0221: อะไรทำให้ประเทศเจริญ (ทางวัตถุ) -
เคยสงสัยกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่จริงแล้วอะไรกันแน่ทำให้ประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมา
หลายคนบอกว่า การศึกษา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า มีหลายประเทศที่คนเรียนสูงมากๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ อินเดียกับฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยดีๆ เยอะมาก แต่จบออกมาแล้วก็หางานที่เหมาะกับวุฒิการศึกษาในประเทศตัวเองไม่ได้ ต้องออกไปหางานโปรแกรมเมอร์หรือบุรุษพยาบาลในต่างประเทศแทน เพื่อนผมไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล พบว่าลูกหาบหลายคนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พอถามว่าทำไมต้องมาทำงานแบบนี้ เขาบอกว่ามันคือเป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศแล้ว
การศึกษามีประโยชน์แน่ แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ
ถ้าถามผมว่าประเทศเจริญได้อย่างไร ผมเชื่อในกฏข้อแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดครับ นั่นคือ “พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ” ถ้าอยากให้ประเทศเจริญมาก ต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามากๆ ครับ แค่นั้นแหละครับ
ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่า ประเทศที่เจริญที่สุดในยุโรปคือ เยอรมัน ส่วนประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียคือ ญี่ปุ่น ใช่มั้ยครับ ทั้งสองประเทศนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ เคยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองทั้งคู่ ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองจะถูกผู้ชนะกดให้ทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล การที่ประชาชนถูกกดให้อยู่ในสภาพที่บีบคั้นเช่นนี้เป็นเวลานานได้กลายเป็นแรงผลักดันให้คนในชาติถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น ในที่สุดทั้งสองประเทศนี้ก็เลยพลิกกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดได้ในเวลาต่อมา รวยกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก
เห็นมั้ยครับว่าการมีแรงจูงใจมีผลมากแค่ไหน
หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ ประเทศเขตหนาวมักเจริญมากกว่าประเทศที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อากาศหนาวทำให้วิถีชีวิตจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงช่วยบ่มเพาะนิสัยในการถีบตัวเองด้วย ถ้าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ดินปลูกอะไรก็ขึ้น เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเท่าไร เพราะไม่รู้จะต้องดิ้นรนไปทำไม แบบเดิมก็สบายอยู่แล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Dutch Disease แนวคิดนี้บอกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศนั้นไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อประเทศสามารถขายทรัพยากรกินไปเรื่อยๆ ได้ ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนพัฒนาอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังเป็นโรคนี้อยู่ วันหนึ่งเมื่อน้ำมันหมดลง ประเทศเหล่านี้จะลำบาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมไว้รองรับเท่าที่ควร โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ มักถูกเลื่อนออกไป เพราะอุตสาหกรรมเหนื่อยกว่า กำไรน้อยกว่า การขายน้ำมัน ไม่มีใครอยากทำ
ผมเชื่อในทฤษฏีเรื่องกบในน้ำอุ่น ที่บอกว่า มีกบอยู่สองบ่อ บ่อแรกเอาน้ำเดือดสาดลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาทันทีทำให้รอดตาย แต่บ่อที่สองค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิแบบช้าๆ กบจะไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย จนกระทั้งอุณหภูมิไปถึงจุดเดือด กบก็จะตายอยู่ในบ่อโดยไม่รู้ตัว คนเราก็เป็นเหมือนกบนั่นแหละครับ คนสองคนที่เหมือนกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันต่างกัน ผลผลิตก็ต่างกันครับ
การมีภัยคุกคามจากภายนอกกลับเป็นของดี เพราะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเราเพื่อให้เราสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา นั่นแหละครับ
อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากภัยคุกคามเท่านั้น ที่จริงแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศอยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ย่อมป็นสาเหตุทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งนั้น ที่จริงแล้ว หลายประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ก็มาจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วต้นเหตุจริงๆ ก็มาจากการมีแรงจูงใจอันนี้แหละครับ ผมจึงมีทฤษฏีว่า ประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นให้อยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าเดิมมากกว่า จะมีโอกาสเจริญได้มากกว่าประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้มีภัยคุกคามจากภายนอกมากระตุ้น คือ การสร้าง Reward Systems ของสังคมที่ดี ขึ้นมา สิ่งนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจของประชาชนโดยตรงเลย เอาผมไว้จะมาเขียนถึงเรื่องนี้ต่อครับ

November 12th, 2009 at 1:40 pm
จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะแขวะกลุ่มอำนาจเก่านะครับ อยากเขียนโพสต์นี้ขึ้นมา เพื่อนำเสนอแนวคิดเฉยๆ โดยไม่กัดใคร แต่ก็เผลอจนได้
พนมเปญยิ่งไม่อยากพูดถึงใหญ่เลยครับ งานเข้าววววว์ แน่นอน ไม่อยากให้บล็อกนี้กลายเป็นบล็อกการเมือง เว็บบอร์ดการเมืองมีอยู่เยอะแล้ว
คนเราถ้าคิดพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่หวังพึ่งพาสิ่งภายนอก เช่น การเมือง ต่อให้การเมืองแย่แค่ไหน เราก็จะไม่รู้สึกเครียดนะครับ
ไม่อยากให้ทุกคนเครียดครับ
November 12th, 2009 at 11:45 pm
ในทางธรรมนั้น ความสุขแบ่งออกเป็น สองประเภทดังนี้
1 ความสุขที่อิงกับวัตถุ คือมีวัตถุเป็นตัวนำแล้วจะเกิดความสุข เช่น หากมีบ้านสักหลัง คงมีความสุขกว่า เช่าอาพาร์ทเมนท์ เป็นต้น อันนี้มันของแน่นอนสำหรับชาวโลก ทุกชาติทุกศาสนา เป็นเรื่องสากล
2 ความสุขอันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องได้รับวัตถุมาเป็นเหตุ คือไม่จำเป็นต้องมีความสุขถ้าไม่ได้รับ วัตถุนั้นมากระทบจิตใจ หรือ ร่างกาย เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความพอใจจากการหยุด หรือการได้รับอิสระภาพทางใจ เช่นการบรรลุธรรมขั้นต้น จนถึงขั้นสูงสุด เป็นต้น
ในหนังสือธรรมนูญชีวิต ของท่าน ป.อ. ปยุตโต ได้วางระบบชาวพุทธไว้กว้่างๆ และได้บอกว่าเป้าหมายของมนุษย์มีจุดหมาย 3 ขั้นคือ
ขั้นที่ 1 จุดหมายขั้นตา(เนื้อ)เห็น ประกอบด้วย
ก) มีสุขภาพดี
ข)มีเงินมีงาน พิ่งตนได้ทางเศรษฐกิจ
ค)มีสภานภาพดี เป็นทียอมรับในสังคม
ง)มีครอบครับผาสุก ทำตระกูลให้น่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 2 จุดหมายขั้นเลยตาเห็น (ไม่ขอเอยเนื่องจากนอกประเด็น หากสนใจหาอ่านได้ทั่วไปครับ)
ขั้นที่ 3 จุดหมายสูงสุด (เช่นกันครับ หาอ่านเพิ่มเติมได้ทั่วไป)
ประเด็นประเทศที่กำลังพัฒนาไม่มีความสุขเท่ากับประเทศที่พัฒนาทางวัตถุดังเช่นนานา อารยะประเทศก็เนื่องมาจาก ปัจจัย 4 ยังไม่ครบ ยังไม่สมบูรณ์ จะไปหาความสุขทางใจจากของปราณีตได้ที่ใหน และพอจะมี ปัจจัย 4 ครบ สมบุรณ์ แต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัึวเองแบบไม่รู้หน้าที่อีก ทั้ง ข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้แต่ ในครอบครัวเราเอง ดังเป็นข่าวอยู่ทุกวัน ทำผิดหน้าที่ ผิดบทบาทตนเอง ทั้งระดับเล็กคือครอบครัว จนกระทั้งระดับประเทศ ผู้นำประเทศ และแต่ละฝ่ายก็มาโจมตีกันเองอีก ว่า หน้าที่คุณทำไมไม่ทำให้ดี ซึ้งจริงๆแล้ว เป็นหน้าที่ของท่านจะมาวิจารณ์หรือไม่ เพียงใด กลายเป็นว่า เอามันส์เข้าว่า นิไ่ม่ได้ว่าใครแต่กล่าวโดยสภาพความเป็นจริงโดยรวมๆ แต่อย่างไรก็ดี ตนเป็นที่พิ่งแห่งตน กลับมาทำหน้าที่ของตนในดี และ แสดงหาแสงสว่างทางปัญญา เพื่อประโยชน์ของส่วนตน ส่วนสังคม ดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกๆท่าน บ้านเรายังดีกว่า ที่บางประเทศเยอะ บางที่ไม่มีอาหารครบ 3 มื้อ และไม่มี internet มาใช้แบบเราๆท่านๆื บางทีเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆที่อยู่รอบๆตัวเรา เลยทุกข์ กับความพอใจของตนเอง ที่ไม่เคยเต็ม ทางธรรมไปนิดแต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธ ทางโลก เป็นการสะท้อนมุมมองของเหรียญอีกด้านเท่านั้นครับ
November 16th, 2009 at 12:15 am
ขอยกมาซักประเทศครับใกล้กันดี มาเลย์เซีย ครับ ประเทศนี้ขายทรัพยากรได้มากมีทั้ง ป่าไม้ ถ่านหิน น้ำมันแต่ก็ไม่ละเลยในการพัฒนาอุต หลาย ๆ อย่างในประเทศเช่น รถยนต์โปรตอน
เท่าที่ได้ค้าขายกับคนมาเลย์พวกนี้ฉลาดครับ เหมือนคนสิงคโปรื ยิวตะวันออกประมาณนั้น
คิดว่าส่วนนึงในการพพัฒนาคือชนชั้นปกครองส่วนมากเป็นอิสลามครับจะทำอะไรก็ง่าย
คนเชื้อสายจีนเป็นคนส่วนน้อย ถ้าสมมติคนจีนมาเลย์อยากทำการค้าต้องไปหาผู้ร่วมทุนหรือถือหุ้นเป็นคนอิสลามครับ ถึงจะเริ่มการค้าได้
แต่คนจีนมาเลย์นี่ค้าขายแบบไม่ตรงไปตรงมาอย่างเนียนจริง ๆ
November 19th, 2009 at 2:13 pm
จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 30,000 คน ติดต่อกันเป็นปีที่ 11 แล้ว
รายงาน ของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า ตัวเลขการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา มีทั้งสิ้นกว่า 32,200 คน นับเป็นปีที่ 11 แล้วที่จำนวนคนฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงเกินกว่า 30,000 คนต่อปี สำหรับญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ อุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี-7) โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายที่ 23.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายก็มาจากปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และปัญหาในครอบครัว
สงสัยได้กราฟซึ่งข้อมูลไม่ตรงมาม้งครับ ที่ญี่ปุ่นได้คะแนนความสุขเยอะ
November 19th, 2009 at 2:51 pm
คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยฆ่าตัวตายเพื่อแสดงความรับผิดชอบเมื่อได้กระทำความผิด เป็นค่านิยมเฉพาะของสังคมเขาครับ ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีความสุข ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเจริญทางวัตถุเลยสักนิด สมัยก่อนซามูไรก็คว้านท้องกันเป็นประจำอยู่แล้ว
รัฐมนตรีที่เมาในที่ประชุมจี 8 มีปีที่แล้วก็เพิ่งฆ่าตัวตายไปมิใช่เหรอ
November 19th, 2009 at 3:28 pm
เพิ่งดูภาพยนต์มาครับ คนญี่ปุ่นมีความสุขที่สุดครับ
November 20th, 2009 at 12:11 am
1.คนรวย=มีความสุขทางกาย
2.คนจน=มีความทุกข์กายเพราะจน
3.คนรวยภายใน=มีความสุขทางใจ
4.คนจนภายใน=มีแต่ความทุกข์ใจ
คำตอบข้อใดถูกที่สุด
ก.1 ข.2 ค.3 ง.4 จ.1+3 ฉ.2+4 ช.1+4 ซ.2+3 ฌ.ไม่มีข้อถูก ญ.ถูกทุกข้อ
เฉลยก็ต่อเมื่อมีคนมาตอบครับข้อ วันนี้ไม่รู้เป็นไงอารมณ์ดี สมองเลยแจ่ม เลยคิดอะไรเล่นๆๆออกมาได้ (ปล ทุกข้อ มีเฉลย และมีตัวอย่างประกอบคำอภิบายหมดครับ)
November 24th, 2009 at 5:27 pm
จ.
November 25th, 2009 at 12:05 am
ถูกต้องครับ ดีหนึ่งประเภทหนึ่งจริงๆ แต่หายาก หรือว่ามีน้อย คนรวยส่วนใหญ่จะ ทุกข์ฺกับการรักษาความรวย กับ ป้องกันไม่ให้รวยน้อยกว่าเดิม จิตใจเลยว้าวุ่น ไม่พบความสุขในใจสักที การหาเงินส่วนเกินเป็นภาระที่ หนักหนา และ คนรวยส่วนมากเมื่อได้เงินตามเป้าหมายแล้วก็จะแสวงหาเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่สมบัติที่มี กินไปทั้งชาตินี้ก็ไม่หมด ในขณะที่อีกหลายคน ไม่รู้ว่า มื้อต่อไปจะมีกินหรือไม่ แต่ผมมีข้อสังเกตุนิดว่า พอคนเรารวยแล้วไม่ค่อยคืนกำไรสู่สังคม หรือว่าคืนเพราะมีผลประโยชน์ เสมอ
เอาเฉลยที่เหลือมะ ?
November 25th, 2009 at 9:27 am
เอาครับ
November 26th, 2009 at 10:15 pm
มีข่าวมาฝากครับ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8571637/X8571637.html
“สภาเวียดนามไฟเขียวโครงการนิวเคลียร์-เขื่อนไฟฟ้า”
November 27th, 2009 at 12:59 am
เราต้องเป็นประเทศที่ น่าอยู่ หรือ น่าลงทุนละครับ เป้าหมายของชีวิตคืออะไร เงินหรอ มีเงินคนไทยรวย แต่ว่า ต้องมามีคุณภาพชีวิตที่เหมือนมาบตาพุต หรือแหลมชบัง
เห็นช้างขี้ ก็จะขี้ตามช้าง ใครไม่รู้พูดไ้ว้น่าคิด บ้านเรา ปลูกอะไรก็ขึ้น ถ้าไม่ขี้เกียจนัก ดินฟ้าอากาศเลี้ยงตัวได้สบาย ขอทานก็มีแค่พวก คนพิการ มาเฟีย กับ ไม่สู้ชีวิตเท่านนั้น คนแก่ไม่มีหรอก ขอแค่ผู้นำดีหลัง มหาวิบากกรรมของประเทศ
ผมขอแสดงทรรศคติส่วนตัวแบบนี้ว่า ถ้าบ้านเรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีมลภาวะ และ ร้อน มาก ญี่ปุ่นปิดข่าวคุณภาพชีวิตตลอดหลัง Fat boy บอมม์ ที่ประเทศเขา เขาพยายามผลัก โรงงานออกนอกประเทศ ไทยถ้ามีพลังนิวเคลียร์ขึ้นมา ป่าหมดแน่ๆ ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นโรงเรียนสมุนไพร เป็นแหล่งวิจัยยา และอุตสหกรรมในอนาคตคือยารักษาโรค ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่รองจากอาหาร ในอนาคต ไม่มีใครพูดถึง
ในแง่ยุทธศาสตร์ (ขอคำยืนยันจากท่านสุมาอี้ด้วยครับ)ประเทศเรามีทำเลที่ดีที่สุดในโลก ผู้คนจิตใจดี และ ปัจจัย 4 ราคาถูก และคุณภาพสุงสุดและสด เพราะว่าทุกอย่างมัีนปลุกขึ้นบนดินหมด อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ยา เกิดจาก ดิน และ ธรรมชาิิติเลี้ยง ภัยธรรมชาิติก็น้อย
มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อไหร่ เิงินลงทุนจากนอกไหลมา เราเตรียมตัวเป็น นิคมอุตฯของ ชาติอุตสหกรรมได้เลย เพราะว่ากระแสโลกจะหมุนไปทางเสื่อมเป็นธรรมดา และนี้คือตัวเร่ง แค่ปัญหาขยะใกล้ๆตัวที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีปัญญาจะบริหารได้เลย ยังดีที่นักการเมืองทะเลาะกัน และศาลยังพอมีความยุติธรรมบ้าง
สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยคือ ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรเสีย อะไรมีประโยชน์จริงๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยทันคนต่างชาติ เลห์เหลี่ยมต่างชาตินั้นแพรวพราว เขารู้ว่าเราต้องการอะไร เขาจะอ่อยเหยื่อแล้วก็ตกเป็นเบี้ยล่าง โรงงานทั้งหลายมีภาระผูกพันยาว และย้ายไม่ได้ พลังนิวเคลียร์มีคุณอนันต์ แต่ ก็ มหันต์โทษ ประชากรเราแค่นี้ เอามาเพื่ออะไรหรือ หรือแค่ความอยากแบบไม่สนใจลูกหลาน พอมีเรื่องหาผู้รับผิดชอบไม่ได้สักคน
ไม่ได้ต่อต้านความเจริญทางวัตถุแต่ว่าความเจริญที่ไม่คุ้มกับผลข้างเคียงและผลระยะยาว เอากันมั้ย ผุ้บริหารชอบคิดด้านได้ ไม่ค่อยคิดด้านเสีย NGO (ที่ดี) คิดด้านเสียให้กับผู้บริหารแต่ว่าถ้ามีใจเป็นธรรม ก็คุยกันได้
นึกเสียว่าผมมีหน้าที่บริหารประเทศ ผมจะต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะเป็นธุรกิจที่แค่สร้างสนามบินให้พอ และ กระจายแหล่งท่องเที่ยงเชิงธรรมชาติ แค่นี้ ก็มีรายได้มากกว่ากู้ IMF ทั้งรักษาธรรมชาติ และ สร้างคุณภาพชีวิตผู้คนในประเทศที่น่าอาศัย
และทำไมทางเลือกพลังงานมัีนต้องมาใช้นิวเคลียร์ รถลังงานไฟฟ้ากำลังแทนที่่น้ำมัน พลังงานที่ไม่มีวันหมด เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ กำลังอยู่ในการวิจัยทั่วโลก ปล่อยเวียดนามเจริญไปเถอะครับ อุตสหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลไม่ใช่ทางของประเทศเรา การพัฒนาที่นำไปสู่ความพินาศมันสอนเราให้ศึกษาประวัติศาสตร์ ประเทศที่เจริญขีดสุดจะถูกความเจริญทำลายตัวมันเอง ช้าเร็วก็ว่ากันไป เมืองแอตเลนติส จมอยู่ใต้ทะเล อย่างฉับพลัน ไม่รู้ว่าคนประเทศนั้นเป็นไงบ้าง และข่าวน้ำแข็งละลายทั่วโลกเป็นสิ่งที่สวนทางกับ GDP ที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เรากำลังเล่นอะไรกันอยู่? โลกเรามีทรัพยกรธรรมชาติรองรับผู้คนได้สบายๆ ยกเว้น สนองตัณหาที่ไม่จบของประเทศเพียงประเทศเดียว (ขออนุญาติคุณนรินทร์ระบายสิ่งที่อยู่ในใจ พอดีความเห็นนี้จี้จุดพอดี)
November 27th, 2009 at 1:35 am
ก.และ ช. พบเห็นได้ทั่วไปในกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ ขับ รถนอกราคาแพง มีกิ๊กเพราะตอนหนุ่มทำแต่งาน ปล่อยเมียแก่เล่นไพ่ที่บ้านเพราะไม่มีไรทำ เลี้ยงลูกด้วยเงิน และให้แฟนที่ไม่ค่อยมาหาพ่อแม่ ดูแลแทน คนกลุ่มนี้จะกระโจนไปหาสิ่งที่เรียกว่าหน้าตาของสังคม และ ทำทุกทางให้ตัวเองมีอำนาจ ชื่อเสียง เพราะเข้าใจว่านี้คือบารมี แต่ไม่เคยมีความพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี ได้รับ จัดเป็นกลุ่มบริโภคนิยมสุดโต่ง กลุ่มนี้หน้าตาสวยหล่อ อ้วน ผิวดี แต่ยิ้มแบบเครียดๆ ไว้ตัว เรียกว่ากลุ่มหน้าชื่นอกตรม(บางเวลา)
ข.และ ฉ. กลุ่มคนนี้ หน้าตาทุกข์(แม้เคยสวยหล่อตอนหนุ่ม) ไม่ค่อยยิ้ม เครียด จน กินเหล้า ทำงานหนัก แต่รายได้น้อย ไม่พอค่ารักษาตัวเวลาป่วย แก่ไปก็พึ่งเิงินสวัสดิการรัฐอย่างเดียว แก่ไป มีแต่ภาระเลยโดนลูกหลานทิ้ง กรรมจริงๆๆ ทำบุญ ก็หวังรวยอย่างเดียวไม่เอาอะไรมากชาติหน้าขอเกิดเป็นกลุ่มคน ก. ถ้าดีหน่อยก็จะปลงชีวิตได้มากกว่าคนทีเงิน เรียกว่าต้นดีแต่ปั้นปลายชีวิตร้าย หรือต้นร้ายปลายก็ทุกข์ เรียกกลุ่มนี้ว่า หน้าทุกข์ฺอกตรม (ตลอดเวลา)
ค.และ ซ. พระที่บรรลุธรรม กับคนที่บรรลุธรรมแต่ไม่ใช่พระ ก็สร้างตัวให้ความลำบากทางกายมาเยือนช้าลง ลดความทุกข์ทางกายด้วยปัญญา และ อยู่กับธรรมชาติ แสวงหาความสงบ ไม่ยุ่งเกี่ยวผู้คน คนกลุ่มนี้ จะควบคุมความรวยได้ด้วย เพราะหาตามที่จำเป็นใช้จริงๆ ไม่มีหาเกิน หรือว่า ขัดสน เพราะไม่เอา แต่ก็ไม่จนที่ไม่จนเพราะว่าพอแล้ว แต่ความสามารถหาเงิน มีมาก กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มดีสองประเภทหนึ่ง ดีที่สุดรองจากข้อ ฉ. เรียกว่ากลุ่มหน้าชื่นอกชม
ง. ครึ่งหนึ่ง เป็นคนรวยทางโลก (ก.)ที่ไม่รู้จักพอ รู้จักหยุด วิ่งตาม กิน กาม เกียรติ ตามค่านิยมสังคม ใครว่าดี ก็ตามเขาไป ลึกๆ ไม่รู้จักตัวเอง เพราะว่ากลัวจะสุญเสียทุกอย่าง และอีกครึ่งคือคนจนภายนอก(ข.) กลุ่มนี้แก่ตัวไปขอให้ชาติหน้าอย่าทุกข์แบบนี้อีกเลยลำบากเหลือเกิน แต่กลุ่มนี้ดีหน่อยคือ ยังมีโอกาส หยุด หาธรรมะ และกล้าค้นหาสาเหตุความทุกข์จริงๆ เพราะว่า ก็ลำบากกายอยุ่แล้ว มีโอกาสเข้าหาธรรมะง่าย เพราะว่า เป็นกลุ่มเป้าหมายของศาสนาทุกศาสนาคือ ต้องโดนทุกข์ไล่มาก่อน คำตอบคล้ายเฉลยข้อแรก กลุ่มนี้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ความคิดขัดแย้ง เดี๋ยวทำดี เดี๋ยวทำชั่ว ไม่เข้าใจศาสนา เอาอารมณ์ว่าอะไรดีถูกใจก็เอาอันนั้น เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มเดี๋ยวชื่นเดี๋ยวตรม คนกลุ่มนี้ กรรมเก่าลิขิตปัจจุบันมาก เพราะว่าชีวิตฟลุ๊กบ่อย เช่นค้าขายเกิดรวยโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือจนแบบไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน กลุ่มนี้นิยม ไหว้ทุกอย่างที่เขาว่าดี ชอบทำบุญ แต่ไม่ค่อยละบาป
จ. ผ่านตอบแล้ว
November 27th, 2009 at 12:57 pm
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำโลกร้อนน้อยกว่าพวกโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิลเยอะครับ ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้เราจะลดโลกร้อนได้มาก ทุกวันนี้ฝรั่งเศสใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50% แล้ว
November 27th, 2009 at 7:04 pm
โอ้วว สุดยอดครับ เปิดใจ ห้อนแขวนเสียงภายใน แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ดีครับ
ตอนแรกนึกว่าจะมีแต่คนโพสต์ประมาณว่า “ทำไมไทยไม่ทำซักที, เวียดนามเค้าไปไหนแล้ว ฯลฯ” ซะอีกนะครับ ฮ่าๆๆ
ในความคิดผมนะครับ พวกเรื่องโรงไฟฟ้า เขื่อน ฯลฯ ที่เค้าบอกว่าไทยมีพลังงานไม่พอใช้ ต้องซื้อชาวบ้าน ผมว่ามันก็โอเคนะ เพื่อรักษาไว้ซึ่งทุนทางสังคม ทุนทางนามธรรม ทุนทางธรรมชาติ ทุนทางสังคม ฯลฯ ทุนทางอะไรหลายๆ ซึ่งไม่ใช่ทุนทางวัตถุ ของพวกนี้มันวัดผลไม่ได้ด้วยตัวเลข และไม่ได้วัดผลกันในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า (กว่าจะรู้ว่าการเลี้ยงลูกด้วยเงิน มีผลเสียต่อสังคม ต่อรอบข้างขนาดไหน ก็นู้น ตอนลูกโตอายุ 30-40-50 ปีนู้นน)
ถ้าคิดแบบแยกส่วนมองด้านวัตถุอย่างเดียวก็ต้องบอกว่า “ไทยแย่ ทำไมไม่พัฒนาซักที”
ถ้าคิดแบบมหภาค มองหลายๆ ส่วนร่วมกันก็ต้องบอกว่า “ไทยไม่พัฒนาซักที ก็(อาจจะ)ดีนะ”
เศรษฐศาสตร์เป็นของการบริหารความขาดแคลน ผมคิดว่าถ้าเปลี่ยนจากมุ่งศึกษาเรื่องความขาดแคลนทางวัตถุ มาศึกษาเรื่องความขาดแคลนในด้านอื่นๆ (ทางธรรมชาติ ทางสังคม ทางนามธรรมต่างๆ) โลกคงพัฒนาไปในแบบที่ “คราทู” ต้องการครับ
ปล. Blog คือ แหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ ถ้าทุกคน Open mind, Open hearth, Open will แล้วมาแลกเปลี่ยนกันเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะดีไม่น้อยครับ
November 30th, 2009 at 4:31 am
ยังแรงได้อีก กระทู้งานเข้า ขอบคุณท่านโจ๊กที่ได้แอบมาแสดงความเห็น โปรโมชั่น save 50%นี้ของท่านน่าสนใจจริงๆ แต่ความเห็นของผมเป็นแบบ สวนกระแสโลก ไม่ได้ขวางโลกขนาดสุดโต่ง
ผมกลับมาอ่านอีกที่พบว่ามี อารมณ์เข้าไปในตัวอักษรอยู่มาก ก่อนอื่นขอแก้คำว่า แค่ปัญหาขยะ ยังไม่มีปัญญาแก้เลย อันนี้ขอแก้ต่างใหม่ว่า( มีปัญญาแก้แต่ว่า มีเรื่องอื่นสำคัญกว่าหน้าที่หลักคืองานของแต่ละคน)
คนไทยรู้อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด (แต่บางครั้่งก็หน้ามึดไป) คนไทยไม่ทันเหลี่ยมต่างชาติ (แก้ต่างว่า ฝรั่งไม่ได้เอาเปรียบไทย แต่ว่าถ้าเลือกประโยชน์ของคนในชาติ แต่ละเผ่าพัีนธ์ก็จะเลือกรักษาเผ่าตัวเองไว้ก่อน แม้ว่าสุดท้ายจะกอดคอกันตายหมู่ก็ตาม) คนไทยทันคน (แต่คนที่ทันคนนั้น ไม่ได้มีหน้าที่ที่สำคัญระดับชาติ บางคนก็ดูเหมือนฉลาดมากๆ พึงได้ แต่ประวัติศาสตร์ไทยก็สิ้นชาติกับคนที่ดูดีประเภทนี้)
เข้าประเด็นหลัก ความเห็นส่วนตัวของผมเป็นของคนไทย 1 ใน 65 ล้านคน แต่ถ้าแยกอารมณ์กับข้อเท็จจริง มันคือสิ่งสะท้อนออกมาว่า ทำไมเราจะต้องเลือก ว่า ถ้าจะเอาพลังงานนิวเคลียร์ เราต้องสูญเสีย อย่างที่ผมกล่าวมา จริงอยู่ ด้านดีของนิวเคลียร์น่าสนแต่แปลกที่ว่า ประเทศที่พัฒนาเช่นอเมริกา หรือ เยอรมัน กลับวิจัย สร้างพลังงานที่ไม่มีวันหมดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่างจาก ฟอสซิลซึ่งมีมลภาวะแบบ win lost ได้อย่าง เสียอย่าง แต่ ประเทศที่กล่าวมา เลือกที่จะ ได้อย่าง และ เสียอย่างที่ไม่เสี่ยงมาก เหมือน นิวเคลียร์ เพราะว่าผลกระทบด้านจิตใจนั้นรุนแรงมาก ขนาดจิตตกได้เลย นึกถึงเหตุการณ์ 911 คนที่อยู่ตึกสูงเจอเครื่องบินก็ผวากันมาแล้ว นิเราเหมือนเอาระเบิดมาฝั่งใต้ถุนบ้านเลย เจ้าของบานอาจนอนหลับเพราะเหนื่อยแต่ ว่าหลับสนิทจริงหรือ
http://www.thairath.co.th/content/oversea/1863 ข่าวเร็วๆนี้
http://www.thairath.co.th/content/oversea/48594 อันนี้บ้านเขา(usa) มีรั่ว
http://www.thairath.co.th/content/region/6168 อันนี้บ้านเราเริ่มตามกระแส
แต่หารูปที่เยอรมันเอาที่นามาติดพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไร่ๆ ไม่เจอ (ถ่ายจากมุมสูง) ถ้ามาติดบ้านเรา อีสานทั้งแถบ คือ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าตอนไม่ได้ทำนา ชาวบ้านก็มีเงินใช้ด้วย เพราะบ้านเราแดดฟรี+ที่ราบเยอะ ยุโรปบางที่ แดดไม่พอทำ เอาง่ายๆให้เด็กปตรีบ้านเราไปคิด แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดกระจกตึกในกรุงเทพฯได้ รับรองประหยัดค่าไฟ office ตึกได้ปีละเป็นล้าน
จริงๆเราไม่จำเป็นต้องตามฝรั่ง หรือรอให้เขาเริ่มก่อนก็ได้ เพราะว่า คนเหมือนกัน พัฒนาได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ ดีได้ โดย มีเงื่อนไขคือปัญหามากระตุ้นนิดหน่อย แต่นิสัยคนไทยบางคนไม่ค่อยแสดงออกเท่านั้น เพราะว่าอยู่ท่ามกลาง สิ่งทีฝรั่งเรียกว่า เมืองไทยมีดีทุกอย่างแต่เสียอย่างเดียวที่มีคนไทยอยู่ (อันนี้ผมได้ยินมานะ ไม่รับรองข้อเท็จริง) ขำครับ เขาว่ามาอีกทีนึง
November 30th, 2009 at 4:49 am
Promotion ลด 50% น่าสน! แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าแลกด้วยการเอาระเบิดมาฝั่งไว้ใต้ถุนบ้านผมเอง ผมคงไม่เอาเพราะว่า หลับไม่ลง ถึงหลับลง ผมคงไม่สนิทเพราะกลัวสะดุ้งขึ้นมา แล้วไปอยู่อีกโลกนึงแล้ว ข่าว ที่ USA ก็มีข่าวรั่วนะ http://www.thairath.co.th/content/oversea/48594 ขนาดคุณภาพคนเขาสูงขนาดนั้น บ้านเราเกิดอารมณ์บ่อจอยกัน ไปล้อม โรงงานนิวเคลียร์หรือเอามาเป็นตัวประกัน คงไม่สนุก
ที่เยอรมัน เขาเอาที่นาที่สวน ในไร่กว้างๆ มาติดแผงโซล่าเซลล์ กว้างขาดเป็นไร่ๆ ถ้าเอามาติดที่อิสานทั้งภาค ผมว่า อิสานเหลือพลังงาน แถมแบ่งขายเขมรได้อีก เพราะแดดเราได้ฟรี หน้านาก็เก็บ ทำนาต่อไป
คนไทย ขาดโอกาสคิดและทดลอง ชาติอื่นเขาคิด แล้ว ทำได้ก็จริง แต่ผมเชื่อว่าลึกๆ คนไทยทำได้ดีกว่า
ถ้ามีโอกาส
บางที่ Game theory อาจจะมีทางเลือกที่ win win ก็ได้ ถ้าถึงเวลา เพราะตามหลัก ทฤษฎีกรรมนั้น มีการกระทำบางอย่าง มีผมเป็นสุข และ มีวิบาก(ระยะยาว) ที่เป็นสุขเหมือนกัน เช่น การปลุกต้นไม้ ขณะทำ ก็มีความสุข ความภูมิใจว่าได้ช่วยรักษาโลก ลดโลกร้อน และเมื่อเราแก่ตัว ต้นไม้ก็มาให้อากาศที่บริสุทธ์เรา เป็นร่มบังแดดเวลาเรานัดเจอคนรัก เป็นยารักษาเราตอนแก่ แถมกิ่งไม้ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ และ ผมของก็ได้กิน เป็นอาหาร แถมป้องกันภัยธรรมชาติได้อีก ฯลฯ เป็นต้น ^ ^’
November 30th, 2009 at 5:06 am
บางที่เราอาจควบคุมให้เตาพลังงานนิวเคลียร์ไม่ให้รั่วไหลได้เกือบ 100% แต่เราไม่อาจควบคุมไม่ให้เกิดแผ่นดินใหวได้เลยแม้แต่ 1% เครื่ีองวัดแผ่นดินใหวที่ว่าสุดยอดบนโลกมนุษย์ กลับ ไม่ทันกาล เมื่อเทียบกับนกบางชนิด
บางที่ มนุษย์ก็ทนงตน หรือมีค่านิยมตนทีสูงกว่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆในโลกเรา ขนาดที่ไปกำหนดชีวิตมัีน ขนาดสุนัข จมูกมันยังแยกกลิ่นได้นับ 1000 กลิ่น จมูกคนยังแพ้เลย มันสามารถรู้ว่า คนนี้เป็นใครโดยไม่ต้องดู หรือแค่ได้กลิ่นมันก็วิ่งมาหาเรา แต่คน บางครั้งดมก็แล้ว ยังไม่ีรู้ว่า คนนี้เป็นใคร
ยังไม่นับความพ่ายแพ้ต่อสัตว์อื่นๆ ที่มีความสามารถบางด้าน สูงส่งเกิน วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดบนโลกมนุษย์ เพราะว่าวิทยาศาสตร์ยัีงมีงานต้องทำอีกมาก นี้อาจเป็นเพียง 10% ของวิทยาศาสตร์ที่สร้างสิ่งต่างๆบนโลกโดยการเลียนแบบและศึกษาจากธรรมชาติ
นวัตกรรม ทางเทคโนโลยี วันนี้ ถ้าเราเกิดเมื่อ 100 ปีก่อนเราคงไม่อาจจินตนาการได้ และอีก 100 ข้างหน้าละมีใครบอกได้ใหมว่าจะเกิด อีก
November 30th, 2009 at 7:51 am
ถ้าใช้โซล่าร์เซลล์ก็ต้องขึ้นค่าไฟอีกสามเท่าตัว ถ้ากลุ่มคนที่ประท้วงโรงไฟฟ้านิวเคลียส์รับรองว่า จะไม่ออกมาประท้วงเรื่องค่าไฟ ก็สามารถใช้โซล่าร์เซลล์ได้ครับ
คนบางกลุ่ม บอกว่า โน้นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี แต่ตัวเองก็ยังคงบริโภคไฟฟ้าอยู่ทุกวัน ไม่ยอมหันกลับไปขี่เกวียนเป็นตัวอย่าง ก็นับว่าแปลกอยู่เหมือนกัน
ผมยังจำได้ว่าตอนกรุงเทพจะสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินก็มีคนออกมาประท้วงบอกว่า สร้างไม่ได้ เพราะกรุงเทพดินนิ่ม นสพ.ก็บ้าจี้เชื่อตามนั้น กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา นึกย้อนกลับไปนับว่าเป็นเรื่องที่ปัญญาอ่อนเอามากๆ ออกแนว 2012 สุดๆ
คนสมัยนี้ชอบพูดจาซี้ซั้ว ไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริง เอาแค่ให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเดียวก็พอ ถ้าเราบ้าจี้เชื่อตามไปหมดทุกอย่าง เราก็ตกเป็นเครื่องมือของเขาอย่างเดียว
November 30th, 2009 at 8:50 am
รบกวนสอบถามคับพี่ พี่พูดถึงรถไฟฟ้าพอดีเคยได้ยินมาว่าการที่ไทยไม่มีรถไฟฟ้าหรือมีช้าเพราะว่าญี่ปุ่นเค้าวางแผนให้ไทยไม่มี ญี่ปุ่นพยายามให้ไทยกู้ยืมเงินไปสร้างถนน ทางด่วน สะพานฯลฯ เพราะญี่ปุ่นจะได้ขายพวกรถได้เยอะๆ พี่มีความคิดเห็นว่าจริงหรือมีเค้าอย่างไรบ้างคับ ขอบคุณคับ
November 30th, 2009 at 10:17 am
ผมทำงานเกี่ยวกับพลังงาน
พลังงานที่ดีที่สุดคือ พลังงานจากธรรมชาติ ครับ เเต่ค่าใช้จ่ายมันเเพงมาก
เรื่องนิวเคลียร์ เทคโนโลยีมันมีมามากพอสมควรเเล้ว เรื่องความปลอดภัยไม่ห่วงเท่าไหร่
เเต่ เชื่อเถอะว่า ไม่มีวันได้สร้างในประเทศไทย เพราะสังคมไทย โดน จัดการโดยสื่อ
สื่อจะชี้จุดอ่อนโครงการให้เห็น เเละก็จะย้ำๆๆๆๆๆ จนซึมไปในกะบาล จนเป็นความเชื่อ
ด้านดีจะไม่มีใครพูด จะตีเเต่ด้านเเย่ให้จมดิน ให้มีส่วนดีซัก 80% เเย่ซัก 20 %
ก็ตีว่าเเย่เเล้ว เป็น Perfectionist กันไปหมด
สุดท้ายคงรอให้เวียดนามสร้างก่อน เเล้วค่อยทำตามถ้ารั่วก็ ตายกันหมดทั้ง เเถบ
November 30th, 2009 at 3:51 pm
ไม่เชิงบังคับ แต่ต้องยอมรับว่ามีอิทธิพล
เพราะประเทศที่เหมาะจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์จะต้องมีตลาดในประเทศที่ใหญ่ด้วย เพื่อให้ขายในประเทศอย่างเดียวก็คุ้มทุนแล้ว เวลาส่งออกจะได้แข่งราคากับคนอื่นได้ ดังนั้น ถ้ามีรถไฟฟ้า ตลาดในประเทศก็เล็กลง ถ้าญี่ปุ่นเห็นว่าไม่คุ้มทุนเมื่อไร ก็จะไม่ลงทุนเพิ่ม เราอยากให้เข้ามาลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เราก็เลยต้องง้อเขา
November 30th, 2009 at 5:37 pm
ผมเคยไปถามราคาโซล่าร์เซลล์มา ระยะเวลาคืนทุนคือ 11 ปี ซึ่งตอนนั้นก็ไม่แน่ใจว่าแผงวงจรจะพังไปก่อนหรือไม่
ที่ต่างจังหวัดนิยมกันเป็นเพราะในบริเวณที่การไฟฟ้าไม่ได้เดินเสาไฟฟ้าเข้าไป แพงก็ยังดีกว่าไม่มีใช้ แต่ถามว่ามันเวิร์คหรือมั้ย ก็ลองไปถามชาวบ้านดูเองละกัน
โซล่าร์เซลล์นอกจากจะแพงมากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนอีก เพราะแดดเกิดอยากจะมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่มาซะงั้น แต่การจ่ายไฟฟ้าทุกวันนี้ ต้องการความสม่ำเสมอสูงมาก ไหนจะโรงพยาบาล ไหนจะเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
อเมริกาวิจัยมาก แต่ทุกวันนี้มันทดแทนโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ได้หรือเปล่าล่ะ ยังห่างไกลอีกมากเลย พวกพลังแสง พลังลม พวกนี้ต้นทุนสูงลิ่ว ประเทศที่ร่ำรวยมากๆ ถึงจะใช้ได้ มันเหมาะกับประเทศไทยตรงไหนครับ
ของทุกอย่างถ้าคิดขึ้นมามันก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละครับ ผมเชื่อเลยว่า คนที่กลัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว ถ้าเขาเกิดเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว เขาจะต่อต้านการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด เพราะกลัวว่า ไฟฟ้าจะดูดคนตาย แต่ถึงวันนี้เราก็รู้แล้วว่า แม้ว่าไฟฟ้าจะทำให้คนตายได้ แต่ไฟฟ้ามันมีประโยชน์มากกว่าโทษ
December 1st, 2009 at 8:29 am
ถ้าเราร่วมลงทุนเป็น Joint Venture สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม,พม่า, ลาว หรือ เขมร!!!
แล้วก็มีบริษัทที่ทำหน้าที่ import ไฟฟ้าเข้ามาขายในประเทศไทย!!!
อยากขอความเห็นพี่โจ๊กช่วยวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ของกรณีนี้ได้ไหมครับผม
ขอบคุณล่วงหน้าครับผม
December 1st, 2009 at 9:28 am
When talking about energy, most of people become objective, imaginative rather than scientific.
Nuclear power is the best way to generate electric power for most country because it is considerable cheap and “SAFE”. I would like you to relate the safety of Nuclear power plant to the Air transport. Their failure rate is pretty low but when it becomes a headline news when that failure is happened. Then the badness of Nuclear power is further exagerated by the media.
Around the globe,
How many Coal&fossil power plant failed per year? (few hundread)
How many Nuc power plants leaked or exploded per year? (0.0x, isn’t ?)
Then,
How many car accidents per year? (infinitely many)
How many plane crashed per year? (less than few ten?)
Based on the research worked done at GE in 2002, the wind power is the cheapest way of the electricity production so far if there was a strong wind in that area, like in Western Europe. It is 10-20% cheaper than Nuclear. This is the reason why Denmark has the largest installed wind power plants. Unfortunately Thailand does not have strong wind enough to make this technology viable.
The break even point for the PV power (photovoltaic power or solar cell)is 20 years, without government subside. It will be 10-15 years depending on the government largesse. With the expected inflation and interest rate, you can project what the current enery price from PV is. Sometimes the policy makes the bad technology look good. No one is sure about its service life of the PV panels but most PV vendors now offer 20 years warranty.
To make PV technology competitive (again w/o subside), it requires quantum leap or huge manufacturing improvement to cut the PV panel cost by 10 folds.
When I was undergrad, I was told that next 10 years PV would be an affordable technology. Now I am in grad school, I recently hear that it will be competitive within next 5 years. Let’s see.
Why the blog evolve to this point? It is about investment, isn’t it?
December 1st, 2009 at 10:01 am
ตอนนี้บ้านเราก็มีนโยบายไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้านแล้วนำเข้าไฟฟ้าเข้ามาแทน เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศโดนต่อต้านอย่างมาก อีกหน่อยก็คงต้องทำแบบนี้ เพราะไม่งั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง
December 1st, 2009 at 11:11 am
ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงครับ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
December 1st, 2009 at 6:35 pm
แสดงว่าพนักงานขายที่บอกผมเว่อร์แบบสุดๆ บอกว่าระยะคืนทุนแค่ 11 ปี ฮึ่มๆๆๆ
จะว่าไป บล็อกนี้มีวิศวกรไฟฟ้าอ่านเพียบเลย
December 5th, 2009 at 6:05 pm
บทความแนะนำครับ
http://cheechud.blogspot.com/2009/12/blog-post_04.html