286: เลือกหุ้นชุดแรกเข้าพอร์ต DG

มาลองเช็คราคาหุ้นใน WatchList เวลานี้กัน โดยใช้สูตรวัดมูลค่าหุ้นเบื้องต้นของเราก่อน

วิธีนี้คือ เอา Market Cap ปัจจุบัน มาลองถอดกลับให้เป็น market-implied growth ดู เพื่ออ่านว่า ตลาดหุ้นคาดหวังการเติบโตอนาคตของหุ้นแต่ละตัวไว้อย่างไร ตัวเลขที่ได้คืออัตราการเติบโตของรายได้/กำไรเฉลี่ยต่อปี ในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า โดยประมาณ ถ้าหากตัวเลขนี้ไม่สูงเกินระดับที่ตัวเราเองเชื่อว่า บริษัทน่าจะทำได้ ก็ถือว่าหุ้นตัวนั้นมีระดับราคาที่พอจะลงทุนได้

implied growth ที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวขึ้นอยู่กับสตอรี่ของมันเองด้วย จึงแตกต่างกันไปในแต่ละตัว แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมให้ guideline ว่า ระดับ 10-20% เป็นระดับที่เหมาะสม เพราะเป็นการเติบโตในระดับที่ธุรกิจทั่วไปที่มีพื้นฐานดีสามารถทำได้

ถ้าหากอยู่ที่ 10% ต้นๆ นั้นถือว่าน่าสนใจมากสำหรับหุ้นเติบโต แต่ถ้าเป็น 10% ปลายๆ เกือบ 20 ต้องเป็นหุ้นที่เรามั่นใจมากๆ ว่า มันเติบโตได้สูงจริง ถึงจะน่าลงทุน

ส่วนถ้าเกิน 20% ขึ้นไป ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะต่อให้บริษัทมีศักยภาพจริงๆ แต่มันก็ไม่คุ้มเพราะในกรณีที่บริษัททำไม่ได้ตามเป้า เพราะเราจะขาดทุนได้เยอะมาก ฉะนั้น โดยทั่วไป ผมแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า

อย่างไรก็ตาม สูตรคำนวณที่ผมแนะนำมีข้อจำกัดบางอย่างที่เราจะต้องมานั่งตรวจสอบดูอีกทีด้วย ประการแรก เราใช้ net profit margin เฉลี่ย 4 ปี ล่าสุด เป็นตัวแทนของ stable net profit margin ของบริษัท ซึ่งในบางกรณีอาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ เช่น บริษัทกำลังเปลี่ยนสายธุรกิจครั้งใหญ่พอดี มาร์จิ้นในอนาคตน่าจะแตกต่างจากสี่ปีล่าสุดพอสมควร แบบนี้ตัวเลขนี้อาจเชื่อไม่ได้ เป็นต้น

roundone

ถ้าหากตัดหุ้นที่มี implied growth เกิน 20% ทิ้งไป เราจะเหลือหุ้นที่ผ่านเข้ามาแค่ PTT, BBL, SCB, KBANK, TUF, LPN, PS, MBK, SST เท่านั้น

อันดับแรก การที่มีหุ้นใน Watch List ผ่านเรื่อง valuation น้อยมาก อาจเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งด้วยว่า แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงมาพอสมควรแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าแพงมากอยู่ สำหรับพอร์ต “ลงทุน” ดังนั้น ที่จริงแล้ว ช่วงเวลานี้อาจจะไม่ใช่ timing ที่ดีมากนัก สำหรับการซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาว

เวลาเจอหุ้นใน WatchList ที่ถูกมาก เช่น ต่ำกว่า 10% ก็อย่าเพิ่งดีใจ คิดว่าเป็น bargain เสมอไป ตลาดหุ้นทุกวันนี้ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วหุ้นพวกนี้มักจะมีข่าวร้ายอะไรบางอย่างอยู่ ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าข่าวร้ายนั้นเป็นแค่ระยะสั้นหรือยาว ถ้าหากเป็นระยะยาวหรือถาวรก็ควรหลีกเลี่ยง ตัวอย่างเช่น TUF อาจจะมี Valuation ต่ำในเวลานี้ เป็นเพราะมีข่าวเรื่องโรคกุ้งตายด่วย ซึ่งผบห.ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ารายได้กุ้งตั้งแต่ต้นปีหายไปกว่า 30% และครึ่งปีหลังก็น่าจะยังแย่อยู่ ถือว่าวิกฤตพอสมควร แต่โรคระบาดก็คงไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป ทนๆ ถือไปหน่อย ในระยะยาวก็น่าจะกลับมาโอเคได้ เช่นนี้เป็นต้น

ในกรณี SST ผมขอตัดออกไปก่อน เพราะบริษัทเพิ่งมีการเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน margin เฉลี่ยอาจจะยังเชื่อถืออะไรไม่ได้ ไม่ควรใช้วิธีนี้ในการกรองหุ้น

อีกประเด็นที่ควรคิดถึงคือ สูตรหามูลค่าหุ้นนี้ ยังไม่ได้คิดถึงคุณภาพของกำไรที่แตกต่างกันของหุ้นแต่ละตัวด้วย คือถือว่า หุ้นทุกตัวที่ผ่านเข้า Watch List มาได้ มีคุณภาพของกำไรดีเท่ากันหมด แต่ในความจริงอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ฉะนั้น สิ่งที่เราอาจต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยคือ เกรดของหุ้นในแง่พื้นฐาน คือถ้าเป็นหุ้นเกรด A เราอาจจะไม่ต้องต่อราคาเลย ถ้าตัวเลขออกมาไม่เกิน 20% ก็เอาเลย แต่ถ้าหุ้นเกรด C เราอาจจะต้องต่อราคามากหน่อย เช่น ไม่ควรเกิน 15% เป็นต้น

ช่วงนี้ตลาดหุ้นถือว่าแพงพอสมควร ดังนั้น หุ้นชุดแรกของเรา อาจจะต้องเน้นหุ้นเกรด B, C ไปก่อน โอกาสจึงยังไม่ใช่ของเรา รอให้มีโอกาสที่ดีๆ กว่านี้เราค่อยขยับเปลี่ยนตัวเอาหุ้นเกรด A มาเข้าพอร์ตให้เยอะขึ้น ไม่ต้องรีบครับ

ในกรณีที่มีหุ้นผ่านตะแกรงวัดมูลค่าหุ้นเข้ามาได้มากกว่า 5-7 ตัว เราจะมีอิสระในการเลือกชุดของหุ้นที่จะลงทุนได้มากขึ้น ในขั้นตอนนี้ เราควรหันมามองเรื่องการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก คือเลือกหุ้นที่อยู่ใน sector ที่ต่างๆ กันด้วย ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตมากขึ้นอีก

เราสามารถเลือกหุ้นได้หลาย combination ทีเดียว ในหนแรกสุดนี้ผมจึงขอเลือก PTT, BBL, TUF, PS, MBK อย่างละ 15% ของพอร์ต (แต่ปัดขึ้นเพื่อให้ซื้อได้เต็มหลักร้อยหุ้น) แล้วเหลือเงินสดไว้อีกสัก 25% เอาไว้เป็น flexibility หากมีโอกาสที่ดีกว่านี้ จริงๆ แล้ว อาจเลือกได้หลายรูปแบบกว่านี้ ขอให้ซื้อประมาณตัวละ 15% และถ้าคิดว่าตลาดหุ้นยังแพงอยู่ก็อาจเหลือเงินสดไว้เยอะหน่อย ซึ่งสามารถออกแบบได้หลาย combination ไม่จำเป็นต้องออกมาแบบนี้เสมอไปนะครับ (อย่าซีเรียสกับตัวหุ้นที่ผมเลือกนะครับ ผมเลือกแบบคละๆ กันไป เพราะพวกมันถูกกรองมาแล้วชั้นหนึ่ง ไม่อยากทำสงครามรักหุ้นนะครับ)

คงพอได้ไอเดียในการจัดพอร์ตลงทุนแล้วนะครับ และผมก็ได้ทดลองซื้อตามไปเมื่อวันศุกร์ไว้เป็น record ด้วย
dg1
(Cash Remaining : 227, 417.72 Baht)

(ก่อนจบ ขอ revised กฏของ DG นิดหน่อย จากเดิมที่กำหนดว่า ถ้าหุ้นที่ซื้อไปหล่นลงมายังไม่ถึง 25% จะยังไม่มีการพิจารณาว่าจะซื้อเพิ่มหรือไม่ ขอเปลี่ยนจุดตัดสินใหม่เป็น 20% นะครับ คิดว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกว่า)

CategoriesDGTags

128 Replies to “286: เลือกหุ้นชุดแรกเข้าพอร์ต DG”

  1. ขอถามความเห็นคุณโจ๊ก เกี่ยวกับการไม่ลด QE ในรอบนี้ จะมีผลกับเศรษฐกิจโลก และ ตลาดหุ้น ทั้งระยะสั้น และระยะยาวอย่างไรบ้างครับ

    1. ถ้า QE ลดช้าลง เงินก็คงไหลกลับมายังสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นเอเชีย ทำให้หุ้นกลับมาดีได้

      แต่ต่อจากนี้ไป QE จะกลับมาไปหดเร็วขึ้น หรือว่าหดช้าลงอีกนั้น ไม่มีใครตอบได้ เพราะแม้แต่ Fed เองก็ยังประเมินผิดเลย เพราะคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะกลับมาเร็ว แต่ปรากฎว่ายังไม่เร็วอย่างที่คิดเลยปรับแผนกันใหม่ ฉะนั้นต่อไปก็คงขึ้นกับการกลับมาของเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะเร็วแค่ไหน ซึ่ง Fed เองก็ยังไม่รู้ต้องคอยดูเป็นระยะๆ

  2. ตอนนี้เห็นว่าตลาดหุ้นรีบาวด์ขึ้นมา SAT กลับมามีกำไร ก็เลยขออนุญาตขายออกมาก่อนนะครับ

    ช่วงนี้ถ้ามีกำไรจะขอขาย DG ทิ้งออกมาเรื่อยๆ ก่อน เรียกว่า ขอเริ่มต้นกันใหม่ก็ละกัน

    ส่วนแนวใหม่จะปรับปรุงวิธีการอย่างไรบ้างนั้น ขอเวลาพัฒนาอีกนิดครับ

  3. หุ้นบวกเงินสดของพอร์ตเวลานี้กลายเป็น 1,031,541 บาท กลับมามีกำไรอยู่นิดหน่อย เดี๋ยวปรับนโยบายเสร็จแค่ไว้มาเริ่มต้นกันใหม่ ^^

  4. อยากให้การปรับเกณฑ์ใหม่พอรต์ DG ออกเร็วๆครับ …เผื่อตลาด Crash จะได้ไม่พลาดโอกาส ^^

    1. ภายในสัปดาห์หน้าน่าจะออกครับ

      แต่ช่วงนี้ ถ้ามีกำไรก็คงค่อยๆ ขายออกมา โดยอยากกำจัด TUF เพิ่มอีกตัว ส่วน MBK กับ CPALL อาจจะคงไว้ก่อน เพราะคิดว่าทั้งคุณภาพของกิจการและราคาทุนถือได้ว่าพอใช้ได้แล้ว

  5. ท่านแม่ทัพคับ กรณีที่ผมบริหารพอร์ตคล้ายๆกับ DG กล่าวคือ ยามตลาดหุ้นแพงเราซื้อหุ้นเกรดBเอา ได้แต่มองหุ้นเกรดAอยู่ห่างๆ พอเวลาตลาดcorrection จนหุ้นเกรด A ร่วงลงมาหนักๆ จนมีราคาไม่แพงเกินไปนัก ผมก็switch จากหุ้นเกรด B มาถือเกรด A

    พอหน้าตาพอร์ตเราประกอบไปด้วยหุ้นเกรดA เราควรจะพวกมันต่อไปเรื่อยๆตราจจนราคามันคิด implied growth ออกมาแล้วสูงเกินกว่าแผนการเติบโตที่บ.จะทำได้ เราก็จะเปลี่ยนกลับมาถือหุ้นเกรด B เช่นนี้ คิดว่าเหมาะสมหรือเปล่าคับ

    ปล.
    ที่จริงแล้วตอนหลังจากตลาดcorrection หุ้นเกรดAจะreboundไวมาก จนไม่นานก็กลับมายืนที่ราคาแพงดังเดิม ผมมักจะขายจังหวะนั้นเพราะกลับไปถือหุ้นเกรด B เช่นเดิม ทำให้ระยะยาวผมไม่มีหุ้นเกรด A ติดอยู่ในพอร์ตเลยคับ

    1. วฺิธีนี้ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าจะใช้ได้เหมือนกัน

      แต่แน่นอน ถ้าช่วงที่กลับมาถือ B แต่ B ไม่แช็งแกร่งพอ หล่นแรงหลังจากที่เราซื้อไป และราคาไม่กลับมาให้เราขายได้ง่ายๆ ก็ทำเอาเซ็งได้เหมือนกัน

      ใน DG ฉบับปรับปรุงใหม่ ผมยังคิดว่าจะกลับไปเน้นลงทุนกับหุ้นเกรดดีๆ มากขึ้น ผมว่าข้อดีของมันคือ ถ้าคิดผิด การรอให้มันกลับมาได้ใหม่ มีโอกาสสำเร็จค่อนข้างเยอะ เป็นความปลอดภัยอย่างหนึ่ง

  6. พี่โจ้กตั้งใจว่าจะขายให้หมดทุกตัวเลยป่าวครับ จริงๆผมเห็นว่าcpallเป็นหุ้นเกรดเอ แล้วเราก็ซื้อได้ที่ราคาไม่แพงมากนัก จะขายไปมันออกจะน่าเสียดายอยู่ ไม่ทราบว่าพี่เห็นว่ายังไงครับ

    1. คงเหลือ CPALL กับ MBK ไว้ครับ คิดว่าทั้งคุณภาพและต้นทุนน่าจะโอเคแล้ว

  7. เฝ้ารอกลยุทธใหม่ที่พี่นรินทร์จะ renew อย่างใจจดใจจ่อครับ *0*

  8. ขอบคุณมากคุณนรินทร์ เข้าแจ๋มแจ้งคะ ดิฉันหมดสิทธ์ซื้อคะเพราะไม่มีรายได้ในเมืองไทย :C แหม่กะว่าจะขอส่วนลด15% ซะหน่อย…เอางัยดีคะ..ขอไปอ่านกองทุนรวมอีก 2, 3 รอบ เพื่อจะได้เข้าแจ้งขึ้น…อยากลงทุนกองทุนรวมเพื่อลดความเลี่ยงนะคะ…ขอบคุณคะคุณนรินทร์มิตรแท้เพื่อนนักลงทุน 🙂 x

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.