เคยสงสัยกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่จริงแล้วอะไรกันแน่ทำให้ประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมา
หลายคนบอกว่า การศึกษา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า มีหลายประเทศที่คนเรียนสูงมากๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ อินเดียกับฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยดีๆ เยอะมาก แต่จบออกมาแล้วก็หางานที่เหมาะกับวุฒิการศึกษาในประเทศตัวเองไม่ได้ ต้องออกไปหางานโปรแกรมเมอร์หรือบุรุษพยาบาลในต่างประเทศแทน เพื่อนผมไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล พบว่าลูกหาบหลายคนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พอถามว่าทำไมต้องมาทำงานแบบนี้ เขาบอกว่ามันคือเป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศแล้ว
การศึกษามีประโยชน์แน่ แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ
ถ้าถามผมว่าประเทศเจริญได้อย่างไร ผมเชื่อในกฏข้อแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดครับ นั่นคือ “พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ” ถ้าอยากให้ประเทศเจริญมาก ต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามากๆ ครับ แค่นั้นแหละครับ
ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่า ประเทศที่เจริญที่สุดในยุโรปคือ เยอรมัน ส่วนประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียคือ ญี่ปุ่น ใช่มั้ยครับ ทั้งสองประเทศนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ เคยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองทั้งคู่ ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองจะถูกผู้ชนะกดให้ทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล การที่ประชาชนถูกกดให้อยู่ในสภาพที่บีบคั้นเช่นนี้เป็นเวลานานได้กลายเป็นแรงผลักดันให้คนในชาติถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น ในที่สุดทั้งสองประเทศนี้ก็เลยพลิกกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดได้ในเวลาต่อมา รวยกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก
เห็นมั้ยครับว่าการมีแรงจูงใจมีผลมากแค่ไหน
หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ ประเทศเขตหนาวมักเจริญมากกว่าประเทศที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อากาศหนาวทำให้วิถีชีวิตจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงช่วยบ่มเพาะนิสัยในการถีบตัวเองด้วย ถ้าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ดินปลูกอะไรก็ขึ้น เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเท่าไร เพราะไม่รู้จะต้องดิ้นรนไปทำไม แบบเดิมก็สบายอยู่แล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Dutch Disease แนวคิดนี้บอกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศนั้นไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อประเทศสามารถขายทรัพยากรกินไปเรื่อยๆ ได้ ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนพัฒนาอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังเป็นโรคนี้อยู่ วันหนึ่งเมื่อน้ำมันหมดลง ประเทศเหล่านี้จะลำบาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมไว้รองรับเท่าที่ควร โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ มักถูกเลื่อนออกไป เพราะอุตสาหกรรมเหนื่อยกว่า กำไรน้อยกว่า การขายน้ำมัน ไม่มีใครอยากทำ
ผมเชื่อในทฤษฏีเรื่องกบในน้ำอุ่น ที่บอกว่า มีกบอยู่สองบ่อ บ่อแรกเอาน้ำเดือดสาดลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาทันทีทำให้รอดตาย แต่บ่อที่สองค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิแบบช้าๆ กบจะไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย จนกระทั้งอุณหภูมิไปถึงจุดเดือด กบก็จะตายอยู่ในบ่อโดยไม่รู้ตัว คนเราก็เป็นเหมือนกบนั่นแหละครับ คนสองคนที่เหมือนกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันต่างกัน ผลผลิตก็ต่างกันครับ
การมีภัยคุกคามจากภายนอกกลับเป็นของดี เพราะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเราเพื่อให้เราสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา นั่นแหละครับ
อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากภัยคุกคามเท่านั้น ที่จริงแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศอยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ย่อมป็นสาเหตุทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งนั้น ที่จริงแล้ว หลายประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ก็มาจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วต้นเหตุจริงๆ ก็มาจากการมีแรงจูงใจอันนี้แหละครับ ผมจึงมีทฤษฏีว่า ประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นให้อยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าเดิมมากกว่า จะมีโอกาสเจริญได้มากกว่าประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้มีภัยคุกคามจากภายนอกมากระตุ้น คือ การสร้าง Reward Systems ของสังคมที่ดี ขึ้นมา สิ่งนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจของประชาชนโดยตรงเลย เอาผมไว้จะมาเขียนถึงเรื่องนี้ต่อครับ

ตาม comment ที่ 38 นั้น
อเมริกา สร้างข้อได้เปรียบด้วย reward system เต็มๆ เอาไว้จะเขียนถึง.. ยังรอพี่โจ๊กเขียนอยู่นะครับ (ติดตามอ่าน)
บทความแนะนำครับ
http://cheechud.blogspot.com/2009/12/blog-post_04.html
แสดงว่าพนักงานขายที่บอกผมเว่อร์แบบสุดๆ บอกว่าระยะคืนทุนแค่ 11 ปี ฮึ่มๆๆๆ
จะว่าไป บล็อกนี้มีวิศวกรไฟฟ้าอ่านเพียบเลย
ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงครับ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
ตอนนี้บ้านเราก็มีนโยบายไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้านแล้วนำเข้าไฟฟ้าเข้ามาแทน เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศโดนต่อต้านอย่างมาก อีกหน่อยก็คงต้องทำแบบนี้ เพราะไม่งั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง
When talking about energy, most of people become objective, imaginative rather than scientific.
Nuclear power is the best way to generate electric power for most country because it is considerable cheap and “SAFE”. I would like you to relate the safety of Nuclear power plant to the Air transport. Their failure rate is pretty low but when it becomes a headline news when that failure is happened. Then the badness of Nuclear power is further exagerated by the media.
Around the globe,
How many Coal&fossil power plant failed per year? (few hundread)
How many Nuc power plants leaked or exploded per year? (0.0x, isn’t ?)
Then,
How many car accidents per year? (infinitely many)
How many plane crashed per year? (less than few ten?)
Based on the research worked done at GE in 2002, the wind power is the cheapest way of the electricity production so far if there was a strong wind in that area, like in Western Europe. It is 10-20% cheaper than Nuclear. This is the reason why Denmark has the largest installed wind power plants. Unfortunately Thailand does not have strong wind enough to make this technology viable.
The break even point for the PV power (photovoltaic power or solar cell)is 20 years, without government subside. It will be 10-15 years depending on the government largesse. With the expected inflation and interest rate, you can project what the current enery price from PV is. Sometimes the policy makes the bad technology look good. No one is sure about its service life of the PV panels but most PV vendors now offer 20 years warranty.
To make PV technology competitive (again w/o subside), it requires quantum leap or huge manufacturing improvement to cut the PV panel cost by 10 folds.
When I was undergrad, I was told that next 10 years PV would be an affordable technology. Now I am in grad school, I recently hear that it will be competitive within next 5 years. Let’s see.
Why the blog evolve to this point? It is about investment, isn’t it?
ถ้าเราร่วมลงทุนเป็น Joint Venture สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม,พม่า, ลาว หรือ เขมร!!!
แล้วก็มีบริษัทที่ทำหน้าที่ import ไฟฟ้าเข้ามาขายในประเทศไทย!!!
อยากขอความเห็นพี่โจ๊กช่วยวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ของกรณีนี้ได้ไหมครับผม
ขอบคุณล่วงหน้าครับผม
ผมเคยไปถามราคาโซล่าร์เซลล์มา ระยะเวลาคืนทุนคือ 11 ปี ซึ่งตอนนั้นก็ไม่แน่ใจว่าแผงวงจรจะพังไปก่อนหรือไม่
ที่ต่างจังหวัดนิยมกันเป็นเพราะในบริเวณที่การไฟฟ้าไม่ได้เดินเสาไฟฟ้าเข้าไป แพงก็ยังดีกว่าไม่มีใช้ แต่ถามว่ามันเวิร์คหรือมั้ย ก็ลองไปถามชาวบ้านดูเองละกัน
โซล่าร์เซลล์นอกจากจะแพงมากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนอีก เพราะแดดเกิดอยากจะมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่มาซะงั้น แต่การจ่ายไฟฟ้าทุกวันนี้ ต้องการความสม่ำเสมอสูงมาก ไหนจะโรงพยาบาล ไหนจะเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
อเมริกาวิจัยมาก แต่ทุกวันนี้มันทดแทนโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ได้หรือเปล่าล่ะ ยังห่างไกลอีกมากเลย พวกพลังแสง พลังลม พวกนี้ต้นทุนสูงลิ่ว ประเทศที่ร่ำรวยมากๆ ถึงจะใช้ได้ มันเหมาะกับประเทศไทยตรงไหนครับ
ของทุกอย่างถ้าคิดขึ้นมามันก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละครับ ผมเชื่อเลยว่า คนที่กลัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว ถ้าเขาเกิดเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว เขาจะต่อต้านการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด เพราะกลัวว่า ไฟฟ้าจะดูดคนตาย แต่ถึงวันนี้เราก็รู้แล้วว่า แม้ว่าไฟฟ้าจะทำให้คนตายได้ แต่ไฟฟ้ามันมีประโยชน์มากกว่าโทษ
ไม่เชิงบังคับ แต่ต้องยอมรับว่ามีอิทธิพล
เพราะประเทศที่เหมาะจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์จะต้องมีตลาดในประเทศที่ใหญ่ด้วย เพื่อให้ขายในประเทศอย่างเดียวก็คุ้มทุนแล้ว เวลาส่งออกจะได้แข่งราคากับคนอื่นได้ ดังนั้น ถ้ามีรถไฟฟ้า ตลาดในประเทศก็เล็กลง ถ้าญี่ปุ่นเห็นว่าไม่คุ้มทุนเมื่อไร ก็จะไม่ลงทุนเพิ่ม เราอยากให้เข้ามาลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เราก็เลยต้องง้อเขา
ผมทำงานเกี่ยวกับพลังงาน
พลังงานที่ดีที่สุดคือ พลังงานจากธรรมชาติ ครับ เเต่ค่าใช้จ่ายมันเเพงมาก
เรื่องนิวเคลียร์ เทคโนโลยีมันมีมามากพอสมควรเเล้ว เรื่องความปลอดภัยไม่ห่วงเท่าไหร่
เเต่ เชื่อเถอะว่า ไม่มีวันได้สร้างในประเทศไทย เพราะสังคมไทย โดน จัดการโดยสื่อ
สื่อจะชี้จุดอ่อนโครงการให้เห็น เเละก็จะย้ำๆๆๆๆๆ จนซึมไปในกะบาล จนเป็นความเชื่อ
ด้านดีจะไม่มีใครพูด จะตีเเต่ด้านเเย่ให้จมดิน ให้มีส่วนดีซัก 80% เเย่ซัก 20 %
ก็ตีว่าเเย่เเล้ว เป็น Perfectionist กันไปหมด
สุดท้ายคงรอให้เวียดนามสร้างก่อน เเล้วค่อยทำตามถ้ารั่วก็ ตายกันหมดทั้ง เเถบ