ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี
ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น
การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกะทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้
David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก
ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง

สวัสดีครับสารวัตรเบิร์ด
ยินดีที่ได้พบกันครับ
กติกาที่ไม่ดี ถ้ารีบแก้จะแก้ง่ายครับ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพราะคนที่หันมา “เล่นตามกติกา” จะมีจำนวนมากขึ้น พอคนส่วนใหญ่ปรับตัวให้เล่นตามกติกาที่ไม่ดีได้แล้ว ก็จะไม่มีใครอยากเปลี่ยนกติกา พอใครจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนกติกา จะยากมากครับ เพราะแรงต้านจะเยอะมาก
ปัญหา Reward System ที่บิดเบือนของเราเป็นปัญหาที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานมาก จึงแก้ยากมากครับ ผมมีทฤษฏีว่า ปัญหาลักษณะนี้จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีวิกฤตเข้ามากระทบสังคมครับ วิกฤตจะทำให้ระบบที่เน่านั้นสำแดงผลร้ายออกมา แล้วหันมาทำร้ายคนส่วนใหญ่ เมื่อนั้นคนส่วนใหญ่จึงจะเริ่มเห็นข้อดีของการปฏิรูป แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติ การแก้ไขแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเป็นการยากที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ปรับตัวกับกติกาที่ไม่ดีแล้วหันมาเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง
ต้องรอวิกฤตครับ ในช่วงวิกฤตจะมีโอกาสให้แก้ไขปัญหาที่ไม่ดีๆ ทั้งหลายอยู่เสมอ
สวัสดีครับพี่โจ๊ก
บทความพี่ตรงไปตรงมา นับถือครับ
คนที่เอาใจเจ้านายแล้วก้าวหน้าก็มีไม่น้อย
ทำให้คนขยันทำงานหมดกำลังใจ
ในความเห็นของพี่โจ๊กแล้ว พี่มีวิธีการแก้ไขไหมครับ
และใครครับ ที่พอจะมีอำนาจหรือเป็นกุญแจสำคัญที่จะล้างระบบเดิมๆนี้ได้
ขอบคุณพี่โจ๊กครับ
แต่คนสิงคโปร์ที่ตกรถไฟ ท่าทางจะมีเหมือนกัน
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=c2_31082006_01
จริง หรือ ค่ะ ที่ว่า ถุง ผ้าทำให้ โลกเรา ร้อนๆๆ อยากจะบอกว่าถุง ผ้า ซื้อมาใช้ ไปมหาลัยไม่ซ้ำ ใบ อาคึ
ขอบคุณสำหรับหลักเศรษฐศาสตร์เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ
ขอบคุณพี่สุมาอี้สำหรับข้อคิด และความรู้ดีๆที่มีให้เสมอมานะครับ
ชอบเข้ามาอ่านบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้ comment ^^
รออ่านหนังสือของพี่อยู่เช่นกันนะครับผม ^^
สนใจไปทำไม๊… ก็ในเมื่อเรายึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซะอย่าง สบายไปเจ็ดชั่วโคตร
อ่านเอาความรู้นะคับ ชอบมาก ผมก็คิดอยู่เรื่อยๆนะว่า สุดท้ายผู้บริโภคน่ะตายลูกเดียว ถ้าไม่อยากรอวันนั้น ให้หันมามองตัวเองและระดมสมอง เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้ผลิตบ้าง ผู้ออกแบบบ้าง ผู้ขายบ้าง อย่านั่งรับเงินเดือนแล้วก็จะเป็นผู้บริโภคลูกเดียว คงจะพอรอดตายได้บ้าง