271: ประมาณ Sales Growth ของ ADVANC อย่างไรดี?

งานหลักของ Growth Investor คือ การประมาณการเติบโตของรายได้ในช่วง 3-5 ปี ข้างหน้า ให้สมเหตุสมผลมากที่สุด มาลองดูตัวอย่างว่าเราจะประมาณ Sales Growth ของ AIS อย่างไรดี

เรารู้กันอยู่แล้วว่า รายได้ในส่วน Voice ของ AIS นั้น ถึงจุดอิ่มตัวไปแล้ว เพราะโทรศัพท์มือถือในบ้านเรามี penetration rate สูงมาก (มีจำนวนเลขหมายมากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก) และการโทรด้วยเสียงก็เป็นอะไรที่ทุกคนทำกันมานานแล้ว ไม่รู้จะทำให้เพิ่มขึ้นอีกได้อย่างไร มีแต่จะต้องถูกลงอีกด้วยซ้ำ เพราะเทคโนโลยีเก่า

ฉะนั้นการเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่ต้องมาจาก Data เป็นหลัก ซึ่งน่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ เพราะวิธีชีวิตแบบ Mobile/Social Network ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนยุคนี้ ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มต้นประมาณรายได้ เราอาจจะแยกรายได้รวมออกเป็นสองส่วนที่ต่างคนต่างโต ได้แก่ Voice กับ Non-Voice ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 66:33

ให้ Voice เติบโตเป็น 0 ไปอีก 3 ปี ในขณะที่ Non-Voice นั้น ปัจจุบันเติบโตในอัตรา 30% ต่อปี ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็น minimum base สำหรับอีก 3 ปี ข้างหน้าได้ จะได้ภาพของการเติบโตรายได้ในห้าปีข้างหน้าของ AIS เป็นดังนี้

Segment ปี่ที่ 0 ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3
Voice 0.66 0.66 0.66 0.66
Non-Voice 0.33 0.43 0.56 0.73

ในปีที่ 3 จะได้รายได้รวม 0.66+0.73 = 1.39 เท่า ของปีปัจจุบัน นั่นก็คือ เราประมาณว่า ADVANC น่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ราว 40% ภายในสามปี หรือคิดเป็นต่อปี เท่ากับ 12% ต่อปี

เราอาจตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่าสมมติฐานของเราไม่ได้ aggressive เกินไป ด้วยการเทียบกับสัดส่วนรายได้ของผู้ให้บริการในประเทศที่พัฒนาแล้ว เท่าที่ทราบคือเขาจะมีสัดส่วนรายได้ Date กับ Voice เท่าๆ กัน 50:50 ในเมื่อปีที่สามเราประเมินว่าสัดส่วนนี้ของ AIS จะเป็น 0.66:0.73 ก็ถือได้ว่า ไม่ได้หลุดจากประเทศอื่นมากนัก คงไม่ใช่สมมติฐานที่เว่อเกินไป

แถมท้ายให้อีกนิดครับ บางคนอาจจะวิตกว่าค่าเสื่อมของอุปกรณ์ 3G ใหม่ที่ติดตั้งจะทำให้ค่าเสี่อมเพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ แล้วทำให้รายได้เพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่า กลายเป็นกำไรลดรึเปล่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ AIS ได้ประเมินค่าเสื่อมในอนาคตให้ดูแล้ว พบว่า ค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้นจะชดเชยกับค่าเสื่อมของอุปกรณ์ 2G ที่กำลังจะหมดระยะเวลาตัดค่าเสื่อมลงเรื่อยๆ พอดี ทำให้ค่าเสื่อมของ AIS จะเพิ่มขึ้นแต่น้อยมาก ในอีก 5 ปีข้างหน้าครับ

ais

21 Replies to “271: ประมาณ Sales Growth ของ ADVANC อย่างไรดี?”

  1. หลังจากได้ไลเซนส์ 2100Mhz มาเปิดใช้ และระบบการประมูลที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ล้ม ความเสี่ยงด้านนโยบายจากทางรัฐก็น้อยลงมากแล้วใช่ไม๊ครับพี่โจ๊ก

  2. ขอบคุณมากครับพี่โดนใจผมมาก อยากสอบถามพี่โจ๊กอีกนิดว่า ในเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ในสัญญาใหม่ จะทำให้อัตรา Margin สำหรับทำการคำนวนกำไรตามที่พี่เคยแนะนำไว้ เปลี่ยนไปอย่างไร มากน้อยแค่ไหน (หรือถ้าหากพี่ตั้งใจจะเขียนเป็นตอนต่อไป ก็จะรอตามอ่านครับ) – ขอบคุณครับ

  3. มาร์จิ้นผมเชื่อว่าน่าจะสูงขึ้นครับ แต่ว่าหาอะไรเป็นตัว base ไม่ได้ ว่าจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน ก็เลยคิดซะว่าคงเดิม แล้วมองเป็น minimum case ก็ได้ครับ

  4. ขอบคุณครับ บทความนี้ก็โดนใจผมเช่นกัน เพระพอร์ต 7 ผมก็มี advanc รวมอยู่ด้วย เพราะมองว่า พฤติกรรการใช้ชีวิตของผู้คนน่าจะทำให้ส่วนของ data service เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปครับ

  5. ขอเรียนเสริมท่านแม่ทัพดังนี้ครับ
    1. Data โตขึ้นแน่ๆ แต่รายได้จาก Traditional Services อย่าง Voice, SMS, MMS, IDD บางตัวอาจจะคงที่ บางตัวลดลงแน่ๆ
    2. Cost of Service ตัวหลักๆคือ Concession Fee (25%) หรือรายจ่ายสัมปทาน จะลดลงอย่างมาก เพราะ ADVANC จะเร่งโอนย้ายลูกค้ามาที่ระบบใหม่ที่มีรายจ่าย(ของใหม่เรียก License Fee) ต่ำลงมาก เหลือเพียง 5.25%
    3. รายจ่ายอย่างค่า Domestic Roaming และ ค่าเช่าโครงสร้างพื้นฐาน จะโผล่ขึ้นมา แต่คาดว่าไม่มีทางแพงไปกว่าต้นทุนสัมปทานเดิม
    4. Gross Profit สูงขึ้นแน่ๆ ตามอัตราเร่งของการขยายโครงข่าย 2.1GHz และโอนย้ายลูกค้า

  6. และผมก็คิดว่าถ้่าลูกค้าโอนมาใช้เครือข่าย 2.1 Ghz มากขึ้นเรื่อยๆ cost ก็น่าจะถูกลงเรื่อยๆ

  7. รายได้ต่อปีประมาณ 150000 ล้านบาท กำไร 25% คูณด้วยการเติบโต12% maketcap ควรเท่ากับ 450000 คิดจากวิธี dg แต่ตอนนี้ในตลาดจิงmaketcap 784000 ล้านบาท แสดงว่าราคาปัจจุบันแพงไปใช่มั้ย ครับ

    ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ
    ขอบคุณครับ

  8. ถ้าคิดว่ามาร์จิ้นจะไม่เพิ่มขึ้นเลยก็แพงครับ ขึ้นอยู่กับสมมติฐาน

  9. ขอบคุณมากค่ะพี่โจ๊ก เห็นไอเดียการประเมิน growth ชัดเจนมากเลยค่ะ

    แต่ว่า…เวลาเราประเมินvaluation ออกมาเป็นราคาที่เหมาะสมนี่ต้องคำนวณอย่างไรหรอคะ
    ถ้าสมมติใช้ค่า PEG ไม่ควรเกิน 1 เท่า (ตามที่ peter lynch แนะนำ) advance เราประเมินไว้ว่ามี Growth ที่ 12 % ต่อปี แปลว่าค่า PE ที่เหมาะสมคือ 12 เท่า

    กำไรปี 55 = 11.73 แปลว่ามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมเท่ากับ 11.73*12 = 140.76 บาท
    ตอนนี้ราคาหุ้นเท่ากับ 254 บาท แปลว่าตอนนี้ overvalued ไปมากใช่มั้ยคะ

    ไม่แน่ใจว่าหนูคำนวณผิด หรือคิดไม่รอบด้านอะไรหรือเปล่า อยากขอคำแนะนำพี่โจ๊กหน่อยค่ะ

  10. ก็ไม่ผิดครับ แตขึ้นกับสมมติฐาน

    เพราะว่าบางคนอาจจะมองว่า รายได้เติบโต 12% ก็จริง แต่มาร์จิ้นน่าจะมากกว่าในอดีตแน่นอน เพราะค่าสัมปทานลดลงเยอะ รวมทั้งการที่เราอาจจะต้องรวม growth ของปี 56 ไปเลย เพราะเห็นอยู่แล้ว เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.