286: เลือกหุ้นชุดแรกเข้าพอร์ต DG

มาลองเช็คราคาหุ้นใน WatchList เวลานี้กัน โดยใช้สูตรวัดมูลค่าหุ้นเบื้องต้นของเราก่อน

วิธีนี้คือ เอา Market Cap ปัจจุบัน มาลองถอดกลับให้เป็น market-implied growth ดู เพื่ออ่านว่า ตลาดหุ้นคาดหวังการเติบโตอนาคตของหุ้นแต่ละตัวไว้อย่างไร ตัวเลขที่ได้คืออัตราการเติบโตของรายได้/กำไรเฉลี่ยต่อปี ในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า โดยประมาณ ถ้าหากตัวเลขนี้ไม่สูงเกินระดับที่ตัวเราเองเชื่อว่า บริษัทน่าจะทำได้ ก็ถือว่าหุ้นตัวนั้นมีระดับราคาที่พอจะลงทุนได้

implied growth ที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวขึ้นอยู่กับสตอรี่ของมันเองด้วย จึงแตกต่างกันไปในแต่ละตัว แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมให้ guideline ว่า ระดับ 10-20% เป็นระดับที่เหมาะสม เพราะเป็นการเติบโตในระดับที่ธุรกิจทั่วไปที่มีพื้นฐานดีสามารถทำได้

ถ้าหากอยู่ที่ 10% ต้นๆ นั้นถือว่าน่าสนใจมากสำหรับหุ้นเติบโต แต่ถ้าเป็น 10% ปลายๆ เกือบ 20 ต้องเป็นหุ้นที่เรามั่นใจมากๆ ว่า มันเติบโตได้สูงจริง ถึงจะน่าลงทุน

ส่วนถ้าเกิน 20% ขึ้นไป ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะต่อให้บริษัทมีศักยภาพจริงๆ แต่มันก็ไม่คุ้มเพราะในกรณีที่บริษัททำไม่ได้ตามเป้า เพราะเราจะขาดทุนได้เยอะมาก ฉะนั้น โดยทั่วไป ผมแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า

อย่างไรก็ตาม สูตรคำนวณที่ผมแนะนำมีข้อจำกัดบางอย่างที่เราจะต้องมานั่งตรวจสอบดูอีกทีด้วย ประการแรก เราใช้ net profit margin เฉลี่ย 4 ปี ล่าสุด เป็นตัวแทนของ stable net profit margin ของบริษัท ซึ่งในบางกรณีอาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ เช่น บริษัทกำลังเปลี่ยนสายธุรกิจครั้งใหญ่พอดี มาร์จิ้นในอนาคตน่าจะแตกต่างจากสี่ปีล่าสุดพอสมควร แบบนี้ตัวเลขนี้อาจเชื่อไม่ได้ เป็นต้น

roundone

ถ้าหากตัดหุ้นที่มี implied growth เกิน 20% ทิ้งไป เราจะเหลือหุ้นที่ผ่านเข้ามาแค่ PTT, BBL, SCB, KBANK, TUF, LPN, PS, MBK, SST เท่านั้น

อันดับแรก การที่มีหุ้นใน Watch List ผ่านเรื่อง valuation น้อยมาก อาจเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งด้วยว่า แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงมาพอสมควรแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าแพงมากอยู่ สำหรับพอร์ต “ลงทุน” ดังนั้น ที่จริงแล้ว ช่วงเวลานี้อาจจะไม่ใช่ timing ที่ดีมากนัก สำหรับการซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาว

เวลาเจอหุ้นใน WatchList ที่ถูกมาก เช่น ต่ำกว่า 10% ก็อย่าเพิ่งดีใจ คิดว่าเป็น bargain เสมอไป ตลาดหุ้นทุกวันนี้ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วหุ้นพวกนี้มักจะมีข่าวร้ายอะไรบางอย่างอยู่ ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าข่าวร้ายนั้นเป็นแค่ระยะสั้นหรือยาว ถ้าหากเป็นระยะยาวหรือถาวรก็ควรหลีกเลี่ยง ตัวอย่างเช่น TUF อาจจะมี Valuation ต่ำในเวลานี้ เป็นเพราะมีข่าวเรื่องโรคกุ้งตายด่วย ซึ่งผบห.ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ารายได้กุ้งตั้งแต่ต้นปีหายไปกว่า 30% และครึ่งปีหลังก็น่าจะยังแย่อยู่ ถือว่าวิกฤตพอสมควร แต่โรคระบาดก็คงไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป ทนๆ ถือไปหน่อย ในระยะยาวก็น่าจะกลับมาโอเคได้ เช่นนี้เป็นต้น

ในกรณี SST ผมขอตัดออกไปก่อน เพราะบริษัทเพิ่งมีการเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน margin เฉลี่ยอาจจะยังเชื่อถืออะไรไม่ได้ ไม่ควรใช้วิธีนี้ในการกรองหุ้น

อีกประเด็นที่ควรคิดถึงคือ สูตรหามูลค่าหุ้นนี้ ยังไม่ได้คิดถึงคุณภาพของกำไรที่แตกต่างกันของหุ้นแต่ละตัวด้วย คือถือว่า หุ้นทุกตัวที่ผ่านเข้า Watch List มาได้ มีคุณภาพของกำไรดีเท่ากันหมด แต่ในความจริงอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ฉะนั้น สิ่งที่เราอาจต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยคือ เกรดของหุ้นในแง่พื้นฐาน คือถ้าเป็นหุ้นเกรด A เราอาจจะไม่ต้องต่อราคาเลย ถ้าตัวเลขออกมาไม่เกิน 20% ก็เอาเลย แต่ถ้าหุ้นเกรด C เราอาจจะต้องต่อราคามากหน่อย เช่น ไม่ควรเกิน 15% เป็นต้น

ช่วงนี้ตลาดหุ้นถือว่าแพงพอสมควร ดังนั้น หุ้นชุดแรกของเรา อาจจะต้องเน้นหุ้นเกรด B, C ไปก่อน โอกาสจึงยังไม่ใช่ของเรา รอให้มีโอกาสที่ดีๆ กว่านี้เราค่อยขยับเปลี่ยนตัวเอาหุ้นเกรด A มาเข้าพอร์ตให้เยอะขึ้น ไม่ต้องรีบครับ

ในกรณีที่มีหุ้นผ่านตะแกรงวัดมูลค่าหุ้นเข้ามาได้มากกว่า 5-7 ตัว เราจะมีอิสระในการเลือกชุดของหุ้นที่จะลงทุนได้มากขึ้น ในขั้นตอนนี้ เราควรหันมามองเรื่องการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก คือเลือกหุ้นที่อยู่ใน sector ที่ต่างๆ กันด้วย ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตมากขึ้นอีก

เราสามารถเลือกหุ้นได้หลาย combination ทีเดียว ในหนแรกสุดนี้ผมจึงขอเลือก PTT, BBL, TUF, PS, MBK อย่างละ 15% ของพอร์ต (แต่ปัดขึ้นเพื่อให้ซื้อได้เต็มหลักร้อยหุ้น) แล้วเหลือเงินสดไว้อีกสัก 25% เอาไว้เป็น flexibility หากมีโอกาสที่ดีกว่านี้ จริงๆ แล้ว อาจเลือกได้หลายรูปแบบกว่านี้ ขอให้ซื้อประมาณตัวละ 15% และถ้าคิดว่าตลาดหุ้นยังแพงอยู่ก็อาจเหลือเงินสดไว้เยอะหน่อย ซึ่งสามารถออกแบบได้หลาย combination ไม่จำเป็นต้องออกมาแบบนี้เสมอไปนะครับ (อย่าซีเรียสกับตัวหุ้นที่ผมเลือกนะครับ ผมเลือกแบบคละๆ กันไป เพราะพวกมันถูกกรองมาแล้วชั้นหนึ่ง ไม่อยากทำสงครามรักหุ้นนะครับ)

คงพอได้ไอเดียในการจัดพอร์ตลงทุนแล้วนะครับ และผมก็ได้ทดลองซื้อตามไปเมื่อวันศุกร์ไว้เป็น record ด้วย
dg1
(Cash Remaining : 227, 417.72 Baht)

(ก่อนจบ ขอ revised กฏของ DG นิดหน่อย จากเดิมที่กำหนดว่า ถ้าหุ้นที่ซื้อไปหล่นลงมายังไม่ถึง 25% จะยังไม่มีการพิจารณาว่าจะซื้อเพิ่มหรือไม่ ขอเปลี่ยนจุดตัดสินใหม่เป็น 20% นะครับ คิดว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกว่า)

CategoriesDGTags

128 Replies to “286: เลือกหุ้นชุดแรกเข้าพอร์ต DG”

  1. พี่โจ้กครับ ผมอยากถามพี่เกี่ยวกับเรื่องหลักtimingที่ใช้ในการซื้อของพอร์ตนี้หน่อยครับ

    ตอนเริ่มต้นที่แถว1400กว่าตอนนั้นก็มีข่าวที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าภาพmacroไม่ค่อยดีsetมีโอกาสปรับตัวลงอีก แต่เราก็เริ่มซื้อกันเลย พอมาปรับพอร์ตอีกรอบก็เป็นช่วงเวลาที่อีกไม่นานจะมีการลดQE และเซตก็อาจจะลงได้เพิ่มซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอีกเหมือนกัน แต่เราก็ไม่รอจังหวะนั้น ปรับพอร์ตก่อนเลย

    อยากถามพี่ว่า ที่เราซื้ออย่างนี้เป็นเพราะพอร์ตนี้เราจะไม่สนใจเรื่องภาพmacroเลย ซื้อเมื่อimplied growthโอเคทันที หรือเป็นเพราะว่าพี่มองว่าภาพmacroจะไม่ได้รุณแรง เริ่มลุยเลยดีกว่า

  2. ปรับในประเด็นไหนครับพี่ ผมกำลังคิดว่าอยากจะลงทุน
    ในลักษณะนี้ เพราะศึกษามาหลายแนว ผมเห็นด้วยว่าน่าจะต้องเน้น
    ลงทุนหุ้นเติบโต แต่จะให้ตลาดหุ้นร่วงหนักค่อยลงทุน ไม่น่าจะเป็น
    ทางเลือกที่ดีนัก สำหรับการลงทุนในเวลาทั่วไป และการคาดการณ์
    ราคาหุ้นด้วยวิธี DCF เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และต้องใช้สมมติฐานมากไป
    ซึ่งก็ยังเป็นการคาดการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดอยู่ดี
    แต่เรื่องนึงที่อาจจะคิดต่างจากพี่อีกเรื่อง คือ เรื่องการปรับ port ครั้งล่าสุด
    ผมคิดว่าไม่น่าปรับเอากลุ่ม bank ออก คือผมมองว่า bank ในประเทศไทย
    โดยเฉพาะ 3 bank นั้น น่าจะไร้คู่แข่งในประเทศไปอีกหลายปี และยังโตได้
    ไม่แน่ใจพี่คิดยังไงครับ

    1. มาย้อนคิดดูก็เห็นว่าการขาย BBL ของผมออกไปเป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องจริงๆ ด้วยแหละ เพราะเหตุผลในการขายมันเป็นเหตุผลระยะสั้น ที่บอกว่าสินเชื่อน่าจะกำลังอึดหรือหดตัว เพราะหนี้พุ่ง ซึ่งสินเชื่อคงไม่ได้หดตัวตลอดไปในระยะยาวแน่ๆ จึงไม่สมควรเป็นเหตุผลที่ขายหุ้น

      สงสัยตอนนั้นจะ panic sell 555

  3. เมื่อสปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งซื้อ TK เพิ่มเข้ามา จากที่มี PS CPALL HMPRO อย่างไรรบกวนขอ ทราบมุมมองของคุณ นรินทร์ ต่อ TK ทีครับ

    ส่วนตัว TK เป็นหุ้นที่เติบโตจากการขยายสาขาใหม่ๆ นโยบายจะเน้นที่ ตจว มากขึ้น และเนื่องด้วย อัตราการมีรถจัรยานยนต์ต่อ จน ประชากร ของไทย ค่อยข้างเกือบจุดอิ่มตัวแล้ว ที่ ตัวเลขประมาณ 4 คัน ต่อคน เทียบเท่าเวียดนาม ทางบริษัทจึงเริ่มมองหาตลาดใหม่ในแถบอาเซียน อย่าง อินโด

    ปล.ได้เริ่มสนใจหุ้นตัวนี้หลังจากอ่าน 20 บ.ของคุณนรินทร์ แต่เพิ่งได้ซื้อตอนมันย่อลงมามากๆ คิดว่าได้ % ปันผลที่น่าพอใจมาก และคาดหวังการเติบโตในอนาคต 🙂

    ขอบคุณครับ

    1. ขอแก้ไขตัวเลข เป็น 4 คนต่อคันครับ 🙂

      ขออภัยในความผิดพลาด

  4. TK ก็น่าจะยังเติบโตได้ครับ แต่บริษัทนี้แต่ไหนแต่ไรมาค่อยๆ เติบโตทีละนิดไม่หวือหวา และทุกๆ 4 ปี มักจะถดถอยสักหนึ่งปี เนื่องจากวัฏจักรของการบริโภครถจยย. แต่ก็จะกลับมาโตต่อได้

    ตลาดจยย.อิ่มตัวแล้ว แต่ช่องทางเติบโตสำหรับ TK ก็ยังมี เช่น การเจาะเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เดิมแต่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าให้ได้มากขึ้น

  5. เรื่องการปรับแนวคิดของ DG นั้น ผมนึกไปถึงเรื่องความถี่ในการเข้าซื้อหุ้นของการลงทุนสไตล์ต่างๆ

    อย่างการใช้ DCA นั้น เป็นการซื้อหุ้นเป็นประจำทุกเดือน เราจึงซื้อทีละน้อยๆ แต่ถ้าเป็นสุดโต่งอีกทางหนึ่ง อย่างเช่น แนวคิดของคุณวิกรม เกษมวุฒินั้น เขาบอกว่า ปกติแล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเลย รอให้ปีที่ตลาดหุ้นตก 40% ค่อยซื้อด้วยเงินทั้งหมด แล้วไม่ต้องทำอะไรอีกเลย รอให้ถึงปีที่ตลาดให้กำไร 100% ในปีเดียว ก็ให้ขายทิ้งให้หมด แล้วรอใหม่ ทำแบบนี้ทุกๆ 6-7 ปี จะซื้อหรือขายหุ้นสักครั้งเดียว แต่ผลตอบแทนจะดีมาก และปลอดภัยมากกว่าคนที่พยายามซื้อๆ ขายๆ หุ้นตลอดเวลาเยอะโดยที่สบายกว่ามากๆ ด้วย

    แต่ DG นั้น ดูเหมือนจะอยู่ตรงกลางๆ เพราะเป็นการลงหุ้นทีละเป็นก้อนๆ เช่น 20% ต่อตัว ดังนั้น ความถี่ในการลงทุนของ DG นั้น น่าจะอยู่ตรงกลางระหว่าง 7thLTG กับ วิธีแบบคุณวิกรม

    แต่จากกฎเกณฑ์ของ DG ที่ได้บัญญัติขึ้น ผมมองว่า ยังทำให้โอกาสที่เราจะเทรดหุ้นนั้นยังถี่เกินไป ผมว่า DG ไม่ควรจะปรับพอร์ตหุ้นทุกรอบ เหมือนกับพอร์ตของคนธรรมดาทั่วไป แต่ DG น่าจะเป็นพอร์ตของนักลงทุนที่มีความอดทนรอคอยได้สูงกว่าคนทั่วไปที่ลงเป็นก้อนๆ แบบเดียวกัน เราต้องอดทนได้มากกว่าถึงจะสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างได้

    เบื้องต้นคิดอยู่ประมาณนี้ แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะต้องปรับอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมายอันนี้ได้

    อีกเรื่องหนึ่งคือ Watch List ชุดแรกของเรา ยังดูผ่อนปรนเกินไปหน่อย คิดว่าอยากโฟกัสให้มากขึ้น (ลดจำนวนตัวหุ้นที่สอบผ่านลง) ตรงนี้คิดว่าช่วงนี้กำลังไล่เขียนบทความริวิวหุ้นรายตัวจำนวนหนึ่งอยู่พอดี ก็จะมองๆ หุ้นไปด้วย ไว้รีวิวครบแล้วจะมีการปรับ Watch List ชุดใหม่อีกครั้ง

    1. ขอบคุณครับพี่โจ้ก จะพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆกับพอร์ตนี้ครับ

  6. ขอบคุณมากครับคุณโจ๊ก รอติดตามการรีวิวหุ้นรายตัวและ watch list ชุดใหม่นะครับ เติบโตไปด้วยกันครับ

  7. ได้ไอเดียมาตอนวิ่งจ๊อกกิ้งนะครับ

    คือว่าผมว่า พอร์ต Growth นั้น บริษัทส่วนใหญ่ยังมีการเติบโตอยู่ ฉะนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องคอยปรับพอร์ตอยู่เรื่อยๆ แต่ตรงกันข้ามเราควรจะถือหุ้นแต่ละตัวให้นานที่สุด เพื่อให้เวลาบริษัทเหล่านั้นได้สร้างผลกำไรให้เติบโตให้กับเรา อันนี้ควรเป็นกลยุทธ์สำคัญของพอร์ตประเภทหุ้น Growth ซึ่งจะต่างกับพอร์ตหุ้นบลูชิพ หรือหุ้นกลับตัว เพราะหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยโตแล้ว หรือเมื่อกลับตัวได้แล้วก็จะหมดเหตุผลที่ทำให้เราซื้อแล้ว เราจึงต้องคอยปรับเปลี่ยนตัวหุ้นเหล่านั้นบ่อยๆ กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงต้องไม่เหมือนกับพอร์ต Growth

    ฉะนั้นเวลาที่ DG จะลุกขึ้นมาปรับพอร์ตสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อ หรือว่าเปลี่ยนตัวหุ้นก็ตาม มันน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แบบว่า เป็นเหตุการณ์ที่ 7thLTG ยังต้องอิจฉา อย่างแค่การที่ SET ปรับตัวลง 10-15% นั้น ถึอว่าเป็นความผันผวนแบบธรรมดาของ SET ซึ่งปีหนึ่งก็มักจะมีให้เห็นบ่อยถึง 3-4 ครั้ง ไม่ควรเป็นโอกาสที่ DG จะสนใจ แต่ DG ควรปล่อยให้พอร์ตขึ้นๆ ลงๆ ไปตามตลาดโดยไม่ต้องทำอะไรเลยในสถานการณ์แบบนั้นมากกว่า หรือถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตัวหุ้นตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ควรเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างมีความสำคัญต่อบริษัทนั้นๆ ในระดับที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานของบริษัทได้เลย ถึงจะทำให้ DG สนใจ

    คิดว่าจุดบกพร่องที่ผ่านมาของ DG คือ พอเริ่มต้นลงทุนก็พยายามหาหุ้นให้ครบ 5-6 ตัวเพื่อมาใส่ๆ ให้เต็มพอร์ตโดยที่ไม่ใช่คัดสรรหรือรอให้เป็นโอกาสที่น่าสนใจมากพอ เหมือนแค่ซื้อๆ ไปให้เงินหมดเท่านั้น ซึ่งที่จริง DG ควรมีความอดทนที่จะรอคอยโอกาสดีๆ ให้มากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ซื้อๆ ไปในช่วงเวลาที่พอร์ตอย่าง 7thLTG ยังรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ธรรมดาๆ

    อย่างไรก็ตาม ในเมื่อได้ซื้อไปแล้ว และหุ้นที่เราเน้นก็เป็นหุ้นเติบโต การจะไปปรับพอร์ตอะไรอีกกลับไม่ได้ช่วยอะไร (ถ้าผิดตอนซื้อ มักแก้ไขไม่ได้) ทางที่ดีกว่าคือน่าจะถือต่อไป รอให้การเติบโตของกำไรของบริษัทเหล่านั้น ช่วยให้พอร์ตกลับมาเอง เพราะนั่นคือข้อดีของพอร์ต Growth ที่เราสามารถพึ่งพาการเติบโตทางธุรกิจของตัวหุ้นให้ทำงานแทนเราได้

    จากจุดนี้ไป DG ก็คงถือตามเดิมไปเรื่อยๆ ก่อน ส่วนที่ผิดพลาดไปก็ช่างมัน ให้ธุรกิจของหุ้นได้เติบโตเพื่อช่วยให้พอร์ตกลับมาเอง การปรับพอร์ตในครั้งต่อไปจะต้องเป็นโอกาสที่มีความเป็น rare opportunity มากกว่าที่ผ่านมา ถึงจะปรับครับ

    แต่ส่วนของ WatchList นั้น จะยังมีการสังคายนาอย่างต่อเนื่อง โดยผมจะอาศัยการเขียนบทความรีวิวหุ้นในตลาดเป็นการช่วยหาหุ้นไปด้วยในตัว เป้าหมายคือ เดี๋ยวจะมีการสังคายนา Watch List กันใหม่ โดยมีการคัดสรรที่เข้มมากกว่าเดิม

    1. สุดยอดมาก k.โจ๊ก ความคิดตกผลึกตอนวิ่งนี่เอง เห็นด้วยว่าพอร์ตนี้รีบซื้อไปหน่อย เหมือนตอนแรกจะดีไซน์ให้ไดนามิค กว่านี้หรือเปล่าแบบเปลี่ยนตัวง่ายๆ ส่วนผมเพิ่งมาเริ่มวิ่ง วีคละ 3-4 ครั้งแต่ไม่เคยคิดถึงเรื่องการลงทุนเลยแม้แต่น้อย (ฮ่า)

  8. โดยส่วนตัวผมคิดว่า พอร์ตหุ้น DG นั้นน่าจะเหมือนกับพอรต์หุ้นเติบโตที่พี่โจ๊กเคยทำพอรต์ทดลอง (ไม่ได้ใส่เงินจริงๆ) ถือจนครบ 3 ปี แล้วมาดูผล ปรากฎว่่าชนะตลาดถล่มทลาย ^^ (ในบทความเก่าๆน่ะครับ ผมจำได้)

  9. ไอเดียเขียนบทความส่วนใหญ่ก็ได้มาจากตอนวิ่งนี่แหละครับ มันเป็นสภาวะที่ทำให้จัดระเบียบความคิดได้ง่ายขึ้น ^^

  10. ถ้างั้นเราขายหุ้นไปก่อน ถือเงินสดรอ rare opportunity จะดีกว่ามั้ยครับ
    สมมติ rare opportunity ครั้งต่อไปมาถึง เช่น ตลาดตกไป 40% แล้วค่อยปรับพอร์ต เปลี่ยนตัวหุ้น มูลค่าพอร์ตตอนนั้นก็คงลดไปเยอะอยู่

    การถือหุ้นไว้ มีข้อดีกว่าอย่างไรบ้างครับ

    1. ปัญหาของการรอ คือ บางทีรอแล้วหุ้นไม่ลงมาถึงที่เราต้องการ แต่กลับยืนเหนืออยู่หลายปี ทำให้เสียเวลาลงทุนไป (ถือเงินสดก็มีต้นทุนด้วยเหมือนกัน)

      ดังนั้น ถ้าเราจะรอ เราก็ต้องเป็นสุดยอดนักรอแบบคุณวิกรม เกษมวุฒิให้ได้คือ รอ 7 ปีไม่ลงทุน ก็รอได้

      แต่ถ้าเรารอไม่ได้มากขนาดนั้น การหาวิธีวัดมูลค่าหุ้นที่สมเหตุสมผล แล้วลงทุนไปตามเกณฑ์นั้นๆ น่าจะดีกว่า

Leave a Reply to pacabee Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.