด และความรู้ดีๆที่มีให้เสมอมานะครับ

    ชอบเข้ามาอ่านบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้ comment ^^

    รออ่านหนังสือของพี่อยู่เช่นกันนะครับผม ^^

  7. killerpress says:

    สนใจไปทำไม๊… ก็ในเมื่อเรายึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซะอย่าง สบายไปเจ็ดชั่วโคตร

  8. มิตรไทย|ปาย says:

    อ่านเอาความรู้นะคับ ชอบมาก ผมก็คิดอยู่เรื่อยๆนะว่า สุดท้ายผู้บริโภคน่ะตายลูกเดียว ถ้าไม่อยากรอวันนั้น ให้หันมามองตัวเองและระดมสมอง เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้ผลิตบ้าง ผู้ออกแบบบ้าง ผู้ขายบ้าง อย่านั่งรับเงินเดือนแล้วก็จะเป็นผู้บริโภคลูกเดียว คงจะพอรอดตายได้บ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>