0134: สามก๊ก

 

ยุคสามก๊กเริ่มตั้งแต่ปลายราชวงศฮั่น ฮ่องเต้อ่อนแอตกอยู่ใต้การควบคุมของขันที 10 คน ซึ่งเอาแต่สนใจเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน จนปล่อยให้ประเทศขาดคนดูแลความสงบเรียบร้อย จึงมีแต่โจรโพกผ้าเหลืองที่ออกปล้มสะดมชาวบ้านเอาตามอำเภอใจ ประเทศขณะนั้นมีสภาพเป็น Failed State ไม่ต่างอะไรกับอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ขุนนางทั้งหลายทั้งอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด กองซุนจ้าน เล่าเจียง ฯลฯ เห็นราชสำนักอ่อนแอก็ฉวยโอกาสตั้งตนเป็นใหญ่ครอบครองหัวเมืองต่างๆ อำนาจรัฐถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ที่มีกำลังใกล้เคียงกัน สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีการรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายตลอดเวลาเพื่อแย่งชิงอำนาจจากกลุ่มที่มีกำลังใกล้เคียงกัน ไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะฝ่ายอื่นก็จะมารุกรานอยู่ดี คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบของสงครามตลอดเวลา

ผู้มีอำนาจเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงหวังครอบครองแผ่นดินทั้งสิ้น เวลาแบบนี้ไม่มีใครคิดถึงบ้านเมืองเท่ากับตัวเอง ลิฉุย กุยกี ฆ่าขันทีชั่วทั้ง 10 แล้วก็บังคับฮ่องเต้แทนขันที ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองมากำจัดลิฉุยกุยกี แต่แทนที่จะคืนอำนาจให้ฮ่องเต้ก็ยึดอำนาจไว้เอง แถมเลวกว่าลิฉุยกุยกีอีก โจโฉอ้างว่าต้องการกู้ราชบังลังก์เพื่อให้รวบรวมกองทัพพันธมิตรตั้งเป็น”กองทัพธรรม”เพื่อโค้มล้มตั๋งโต๊ะแต่สุดท้ายก็แล้วโจโฉก็ยึดอำนาจเสียเองอีก การเมืองถ้าปล่อยให้ความไร้เสถียรภาพเกิดขึ้นเสียแล้ว สถานการณ์มักจะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเป็นสภาพที่ทุกคนต้องคิดเอาตัวรอดไว้ก่อน สภาพที่แย่อยู่แล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักเป็นไปในทางที่แย่ลงไปอีก เหมือนประเทศค่อยๆ ลงเหวไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าก้นเหวอยู่ตรงไหน

กลุ่มอำนาจส่วนใหญ่มักชอบอ้างความชอบธรรมของตนเองเพื่อให้มีคนยอมตายแทนเพื่อให้ตนก้าวขึ้นสู่อำนาจ โจโฉอ้างว่ามีราชโองการ อ้วนเสี้ยวอ้างว่าตัวเองมีราชโองการเลือด เล่าปี่อ้างว่าตัวเองเป็นเชื้อราชวงศ์ฮั่น อ้วนสุดอ้างว่าตัวเองมีตราแผ่นดิน ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็มีวาระส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น แก่นแท้ของการเมืองคือเรื่องการแย่งชิงอำนาจ อุดมการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงประชาชน

จุดเปลี่ยนของความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อกองทัพเจ็ดหมื่นของโจโฉ เกิด “ฟลุ๊ค” ชนะกองทัพ 70 หมื่นของอ้วนเสี้ยวได้สำเร็จ ทำให้โจโฉมีกำลังใหญ่ขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โจโฉจึงไล่ปราบลิโป้ เล่าเจี้ยง และพวกกระจอกๆ อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เหลือหนามยอกอกอีกแค่สองกลุ่มคือ เล่าปี่ กับ ซุนกวน เท่านั้น

บังเอิญว่าทั้งสองฝ่ายอ่านเกมออกจึงรีบจับมือเป็น”พันธมิตร”กัน เพราะรู้ตัวว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจโฉตีแตก อีกฝ่ายหนึ่งถูกกำจัดได้ในที่สุดเพราะขนาดจะยิ่งเล็กกว่าโจโฉเข้าไปใหญ่ ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเอาชนะกองทัพเรือ 100 หมื่นของโจโฉได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อเสียด้วย ศึกครั้งนั้นโจโฉทุ่มสุดตัว เพราะคิดว่าเป็นศึกสุดท้ายแล้วที่ทำให้ตัวเองได้เป็นฮ่องเต้แล้ว โจโฉเลยเสียหายใหญ่ ทำให้กำลังลดลงมาเหลือใกล้เคียงกับอีกสองฝ่าย

การที่เหลือสามฝ่ายที่มีพลังใกล้เคียงกันทำให้ประเทศเข้าสู่สมดุลใหม่คือ สมดุลแบบ 3 ฝ่ายซึ่งสมดุลแบบนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเมื่อสองฝ่ายใดตีกัน อีกฝ่ายทีเหลือจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ทำให้แต่ละฝ่ายไม่อยากบุกก่อน (ต่างกับกรณีที่เหลือแค่สองฝ่ายที่มีกำลังเท่ากัน แบบนั้นจะมีเสถียรภาพน้อยกว่า และเมื่อชนกันเมื่อไรก็จะเสียหายหนักด้วย) ประชาชนเริ่มหายใจหายคอขึ้นมาหน่อย มีเวลาทำมาหากินมากขึ้น ประเทศก็ดูเป็นประเทศขึ้นมาหน่อย  ยุคสามก๊กจึงดำรงอยู่ได้นานกว่าช่วงที่ผ่านมามาก จนกระทั้งถึงจุดหนึ่งที่ก๊กของโจโฉสามารถเผด็จศึกก๊กของเล่าปีได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ก๊กของซุนกวนต้องรีบยอมแพ้โดยง่าย ประเทศก็กลับสู่ความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดินหน้า ผู้คนมีความสุข

แต่รวมๆ แล้วเสถียรภาพที่หายไปกว่าจะกลับคืนมาได้ก็ต้องใช้เวลาร่วมๆ ร้อยกว่าปีเลยทีเดียว อาเจนติน่าเมื่อ 90 ปีก่อนเคยเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจก็ถอยลงเรื่อยๆ การค้าการลงทุนตลอดจนนโยบายสาธารณะต่างๆ หยุดชะงักจนค่อยๆ กลายเป็นประเทศโลกที่สามเหมือนปัจจุบันในที่สุด จนถึงเดี๋ยวนี้ผ่านมาแล้ว 90 ปี การเมืองของอาเจนติน่าก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

การเมืองคือ การแย่งชิงอำนาจ ถ้าเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจมีมากกว่าหนึ่งฝ่าย โดยที่แต่ละฝ่ายมีกำลังใกล้เคียงกัน เมื่อนั้นบ้านเมืองจะไม่สงบสุข มีแต่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ เศรษฐกิจสังคมจะลงเหวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้มีอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรวมอำนาจได้เป็นผลสำเร็จ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จผู้นั้นมักถูกประวัติศาสตร์ประณามว่าเป็นจอมเผด็จการที่โหดเหี้ยม แต่ในยุคหลังจากนั้น การเมืองมักจะเข็มแข็ง บ้านเมืองสงบราบคาบ ว่างเว้นจากสงคราม เริ่มเกิดการค้าขาย ประชากรเริ่มสะสมความมั่งคั่ง ทำให้เกิดความกินดีอยู่ดี จนกลายเป็นยุคทองในที่สุด หลังจากนั้น ความสบายเกินไปจะเริ่มค่อยๆ ทำให้ ผู้คนวันๆ เอาแต่เสพสุข มัวเมาแต่ในศิลปะและเรื่องบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ไม่ซ้อมรบ ได้ผู้นำที่ขาดความเข้มแข็ง อำนาจเริ่มแตกออกเป็นส่วนๆ ขาดความสามัคคี ในที่สุดข้าศึกก็จะมารุกรานให้สำเร็จได้ง่าย ประเทศก็เริ่มขาดเสถียรภาพอีกครั้ง เข้าสู่ยุคมืดที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ที่จริงแล้ว อารยธรรมของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยก็วนเวียนกลับไปกลับมาระหว่างยุคทองกับยุคมืดเช่นนี้แหละ

Related Posts:

This entry was posted in กลยุทธ์ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

30 Responses to 0134: สามก๊ก

  1. proudinTHAI says:

    การที่เหลือสามฝ่ายที่มีพลังใกล้เคียงกันทำให้ประเทศเข้าสู่สมดุลใหม่คือ สมดุลแบบ 3 ฝ่ายซึ่งสมดุลแบบนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเมื่อสองฝ่ายใดตีกัน อีกฝ่ายทีเหลือจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ทำให้แต่ละฝ่ายไม่อยากบุกก่อน (ต่างกับกรณีที่เหลือแค่สองฝ่ายที่มีกำลังเท่ากัน แบบนั้นจะมีเสถียรภาพน้อยกว่า และเมื่อชนกันเมื่อไรก็จะเสียหายหนักด้วย)

    ตีแตกให้เห็นกันจะจะเยี่ยงนี้ :cat2:ช๊อบ ชอบ (=หนูช๊อบ ชอบ)

       0 likes

  2. 1001ii says:

    ผมว่าสิ่งที่ดูแล้วขัดใจที่สุดในเรื่อง Red Cliff คือ คาแรกเตอร์ของตัวละครมันผิดเพื้ยนไปหมดอย่างที่ท่านขาประจำว่านั่นแหละ แต่เรื่องความยิ่งใหญ่อลังการ ยกให้เขาจริงๆ

       0 likes

  3. ขาประจำ says:

    ผมรู้สึกว่า สนธิ ลิ้ม พฤติกรรมเหมือน ตัวละครคือ…. นะ ท่าน นนิททร์ว่าป่าว จดไว้ในมือว่าเป็นคราย น่าจะมีกระทู้ต่อเนื่องว่า แต่ละคนในการเมืองไทย เทียบกับ สามก๊กแล้วเป็นใคร เพราะแต่ละคนก็อ้าง จงรักภัดดีต่อ… กันทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นประเด็นนี้จะเป็นการเมืองทันที ท่านนรินทร์กลัวที่ใหน 555 แหมๆ คนไทยยุคนี้โชคดีที่มีโอกาสได้เห็นกลียุค ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ แซวเล่นนะครับ ท่านนริทร์สบายดีป่าวครับช่วงนี้

       0 likes

  4. ขาประจำ again says:

    ไปดูสามก๊กฉบับ john woo มา ขงเบ้งแก่ไปหน่อย ในหนังสืออายูไม่ถึง 30 ไมหน้าแก่จังสมัยก่อนไม่มีมลพิษด้วย และทำไมไม่ขุนเอาดาราเกาหลีหน้าใสๆ อายู 27-29 ซึ่งมันจะอินมากกว่าฝืมือฝึกกันได้ เคนติ้งมาสิ และดูๆ เสียดายเงินอย่าไปดูเลย สวยแต่รูป เสื้อผ้า ฉาก สาวๆ และเน้นฉากต่อสู้ มันจะตลาดไปหน่อย เอามัน ไม่ค่อยมีแกปะทะคารมหรือแสดงความฉลาดของขงเบ้งเหมือนในหนังสือเลย โจโฉก็ดูมาเฟียเกินไปขาดความลุ่มลึกไปนิด เล่าปี่ก็แก่ได้ใจสมอายุจริงแต่ในหนังสือไม่มีฉากไปสานรองเท้าให้ทหารนิ ดัดแปลงไม่ได้ใจเลย เซ็งเป็ด ทำไมไม่เอาเล่าปี่คนเก่าๆที่แสดงดีๆมาเล่นให้สมเป็นหนังแห่งเอเชียหน่อย จูล่งเอาขาวๆหล่อกว่านี้ไม่มีหรอ แต่แสดงดีหน้าดันดำแดงไปหน่อย ซุนกวน กวนไปหน่อยน่าจะเรียบร้อยกว่านี้นะ เอาซุนกวนไปเป็นพวกเดนตายดีกว่าหน้าดุดี หนังมันขาดกลยุทธ์ไปเยอะ และดันตัดตอนที่ขงเบ้งโต้วาทีกับเหล่าขุนนางไปด้วย ตอนนี้เป็นตอนมันส์และแสดงตัวขงเบ้งให้ชาวใต้รู้จักได้ดีสุดฉากเปิดตัวหายไป ฉากก็เล็กไปหน่อย สรุปขงเบ้งแสดงขาดพลัง ความลุ่มลึกในหนังสือหายไป การชิงใหวชิงพริบก็ไม่ดุเหมือนการเมืองบ้านเรา น่าจะมันส์กว่านี้ เอาเงินมาให้คนไทยเป็นผู้กำกับทำหนังดีกว่า ผมว่าผมทำได้ดีกว่า john woo นะ ถ้ามีโอกาส อีกคนจิวยี้นิสัยดีเกินไป ไม่แสดงความอิจฉาริษยา และฉากที่เค้นอารมณ์ที่ว่ามีคนเก่งมาทาบรัศมี เลยเหมือน john woo อ่านคนไม่เข้าถึงธรรมชาติของตัวละคร ตี บุคลิคตัวละครไม่แตก สรุป อ่านสือมันส์กว่า เห็นภาพดี ไม่เหมือนอ่าน harry potter แล้วมาดูหนัง บางฉากเห็นภาพเลย ชัด มันส์กว่า เหมือนดึงภาพในหนังสือออกมาเลยแหละ แต่สามก๊ก ที่เข้าฉายอยู่นี้ มันยังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าผมทำผมจะทำตั้งแต่ตอนแรกเลยที่เล่าปี่ยังตั้งตัวไม่ได้ทำไงก็ไม่สำเร็จจนเจอสุมาเต๊กโช และการปรากฎตัวของหนุ่ม โนเนมว่าขงเบ้งโดยการชี้นำของซีซี และฉากตอนศึกแรกของขงเบ้งที่เลืองลือไปถึงหูของโจโฉและซุนกวน ก่อนที่ขงเบ้งจะเสนอวิธีจับเสือมือเปล่าโดยการไปยืมมือซุนกวนมาคานอำนาจพร้อมสร้างตัวให้เล่าปี่ในตอนที่โจโฉแตกทัพเรือ มันแพรวพราวกว่ากันเยอะ

       0 likes

  5. Pingback: กอด … ความสำคัญและพลัง ของ มือที่สาม « Let’s talk about the Culture . . . . . Gap!

  6. neizod says:

    มันก็เป็นวัฏจักรอย่างนี้แหละครับ
    สำหรับประชาชนคนธรรมดาอย่างผม ขอเลือกที่จะ “ไม่ยุ่งเกี่ยว” ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นก็แล้วกันครับ

    แต่ขอชื่นชมบทสรุป 3 ก๊กที่ย่อได้ใจความมากๆ แถมไม่เอียงเอนให้เครดิทฝ่ายเล่าปี่ ตามที่ล่อกวนจงเขียนไว้ด้วยครับ ^^

       0 likes

  7. dcopywriter says:

    จะยุคทองบุคมืด ผมว่าก็เหมือนๆกัน
    พวกนักการเมือง ส่วนใหญ่ก็หาทางรอด ได้ทุกที
    พวกแม่ทัพ นายกอง เหล่าขุนนาง พ่อค้า นักธุรกิจ ส่วนใหญ่ก็รอดอีกนั้นแหละ

    เกมส์อำนาจ เกมส์ธุรกิจ เกมส์การแข่งขัน
    ผู้ที่เสียประโยชน์ที่สุด ทุกยุคสมัยก็คือประชาชน
    เป็นได้แค่เบี้ย เป็นพลทหาร ในกระดาน
    ให้ผู้มีอำนาจ ลากไปลากมา ตามที่ตัวเองต้องการ

       0 likes

  8. Leon(Future Marry 2014) says:

    อ่านแล้วก็เป็นมุมมองที่แตกต่างสำหรับคุณ BG โลกนี้กว้างใหญ่ มุมมองต่อสถาณการณ์และความคิดมันคงไม่ต่างอะไรกับมุมมองของแสงที่ตกกระทบบนผืนโลกกระมัง

       0 likes

  9. 1001ii says:

    แชร์มุมมองได้ครับคุณ BG

       0 likes

  10. BG says:

    อีกเรื่อง…
    ผมคิดว่าคำว่า”การเมืองไม่นิ่ง” ที่ว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจนั้นมีความหมายกว้างเกินไป นิ่งคืออะไร ไม่นิ่งคืออะไร เผด็จการฮิตเลอร์เรียกว่า การเมืองนิ่งหรือไม่ หรือการคานอำนาจกันอย่างเข้มข้นในสภาของอเมริกัน หรือไต้หวัน แม้กระทั่งการขับไล่ปธน.ในประเทศดังกล่าวก็ตาม เรียกว่าการเมืองนิ่งหรือไม่ บางที เราอาจจำเป็นจะต้อง define ให้ชัดเจนกว่านี้

    แต่จะยังไงก็ตาม ตามความเห็นของผมแล้ว การเมืองนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจเลย (เราคิดกันไปเอง) แต่เศรษฐกิจต่างหากที่จะส่งผลกระทบต่อการเมือง

    และเมื่อการเมืองแย่ลงเพราะเศรษฐกิจที่แย่อยู่ก่อนแล้ว จากนั้นเราก็เอาความรู้สึกดังกล่าว ไปพยายามอธิบายเศรษฐกิจอีกทีหนึ่ง ว่ามันแย่เพราะการเมือง แต่ความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจมีทิศทางที่แน่นนอนที่ต้องดำเนินไปอยู่แล้ว การขึ้นหรือลงก็ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ไม่ใช่โดยพระเจ้า แต่โดยจิตวิทยาหมู่ของพวกเราทุกคนบนโลกนั่นเอง

    เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวลกับปัญหาการเมืองที่วุ่นวายให้มากเลยครับ มันไม่ใช่ต้นเหตุ แต่มันเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น หุ้นที่ตกรุนแรงวันนี้ มีผู้ทำนายไว้ตั้งแต่ปีก่อน (2550) แล้วว่า ยังไงปีนี้ไม่ว่าใครจะเป็นนายก ไม่ว่าจะมีประท้วงหรือไม่ ไม่ว่าอะไรเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หุ้นไทยก็ต้องดำดิ่งทะลุ 500 จุดในช่วงครึ่งปีหลังแน่นอน เพราะมันเป็นทิศทางที่ต้องเป็นไป (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน :)

    ขอบคุณครับ

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>