0127: อาชีพเกษตร

เมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เกษตรกรทุกคนต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่แรงงานให้ได้ ไม่ว่าของเหล่านั้นจะมีราคาเป็นเท่าไร ก็ต้องซื้อ ใครไม่มีเงิน ก็ต้องกู้เงินมาให้ได้ ดอกเบี้ยเท่าไรก็ต้องเอา เพราะถ้าหากไม่มีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ปีนั้นทั้งปีก็ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ

เมื่อลงทุนกันไปแล้ว ขณะรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยว ก็ไม่มีทางทำนายได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาตลาดจะเป็นเท่าไร ซื่งเวลานั้นผลผลิตของทุกไร่ก็จะออกมาพร้อมๆ กันหมด ไม่ว่าราคาในขณะนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องขายทันที เพราะถ้าไม่ขายตอนนั้น ผลผลิตก็จะเน่าเสียหมดในไม่ช้า แถมเงินก็กู้เขามาอีกต่างหาก ถ้าหากโชคดีปีนั้นราคาขายสูงกว่าทุนก็ได้กำไร ถ้าต่ำกว่าก็คือขาดทุน ทั้งเงินและแรงที่ลงไปปีนั้นทั้งปีก็ไม่ได้อะไรเลย ใครกู้เงินมาลงทุนด้วยก็เท่ากับว่าได้หนี้เพิ่มมาด้วยอีกต่างหาก และเมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในปีถัดไป ก็ต้องลงทุนใหม่อีก ใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยังต้องกู้มาใหม่ เพราะถ้าไม่กู้มา ปีนั้นทั้งปีก็ไม่มีงานทำ ดอกเบี้ยก็ทบต้นขึ้นไปอีกเพราะปีที่แล้วยังไม่ได้จ่าย

จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นมีลักษณะเหมือนการเสี่ยงโชค เพราะเราต้องลงทุนไปก่อนโดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะขายได้เท่าไร เพราะราคาสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความแน่นอน ทำนายไม่ได้ อีกทั้งยังมีความผันผวนสูงกว่าสินค้าชนิดอื่นมากอีกด้วย ธรรมชาติของอาชีพนี่ทำให้มันเป็นอาชีพสำหรับนายทุน (คนที่มีทุนเป็นของตัวเอง) เพราะจะต้องมีเงินหน้าตักเป็นจำนวนมากเพื่อให้คนที่ประกอบอาชีพแบบนี้สามารถทนขาดทุนติดต่อกันนานๆ ได้ในช่วงที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้โดยไม่ต้องหมดตัวเพราะหนี้ท่วมไปเสียก่อน นอกจากนี้การมีเงินหน้าตักมากๆ ยังทำให้ไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในทันที ถ้าเห็นราคากำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็สามารถกักตุนผลผลิตไว้ก่อนเพื่อเก็บไว้ขายตอนราคาดีๆ ก็ได้     

แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเอง เกษตรกรบางรายอาศัยเงินกู้ล้วนๆ ในการลงทุน (ไม่ต่างอะไรกับนักเก็งกำไรหุ้นที่ใช้มาร์จิ้น) การกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดนั้น หมายความว่า ทุกๆ ปีจะขาดทุนไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดทุนแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว ยังทำให้หนี้มากกว่าเดิมด้วย แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้กำไรทุกปี สุดท้ายแล้วในระยะยาวเกษตรกรที่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเองจึง”ต้อง”จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเสมอ

บางคนบอกว่าที่เกษตรกรไม่รวยเป็นเพราะมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ บางคนบอกว่า ถ้ากำจัดพวกนายทุนออกไปจากระบบให้สิ้นซาก เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหากไม่มีนายทุน เกษตรกรจะถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้เลย เพราะอาชีพนี้โดยธรรมชาติของมันจะต้องมีใครสักคนที่ทำหน้าที่เป็นนายทุน การที่เกษตรกรไม่มีความคิดที่จะเป็นนายทุนให้ได้เสียเองนี่แหละที่ทำให้ต้องมีคนอื่นเข้ามาเป็นนายทุนแทนให้ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเกษตรกรร่ำรวยเพราะเกษตรกรเป็นนายทุนเสียเอง พวกนี้เวลาจะประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร สามารถนัดกันนั่งเครื่องบินไปประท้วงถึงหน้าทำเนียบขาวได้เลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไรเกษตรกรในประเทศไทยถึงจะเป็นอาชีพที่ร่ำรวยเหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นบ้าง    

ที่จริงแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีทุนของตัวเอง อย่าเพิ่งคิดเรื่องการมีที่ดินทำกิน ควรจะหันไปเป็น “ลูกไร่” ก่อนจะดีกว่า เพราะลูกไร่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจึงไม่มีต้องมีทุนก็ได้ ไม่ว่าราคาผลผลิตปีนั้นจะเป็นเท่าไร ลูกไร่ก็ได้ค่าแรงแน่นอน ไม่คำว่าขาดทุน เมื่อสะสมทุนของตัวเองได้แล้วจึงค่อยเริ่มต้นทำเองจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ สะสมทุนไปเรื่อยๆ จนเติบโต แต่ถ้าหากคิดว่าไม่มีทางสะสมทุนได้มากพอ ก็ควรหันไปสู่ภาคแรงงานดีกว่า การทำเกษตรโดยไม่มีทุนเป็นของตัวเองนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตัวเองเป็นหนี้ (ขออภัยที่เขียนอย่างตรงไปตรงมา ผมเห็นใจเกษตรกรที่ต้องทำงานหนักมาก อยากให้มีชีวิตที่ดี)

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

22 Responses to 0127: อาชีพเกษตร

  1. proudinTHAI says:

    ช่วงพืชผลราคาดีแบบนี้ พี่เลี้ยงเช่นรัฐฯน่าตั้งกองทุนมาเก็บเงินส่วนนึงไว้จ่ายคืนตอนราคาตก ถ้าไม่ตกก็คืนตอนเกษียณ(เลียนแบบประกัน) ดีมะ

  2. €—•Iกลี€ดIwaJร๊ๅก€—• says:

    แจ๋วดีแหะๆ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>