Kenneth Fisher – Superstock

Kenneth Fisher ผู้ก่อตั้ง Fisher Investments และติด 1 ใน 400 บุคคลที่รวยที่สุดในสหรัฐฯ (Forbes 2011) มีแนวคิดว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในตลาดหุ้นคือ Superstock

Superstock ของ Fisher หมายถึง บริษัทที่สามารถเติบโตได้ปีละ 15-20% ในระยะยาวๆ โดยไม่ต้องเพิ่มทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็ก แต่ด้วยเหตุผลเรื่อง Product Life Cycle ทำให้ระหว่างทางที่เติบโต บริษัทเหล่านี้จะต้องเผชิญกับช่วงชะงักงันบ้างเป็นบางเวลา และจะทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมามากเกินไป กลายเป็นโอกาสของนักลงทุน ที่จะเข้าเก็บหุ้นเหล่านี้

Fisher มองว่า Superstock มักเป็นหุ้นขนาดเล็กมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เพราะหุ้นขนาดเล็กผลิตภัณฑ์ยังน้อยอยู่ ทำให้เมื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทกำลังถึงจุดอิ่มตัว ผลประกอบการจะชะงักได้ง่าย เพราะบริษัทต้องลงทุนเพิ่มเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาแทนที่ ทำให้มีจุดให้นักลงทุนเข้าเก็บอยู่เป็นระยะๆ ต่างกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลิตภัณฑ์หลายตัวแล้ว ทำให้เมื่อผลิตภัณฑ์ตัวใดถึงจุดอิ่มตัว จะไม่ส่งผลลบต่อผลประกอบการรวมมากนัก ทำให้มีโอกาสเข้าเก็บหุ้นในราคาถูกได้น้อยกว่า โดย Fisher บอกว่า ให้รอซื้อ superstock ที่ P/S ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งมักยังพอหาได้เสมอในทุกภาวะตลาด และให้ขายทิ้งหาก P/S สูงถึง 2-3 เท่าไปแล้ว เพราะแม้พวกมันอาจจะยังไปต่อได้อีก แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะการมองโลกในแง่ดีมากเกินไปของตลาดมากกว่าที่พื้นฐานของ superstock เองจะดีได้ขนาดนั้นจริงๆ

Fisher บอกว่า การตีมูลค่า Superstock นั้น ไม่ควรใช้กำไรสุทธิ (P/E) เลย เพราะกำไรของบริษัทแบบนี้ในระยะมักเหวี่ยงแรงจนทำให้เกิดการบิดเบือนมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาวไปเลย เวลาที่บริษัทกำลังอยู่ในขาขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์หลักอยู่ในช่วง take off กำไรก็จะเพิ่มในอัตราที่เป็นทบทวีคูณซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในระยะยาวที่บริษัทควรจะทำได้จริง ส่วนเวลาที่บริษัทชะงักเพราะหาผลิตภัณฑ์ใหม่มาแทนที่ได้ไม่ทัน กำไรก็จะเลวร้ายลงแบบทวีคูณเช่นเดียวกัน หากตีมูลค่าจากกำไรสุทธิ จะทำให้ over-react อยู่เสมอ เหมือนกับคนอื่นๆ ในตลาด

Fisher แนะนำให้ตีมูลค่าของ Superstock จาก Price per Sales มากกว่า เพราะรายได้จะผันผวนในอัตราที่น้อยกว่ากำไรเสมอ และถ้าเป็นหุ้นเติบโตจริง ส่วนใหญ่แล้วรายได้มักโตขึ้นหรืออย่างน้อยก็เท่าเดิมเท่านั้น ไม่ค่อยลดลง ไม่ว่ากำไรจะผันผวนแค่ไหน จึงเป็นตัวตีมูลค่าในระยะยาวที่ดีกว่า

Fisher บอกให้รอซื้อ superstock ที่ P/S ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งมักยังพอหาได้เสมอ แม้แต่ในภาวะกระทิง และให้ขายออกไปหาก P/S สูง 2-3 เท่าไปแล้ว ซึ่งแม้ว่าราคาอาจไปต่อได้ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตลาดมองหุ้นเหล่านั้นดีเกินจริง มากกว่าจะเกิดจากการที่พื้นฐานของธุรกิจเหล่านั้นเอง แต่ถ้าหากเป็นหุ้นที่ไม่เข้าข่าย superstock ให้ซื้อที่ P/S 0.4 และขายออกไปที่ 0.6 เท่านั้น

P/S ช่วยคัดกรองหุ้นที่ไม่น่าซื้อเพราะราคาออกไปได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวไหนเป็น super company การคัดเลือก super company นั้นต้องพิจารณาเชิงคุณภาพ โดย Fisher แนะนำให้ดูจากประเด็นต่อไปนี้
– ผู้บริหารแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่่ใช่องค์กรที่พอใจแค่อยู่กับที่เท่านั้้น
– ต้องเป็นบริษัทที่มีการตลาดที่ดีด้วย Fisher ชอบหุ้นเทคโนโลยี แต่จะต้องประกอบด้วยแผนการตลาดที่ดีด้วย
– มีข้อได้เปรียบที่ไม่ยุติธรรม ต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ได้เปรียบคู่แข่งอย่างชัดเจน ยิ่งดูไม่ยุติธรรมยิ่งดี ส่วนแบ่งตลาดเป็นแหล่งของข้อได้เปรียบที่สำคัญ และมักสะท้อนออกมาในรูปของ profit margin ที่สูงกว่าคู่แข่ง
– วัฒนธรรมองค์กรมีจุดเด่น มีความสัมพันธ์กับพนักงานในแง่บวก
– มีการบริหารจัดการด้านการเงินที่รัดกุมพอ

Author: Narin Olankijanan

Dekisugi.net โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เป็นบล็อกของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (“สุมาอี้”) ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ให้นักลงทุนได้อ่านฟรีมากกว่า 400 บทความ รายชื่อบทความทั้งหมดบทความในบล็อกนี้ยังถูกรวมเล่มไว้เป็นหนังสือชื่อ โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เล่ม 1 และ เล่ม 2 อีกด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถสั่งซื้อได้ที่ ร้านหนังสือของผม อีกด้วย

29 thoughts on “Kenneth Fisher – Superstock”

  1. การหา margin พีื่ใช้สูตรตามในหนังสือเลยหรือเปล่าครับ

  2. ปรกติธุรกิจที่ดำเนินการมาระยะนึง ก็จะมีมาร์จิ้นที่ค่อนข้างคงที่ (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง แบบมีนัยสำคัญของธุรกิจ ทั้งในทางที่ดีและร้าย) … ดังนั้นถ้ามาร์จิ้นคงที่ แต่มียอดขายเพิ่ม เช่น ยอดขาย Growth ถึง 30% ก็จะส่งผลให้กำไรโต 30% ด้วย …. เพราะฉนั้นการลงทุนหุ้นเติบโต คนจึงสนใจที่ Growth ของยอดขาย เป็นหลักใช่มั้ยครับพี่?
    – พึ่งแจ่มแจ้งตอนนี้เอง / ขอบคุณมากครับ ^^

  3. ผมสนใจ normal margin มากกว่า margin ในไตรมาสปัจจุบัน เพราะว่าธุรกิจย่อมเจอมรสุมบ้างเป็นเรื่องปกติ ทำให้มาร์จ้ินอาจลดลงชั่วคราว แต่ถ้าเราถือหุ้นค่อนข้างยาว ประเดี๋ยวมันก็จะกลับมาเป็นปกติได้เอง มาร์จิ้นที่หล่นไปชั่วคราวเลยไม่มีความหมายอะไร คิดถืงมูลค่าในภาวะปกติของมันดีกว่า

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมสนใจแต่กิจการพื้นฐานระดับ B+ ขึ้นไปเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นธุรกิจระดับ C,D,F คงคิดแบบนี้ไม่ได้

  4. ขอถามหน่อยนะคะ ยังเป็นมือใหม่อยู่คะ ไม่ค่อยเข้าใจการหาค่า price per sale ว่าวิธีคิดจะทำแบบเดียวกับการคิด price per earning หรือไม่คะ
    โดยเอา รายได้ที่เป็นยอดขายจริงไม่รวมกับรายได้อื่นๆ / ปริมาณหุ้นในตลาด ได้เป็น Sale เหมือนกันได้เป็น E หรือปล่าวคะ
    รบกวนขอความรู้และคำแนะนำด้วยนะคะ และต้องขอบคุณมากสำหรับความรู้ดีๆมากมายจากคุณนรินทร์และทุกท่านที่ร่วมให้ข้อมูลคะ

  5. ถ้ายังมือใหม่มาก แนะนำให้ดู P/E ไปก่อนครับ แต่ P/E ควรใช้กับธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เหวี่ยงมากนัก

    ทั้งยอดขายและกำไรปกติควรจะแยกตัวที่เป็นรายการพิเศษออกไป เพื่อให้เห็นภาพของธุรกิจหลักอยู่แล้วครับ

    1. ขอบคุณมากคะจะใช้ P/E ไปก่อน และแสดงว่าที่ถามไปเป็นการเข้าใจผิดหมดเลยใช่มั้ยคะ คือคิดว่าพอจะเข้าใจเรื่องยอดขายที่อธิบายไว้นะคะ แต่ไม่เข้าใจสูตรที่คิดนะคะ ว่าที่ตัวเลขที่จะนำมาคิดเป็น sale เป็นตัวไหนคะ
      ต้องขอโทษด้วยคะที่ถามกลับมาอีกเพราะอยากเข้าใจจริงๆคะ ขอบคุณมากคร้าบ

  6. ตัวอย่างเช่น CPALL ยอดขายปีที่แล้ว ก็เท่ากับ 197,815.60 ล้านบาท ตามตัวเลขในหน้านี้ครับ

    http://www.settrade.com/C04_03_stock_companyhighlight_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=3

    ส่วนมูลค่าตลาด ก็คือ ประมาณ 400,000 ล้านบาท ในหน้านี้

    http://www.settrade.com/C04_03_stock_companyhighlight_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=3

    ฉะนั้น P/S ก็เท่ากับ 400,000/197815 หรือ 2.0 เท่า

    margin ปกติของค้าปลีกน่าจะทำได้ประมาณ 5% ถ้าหาก P/S เท่ากับ 2x จริงๆ แล้ว ก็คือ PE ประมาณ 40 เท่า เพราะ 2.0/5% ได้ 40

    ก็คืือ จะมองเป็น P/E หรือ P/S ก็ได้

  7. เข้าใจแล้วคะ ขอบคุณมากๆนะคะ ขอให้คุณนรินทร์รวยๆและมีความสุขกับการแจกความรู้นะคะ

  8. ถ้าสมมุติว่าเราจะขายหุ้นที่ประมาณp/s เท่ากับ2 ตอนนี้เราควรขายcpallแล้วใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราจะขายที่p/s เท่ากับสาม ต้องรอให้cpallขึ้นมาอีกประมาน50%คือmaket capประมาน600000ล้านบาทแต่ตอนนั้นไม่รู้ยอกขายจะขึ้นไปอีกหรือเปล่า ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ
    ขอบคุณครับ

  9. ในทางตรงกันข้ามถ้าผมอยากซื้อcpall โดยยึดหลักการp/sไม่ถึง1 ต้องรอให้cpallลงไป เหลือสักยี่สิบกว่าบาท (จะได้เห็นหรือเปล่าเนี่ย)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.