266: วัดมูลค่าหุ้นแบบ DG

การลงทุนแบบ DG ควรมี Watch List อันประกอบด้วยหุ้นในตลาดสัก 10-12 ตัว ที่คุณคิดว่าเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนอยู่เสมอ แต่เราจะไม่ซื้อหุ้นเหล่านั้นเลย จนกว่า

ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับที่น่าลงทุนด้วย คำถามก็คือว่า จะพิจารณาราคาหุ้นที่เหมาะสมนั้นได้อย่างไร

ดูเหมือนปีเตอร์ลินซ์ จะไม่ได้บอกว่าให้ใช้ตัวชี้วัดตัวไหนเป็นพิเศษในการวัดมูลค่าหุ้น เขาเพียงแต่พูดถึงตัวชี้วัดหลายๆ ตัว และพูดถึงข้อดีและข้อเสียให้ฟังทีละอย่าง อาจกล่าวได้ว่า ลินซ์ ให้มองว่า หุ้นแพงหรือไม่จากหลายๆ มุมประกอบกัน

เนื่องจากหุ้นที่เราเลือกมาเข้า Watch List เป็นแนวหุ้นเติบโต ดังนั้นโอกาสที่หุ้นลักษณะนี้จะมีราคาถูกมากๆ คงมีไม่บ่อยนัก เพราะตลาดหุ้นมักให้ราคาการเติบโตไว้ค่อนข้างสูง และในเมื่อเราได้ปกป้องตัวเองด้วยการเน้นลงทุนแต่ธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องรอซื้อหุ้นเหล่านี้ในราคาที่ถูกมากๆ เพราะอาจจะไม่มีวันได้ซื้อเลยก็ได้ แทนที่เราจะคิดว่าต้องซื้อหุ้นที่ราคาถูกมากๆ  เราอาจซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาระดับปานกลาง (Fair Value) ก็ได้ แม้เราจะไม่ได้กำไรจากส่วนลด แต่เรายังสามารถทำกำไรได้จากการที่หุ้นเติบโตเหล่านั้นยังมีการเติบโตของตัวธุรกิจนั้นต่อไปเรื่อยๆ ในระยะยาว เพราะเราเป็นผู้ยินดีที่จะเติบโตไปกับธุรกิจที่เราลงทุน (พวกที่รอคอยได้) ส่วนการยอมซื้อหุ้นเติบโตเหล่านี้ในราคาที่แพงไปเลย เพื่อให้ได้ซื้อเสมอนั้น ยังเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่เช่นเดิม

โดยส่วนตัวผมได้สร้างเกณฑ์วัดมูลค่าหุ้นเติบโตแบบง่ายๆ ขึ้นมา โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง PE, PS, PEG เข้าด้วยกัน

คือ ให้เอารายได้”ปัจจุบัน”ของบริษัท มาคูณด้วย Net Profit Margin “ในภาวะปกติ”ของบริษัทนั้น จะได้เป็นตัวเลขตัวหนึ่ง จากนั้นนำมาคูณด้วย อัตราการเติบโตของรายได้ในระยะยาวที่เราคิดว่าน่าจะพอเป็นไปได้สำหรับบริษัทนั้น ตัวเลขที่ออกมา คือ Market Cap ที่เหมาะสมของบริษัทนั้น

ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้ปีปัจจุบันที่ 1o, 000 ล้านบาท ทำธุรกิจค้าปลีก และเรามีสมมติฐานของเราว่า รายได้ของบริษัทนี้น่าจะโตได้ปีละ 15% อย่างต่อเนื่องในระยะยาว มีมาร์จิ้นในภาวะปกติที่ 5% แต่ปีนี้ธุรกิจประสบปัญหาชั่วคราว ทำให้มาร์จิ้นเหลือแค่ 3% และราคาหุ้นก็ร่วงตามไปด้วย เราอยากรู้ว่า ควรจะซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคาเท่าไรดี ก็ให้เอา 1o, 000 ล้าน คูณด้วย 5% (ไม่ใช่ 3%) ได้ 500 ล้าน แล้วคูณด้วย อัตราการเติบโตในระยะยาวที่เป็นไปได้ คือ 15 จะได้ 15×500 หรือ 7, 500 ล้านบาท

ถ้าหากราคาหุ้นปัจจุบันหล่นลงมาจนทำให้ Market Cap ตกลงมาจนไม่เกิน 7, 500 ล้านบาท ก็คือเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ได้แล้ว แต่ถ้ายังสูงกว่า ก็ยังแพงเกินไป ให้รอไปก่อน ง่ายๆ แค่นี้แหละ

อนึ่ง วิธีวัดมูลค่าหุ้นแบบนี้จะเหมาะกับธุรกิจที่มีพื้นฐานมั่นคงในระดับหนึ่ง กล่าวคือ ต้องเป็นหุ้นที่เราเชื่อมาก่อนแล้วว่า ถ้าหากประสบปัญหาชั่วคราวทำให้กำไรลดลง สุดท้ายแล้วเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ มาร์จิ้นจะต้องกลับมาสู่ภาวะปกติได้ใหม่ นั่นคือ เป็นหุ้นที่ยังมีอนาคตอยู่ ซึ่งหุ้นที่เข้ามาใน Watch List ของ DG ได้ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

ที่สำคัญคือ อัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ต้องเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยในระยะยาว 3-5 ปี ข้างหน้า มิใช่ปีหน้าปีเดียว ดังนั้น ถ้าปีหน้าจะโต 40% อัตราการเติบโตในระยะยาวที่เป็นไปได้ก็มักจะต้องต่ำกว่านั้น เช่น อาจจะเหลือแค่ 20% เท่านั้น เพราะเป็นเรื่องยากมากที่ธุรกิจจะโต 40% ติดต่อกันได้ 3-5 ปีต่อกันทุกปี โดยส่วนใหญ่ บริษัทในตลาดหุ้นที่เติบโตได้ 10-20% ในระยะยาวนั้น จัดว่ายอดเยี่ยมแล้ว ดังนั้นต้องระวังอย่าให้ตัวเลขนี้ของคุณ aggressive จนเกินไป

ในเรื่องของมาร์จิ้นในภาวะปกตินั้น อาจใช้วิธีง่ายๆ คือ เอามาร์จิ้นเฉลี่ยในอดีตหลายๆ ปีของบริษัทนั้นมาเป็นตัววัดก็ได้ เพราะตราบใดที่บริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนสายธุรกิจไปอย่างมีนัยสำคัญ หรืออุตสาหกรรมนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ค่าเฉลี่ยของมาร์จิ้นในอดีตหลายๆ ปีน่าจะเป็นตัวแทนของ stable margin ที่ดีพอสมควร ที่สำคัญมันง่ายดีด้วย อย่างไรก็ตาม อย่าลืมด้วยว่า ในกรณีที่บริษัทนั้นกำลังเปลี่ยนสายธุรกิจพอดี หรืออุตสาหกรรมกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราจะใช้มาร์จิ้นเฉลี่ยในอดีตไม่ได้ กรณีนี้อาจจะหามาร์จิ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบเดียวกับธุรกิจใหม่ของบริษัทมาเทียบปรับอีกทีหนึ่งด้วย

มีความเป็นไปได้สูงว่า ในบางปี หุ้นทั้ง WatchList อาจไม่ผ่านเกณฑ์นี้เลย เพราะตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงที่แพงมาก หรือในทางตรงกันข้าม บางปีก็อาจซื้อได้แทบทุกตัว ก็อย่าได้รู้สึกแปลกๆ เพราะการวัดมูลค่าหุ้นแบบนี้เป็นการวัดมูลค่าหุ้นในระยะยาวเป็นหลัก เราจะไม่ยอมถูกสะกดจิตด้วยภาวะตลาดในขณะนั้น แต่ใช้เกณฑ์เดิมตลอดทุกภาวะตลาด ฉะนั้นข้อเสียอย่างหนึ่งของ DG คือ บางปีอาจไม่มีหุ้นให้ซื้อได้เลย และอาจเป็นอย่างนั้นติดต่อกันหลายปีก็ได้ด้วย ซึ่งจะต่างกับ 7thLTG ซึ่งซื้อได้ทุกๆ สภาวะตลาด ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่กำหนดให้ DG หลีกเลี่ยงการล้างพอร์ตให้น้อยที่สุด หุ้นในพอร์ตจะแพงไปบ้างก็ถือต่อไป (จะกลัวอะไรเพราะหุ้นอาจจะแพงแต่ต้นทุนที่เราซื้อมาไม่ได้แพง) เราจะได้มีหุ้นอยู่แล้วตลอดเวลา ไม่ต้องเดือดร้อนเวลาไม่มีหุ้นให้ซื้อ

จะสังเกตได้ว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่คำนึงถึง P/E, P/S และ PEG ไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ แต่เราจะไม่ถูก P/E หรอก ในกรณีที่บริษัทกำลังอยู่ในช่วงที่มาร์จิ้นไม่ปกติ และในเวลาเดียวกันก็มีการปรับราคาให้ตามการเติบโตของกำไรด้วย ซึ่งผมมองว่าเป็นวิธีที่รอบด้านพอสมควร และในเวลาเดียวกัน ก็ปฏิบัติได้ง่ายด้วย ส่วนที่จะเห็นว่าเป็นจุดบกพร่องของวิธีนี้คือเรื่อง Leverage หรือเรื่อง Book Value ที่ไม่ได้นำมาพิจารณาประกอบ ดังนั้น ในบางกรณีที่ Valuation ผ่าน แต่บริษัทมีหนี้สูงผิดปกติ หรือมีบางรายการในงบดุลที่ทำให้น่าสงสัยมากจริงๆ ก็อาจจะเป็นเหตุให้หุ้นตัวนั้นยังสอบไม่ผ่านก็ได้ แต่ถือเป็นกรณีพิเศษ รายกรณีไป

CategoriesDG

63 Replies to “266: วัดมูลค่าหุ้นแบบ DG”

  1. พี่ช่วยแนะนำวิธีการประเมิน growth ของธุรกิจ ด้วยครับ
    ต้องหาข้อมูลจากไหน และ ประเมินอย่างไร

  2. อ่านข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นให้มากที่สุด ก็จะประเมินในเชิงคุณภาพได้ว่า บริษัทน่าจะสามารถเติบโตได้ปีละสักเท่าไร แต่ไม่มีสูตรสำเร็จครับ

  3. คุณโจ๊กครับ ผมสงสัยตรงคำว่า รายได้ ‘ปัจจุบัน’ กับมูลค่า market cap ‘ปัจจุบัน’
    ตรงสูตรที่ลองยกตัวอย่างนั้น คุณโจ๊กหมายถึง เอารายได้ ณ ปัจจุบันวันนี้ เช่น ‘รายได้บริษัท A ตั้งแต่ต้นปี 2556 มาจนถึง วันที่ 14 มิย 56’
    มาคูณกับ สมมติฐาน Net profit margin ของเราในสภาวะที่เราคิดว่าน่าปกติ แล้วคูณด้วยอัตราการเติบโตที่เรามองไว้ ได้ค่ามาเท่าไหร่ เอาไปเปรียบเทียบ แล้วไปดูมูลค่า ‘มาร์เก็ตแคปของ วันที่ 14 มิย 56’ นี้หรอครับ?

    เพราะเท่าที่ผมเข้าใจ คือ ถ้าสมมติปกติบริษัท A รายได้อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้าน มาสามปีติดกัน แต่พอมาดูตอน กลางปี เดือน มิย รายได้ ณ ตอนนั้น ต้องไม่ถึง 20,000 ล้านอยู่แล้ว สมมติว่า อาจจะเป็น 9,000 ล้าน (ตัว net profit margin ณ เดือน มิย ก็น่าจะยังไม่ใช่ ของ ทั้งปี เช่นกัน)
    แล้วให้เอา 9,000 ล้าน นี้ไปคำนวณเลยรึเปล่าครับ?

    หรือคุณโจ๊กหมายถึง เข้าไปดูว่า ณ สิ้นปี 2555 สรุปตัวเลขรายได้ ของบริษัทนี้ ทั้งปีเท่าไหร่, วิเคราะห์ net profit margin ของปี 2553, 2554, 2555 เท่าไหร่ แล้ว มาร์เกตแคป ณ สิ้นปี 2555 นั้นเท่าไหร่ แล้วค่อยเอามาเปรียบเทียบกับ มาร์เกตแคป ปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. ถึงจะคำนวณได้ถูกต้องกว่าครับ?

    ถ้ายกตัวอย่างสักบริษัท จากข้อมูลง่ายๆ ใน settrade.com ให้เห็นเป็นภาพวิธีการคำนวณ ด้วยจะเป็นพระคุณเลยครับ ขอบคุณครับ

  4. ง่ายที่สุดคือเอารายได้ของปีที่แล้วเต็มปี ดูได้จาก settrade เช่น cpall http://www.settrade.com/C04_03_stock_companyhighlight_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=3

    ดูที่แถว 2012 รายได้เต็มปีคือ 197815 ล้านบาท ใช้ตัวเลขนี้คับ

    ทีนี้ถ้าเรารู้แล้วว่ารายได้ปี 2013 น่าจะโตกว่าปี 2012 อย่างมาก เช่น ไตรมาสแรกออกมาโตเยอะมากเทียบกับปีก่อน แบบนี้เราก็ต้องคิดไว้ในใจด้วย

    หรือถ้ามิฉะนั้น ก็ให้เอาตัวเลขรายได้ 4 ไตรมาสล่าสุดมาบวกกัน แต่อันนั้นจะใช้เวลาค้นหานาน นักลงทุนอาจจะขี้เกียจทำก็ได้

    ส่วน market cap นั้น ให้ใช้ market cap ปัจจุบัน (ณ วันที่ ปัจจุบันเลย) เช่น วันนี้วันที่ 14 market cap ของ cpall ก็อยู่ที่ประมาณ 363,815 ล้านบาท ดูจากหน้านี้ real-time ได้เลยครับ

    http://www.settrade.com/C04_03_stock_companyhighlight_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=3

  5. ถ้าอย่างโจทย์ cpall สมมติมองว่า net profit margin ปกติ น่าจะเป็น 5% และอัตราเติบโตรายได้ระยะยาวเท่า กับ 15% (สมมติ) และใช้วิธีง่ายสุดโดยดูตัวเลขรายได้ปี 2012
    ก็จะได้เป็น 197,815 x 5% x 15 =148,361 ล้านบาท
    ซึ่งเทียบกับมาร์เก็ตแคปวันนี้ที่ 363,815 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าผลที่คำนวณออกมามาก ดังนั้น น่าจะรอไปก่อนดีกว่า …ประมาณนี้รึเปล่าครับ

  6. ก็เท่ากับต้องโตได้ปีละ 36% ติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะคุ้มที่จะซื้อ

    ส่วนจะโตได้ขนาดนั้นหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่การคาดการณ์ของแต่ละบุคคล

    1. โอว ได้วิธีคิดเลยครับ

      หมายความว่า ต่อจากนี้ต้องติดตามว่า 3 ปี มีโอกาสโต 36% หรือไม่ และระยะยาวควรโต 15% และ net margin ต้องอยู่ที่ 5%

      ปัที่ 1 2013 รายได้เท่ากับ 197815 *1.36 เท่ากับ 269028 ล้านบาท
      ปีที่ 2 2014 รายได้เท่ากับ 269028 *1.36 เท่ากับ 365878 ล้านบาท
      ปีที่ 3 2015 รายได้เท่ากับ 365878*1.36 เท่ากับ 497594 ล้านบาท

      เป้าหมาย 3 ปี ต้องโตอีก จาก 197815 ล่านบาท ขึ้นไปเป็น 497594 ล่านบาทหรือเท่ากับ 151.54%
      ซึ่งจะทำให้ valuation ปีที่ 3 อยู่ที่ประมาณ 497594 * 5% * 15 เท่า หรือเท่ากับ 373195 ล้านบาทใน 3 ปี

      ขอบคุณท่านแม่ทัพสำหรับแนวทางวิธีคิดครับ

      ไม่ทราบผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ

    2. @TOPTEAM ถูกครับ

      @ZARUMAN ช่วงนี้หุ้นดีๆ ราคาแพงมากจริงๆ แทบทุกตัวเลยครับ มองเป็นการลงทุนได้ยาก ส่วน DG คิดว่าอาจจะต้องเริ่มต้นจากการซื้อหุ้น B หรือ B+ ราคาพอประมาณไปก่อน แล้ววันหน้าโอกาสมาถึงค่อยขยับเพิ่มหุ้น A เข้าพอร์ต

  7. จาก Watchlist ของผม ลองคำนวณดูแล้วไม่มีตัวไหนเข้าข่ายซื้อได้เลยครับราคาตอนนี้
    นอกจากจะประมาณว่าโตกันปีละ 30%-40% ฮาๆๆ
    ตลกตรงที่เพื่อนๆ ผม ไม่มีใครคิดว่าตลาดแพงเลย ทุกคนคิดว่าตอนนี้ตลาดหุ้นเมืองไทยยังถูกอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วตอนนี้ตลาดหุ้นแพงกว่าตอนปี 97 ช่วงพีคก่อนฟองสบู่แตกด้วยซ้ำ – -“

  8. พี่โจ๊กครับ หุ้น B, B+ นี่หมายถึงหุ้นตัวที่อาจจะไม่ใช่เบอร์ 1-2 ใน sector นั้นๆ แต่บริษัทมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ

    1. ประมาณนั้นครับ กล่าวคือ เป็นบริษัทแม้จะไม่ถึงกับเป็นเลิศ แต่อยู่ดีๆ พื้นฐานไม่น่าตกต่ำแบบรุนแรงได้ง่ายๆ เป็นอย่างน้อย

  9. รบกวนถามว่าบริษัทอสังหาล่ะครับ จะคำณวณอย่างไรดีครับ
    ประเด็นของยอดขายที่ยังไม่บันทึกเป็นรายได้เนื่องจากยังไม่ได้โอนบ้าน

  10. อสังหาก็ดูการเติบโตของยอดพรีเซลเป็นตัวแทนของยอดรับรู้รายได้ก็ได้ เพราะในอนาคตยอดพรีเซลก็จะเปลี่ยนมาเป็นยอดรับรู้รายได้ (ไม่ใช่ 1:1 จึงต้องดูจากการเติบโตมิใช่ยอดล้วนๆ)

Leave a Reply to Michael Monce Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.